ทำไมไฮฟู (HIFU) ถึงเล็งความร้อนไปที่ชั้นพังผืดลึกใต้ผิว ไม่ใช่แค่ผิวหน้าเท่านั้น
By Dr. Lee1 min read

เวลาที่รู้สึกว่าหน้าตัวเองในกระจกดูหย่อนคล้อยกว่าเมื่อก่อน หนึ่งในหัตถการที่คนมักหาข้อมูลกันมากที่สุดคือไฮฟู ไฮฟูย่อมาจาก HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) หรือคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มสูงที่รวมพลังงานไปที่จุดเดียว
แต่มีจุดที่น่าแปลกใจอยู่อย่างหนึ่ง ทั้งที่ไม่ได้นวดหรือกดถูผิวเลย แต่หลายคนบอกว่ารู้สึกกระชับขึ้นที่แนวกรามทันทีหลังทำเสร็จ เคล็ดลับอยู่ตรงที่ไฮฟูไม่ได้ทำงานที่ผิวหนังชั้นนอก แต่เจาะลึกลงไปถึงชั้น SMAS (พังผืดใต้ผิวหนัง) ซึ่งเป็นแผ่นบาง ๆ ที่หุ้มกล้ามเนื้อไว้ แล้วสร้างความร้อนขึ้นแม่นยำเฉพาะจุดนั้นจุดเดียว
ทำไมไฮฟูถึงรวมความร้อนไปที่จุดเดียวได้ ไม่ใช่กระจายทั่วผิวหนัง?
หลายคนคงเคยเห็นเวลาใช้แว่นขยายรวมแสงแดดลงบนกระดาษจุดเดียว จุดนั้นจะไหม้ ในขณะที่กระดาษส่วนอื่นยังเรียบร้อยดี หลักการของไฮฟูก็คล้ายกันแบบนี้
หัวปล่อยคลื่น (ทรานสดิวเซอร์) ภายในเครื่องจะยิงคลื่นอัลตราซาวด์ออกมาในรูปทรงคล้ายเลนส์เว้า เมื่อคลื่นผ่านผิวหนังชั้นนอก คลื่นจะยังกระจายกว้าง พลังงานจึงเบาบาง แต่พอถึงความลึกที่กำหนดไว้ คลื่นจากหลายทิศทางจะมารวมกันที่จุดเดียวพอดี จุดนี้เรียกว่าจุดโฟกัส ดังนั้นชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ส่วนบนจะแทบไม่โดนความร้อนเลย ส่วนจุดที่ความร้อนพุ่งสูงจริง ๆ มีเพียงจุดเดียวคือระดับความลึกที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
ในจังหวะที่จุดจับตัวจากความร้อนเกิดขึ้น ข้างในผิวหนังเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
พลังงานอัลตราซาวด์ที่รวมกันที่จุดโฟกัสจะดันอุณหภูมิตรงจุดนั้นขึ้นไปเกือบ 60 ถึง 70 องศาเซลเซียสในเสี้ยววินาที ความร้อนนี้ทำให้โปรตีนในเนื้อเยื่อแข็งตัวเป็นจุดเล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่าจุดจับตัวจากความร้อน (thermal coagulation point)
ลองนึกถึงไข่ขาวดูจะเข้าใจง่ายขึ้น ไข่ขาวที่ใสและนิ่ม เมื่อโดนความร้อนจะแข็งตัวเป็นสีขาวขุ่นและไม่กลับคืนสภาพเดิมอีก เส้นใยคอลลาเจนก็คล้ายกัน ปกติโปรตีนเส้นนี้จะขดตัวเป็นเกลียวสปริง แต่พอโดนความร้อนถึงระดับนั้นในทันที มันจะหดตัวและจับตัวแน่นขึ้นทันที เครื่องจะไม่ยิงจุดเดียวจบ แต่จะเลื่อนหัวคาร์ทริดจ์ไปทีละระยะห่างเท่า ๆ กัน ต่อจุดเหล่านี้เรียงกันเป็นเส้น จนเกิดเป็นแนวจุดจับตัวจากความร้อนที่เรียงถี่กันอยู่ใต้ผิวหนัง
ทำไมต้องเล็งเป้าไปที่ชั้น SMAS โดยเฉพาะ?
SMAS คือแผ่นพังผืดบาง ๆ ที่หุ้มกล้ามเนื้อใบหน้าไว้ เปรียบเหมือนแผ่นยืดหยุ่นที่เชื่อมระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อ ในการผ่าตัดยกกระชับใบหน้าทางศัลยกรรม ชั้นที่ศัลยแพทย์ดึงและตรึงไว้จริง ๆ ก็คือชั้น SMAS นี้เอง เพราะถ้าดึงแค่ผิวหนัง ผลจะอยู่ได้ไม่นานก็หย่อนคล้อยกลับมาอีก แต่ถ้าดึงที่ SMAS กล้ามเนื้อและโครงสร้างพยุงที่อยู่ข้างใต้จะขยับตามไปด้วย ผลจึงอยู่ทนกว่า
ไฮฟูเป็นวิธีที่ไปถึงชั้นนี้ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการตั้งความลึกของจุดโฟกัสให้ต่างกันไปตามหัวคาร์ทริดจ์แต่ละแบบ
- หัวคาร์ทริดจ์ 1.5 mm เล็งไปที่ชั้นหนังแท้ (ชั้นที่เส้นใยคอลลาเจนในผิวหนังสานกันเป็นร่างแห) เพราะความลึกระดับนี้เหมาะกับการดูแลริ้วรอยตื้น ๆ และความยืดหยุ่นของรูขุมขนที่อยู่ใกล้ผิว
- หัวคาร์ทริดจ์ 3.0 mm เล็งไปที่บริเวณชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เชื่อมระหว่างไขมันกับพังผืด ให้แรงพยุงตรงนั้นเพิ่มขึ้น
- หัวคาร์ทริดจ์ที่ความลึกประมาณ 4.5 mm เล็งไปที่ชั้น SMAS โดยตรง เพราะการเข้าถึงโครงสร้างพยุงแบบเดียวกับการผ่าตัดยกกระชับ แม้จะไม่ผ่าตัด ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ต่อความหย่อนคล้อยได้จริง
แต่ละจุดบนใบหน้ามีความหนาของผิวหนังและพังผืดต่างกัน โดยทั่วไปบริเวณใบหน้ามักใช้ความลึกประมาณ 4.5 mm ส่วนบริเวณที่ผิวบางอย่างลำคอมักใช้ความลึกที่ตื้นกว่านั้น เป็นข้อมูลที่พอจะนำไปอ้างอิงได้
ทำไมถึงรู้สึกกระชับทันทีหลังทำเสร็จ?
เส้นใยคอลลาเจนปกติจะขดตัวแน่นเป็นเกลียวคล้ายสปริง แต่เมื่ออุณหภูมิพุ่งขึ้นไปถึง 60 ถึง 70 องศาเซลเซียสในทันที เกลียวนี้จะคลายตัวออกและหดกลับให้สั้นลงตรงจุดนั้นเลย คล้ายกับตอนที่โดนความร้อนแล้วหนังยางหดตัวทันที
เมื่อการหดตัวแบบนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วชั้น SMAS แผ่นเนื้อเยื่อชั้นนั้นก็จะสั้นลงเล็กน้อยโดยรวม บางคนจึงรู้สึกว่าแนวกรามหรือแก้มกระชับขึ้นทันทีที่เดินออกจากคลินิก แต่ผลทันทีตรงนี้ยังไม่มากนัก การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะค่อย ๆ สะสมขึ้นในขั้นตอนถัดไป
คอลลาเจนที่ค่อย ๆ สะสมขึ้นในช่วง 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือนถัดมาเกิดขึ้นผ่านขั้นตอนไหน?
จากมุมมองของร่างกาย จุดจับตัวจากความร้อนคือความเสียหายเล็ก ๆ จุดหนึ่ง ร่างกายจึงรับรู้ว่าจุดนี้เป็นบาดแผลและเริ่มกระบวนการซ่อมแซมทันที
อันดับแรก ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเส้นใยคอลลาเจนในผิวหนัง) ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงจะตอบสนองต่อความร้อนและสัญญาณซ่อมแซม แล้วเริ่มทำงานอย่างคึกคัก เซลล์เหล่านี้จะสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่สะสมไว้ที่จุดนั้นเป็นเวลา 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือน กระบวนการที่คอลลาเจนใหม่นี้เข้าไปเติมเต็มแรงพยุงในชั้น SMAS และหนังแท้ให้หนาแน่นขึ้นเรียกว่าการสร้างคอลลาเจนใหม่ หลายรายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ราว 2 ถึง 3 เดือนหลังทำ และเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วง 3 ถึง 6 เดือน
ถ้าการหดตัวทันทีคือปฏิกิริยาทางกายภาพที่รัดแน่นตรงจุดนั้นทันที การสร้างคอลลาเจนใหม่ก็คือปฏิกิริยาทางชีวภาพที่ร่างกายค่อย ๆ ใช้เวลาถักทอโครงสร้างพยุงขึ้นมาใหม่ ทั้งสองอย่างจึงมีลักษณะที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ทำไมไฮฟูถึงไม่ยิงจบในครั้งเดียว แต่ต้องแบ่งทำ 2 ถึง 3 ครั้ง?
หลายคลินิกจะไม่ทำบริเวณเดิมให้จบในครั้งเดียว แต่จะเว้นระยะห่าง 4 ถึง 8 สัปดาห์แล้วค่อยทำซ้ำ เหตุผลมีอยู่ 3 ข้อ
- เพราะเนื้อเยื่อต้องการเวลาในการซ่อมแซม กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ใช้เวลา 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ถ้าไม่ให้เวลานี้แล้วยิงความร้อนซ้ำที่เดิมต่อเนื่อง ความเสียหายจะมาก่อนการซ่อมแซม จนอาจนำไปสู่แผลไหม้หรือการอักเสบเกินขนาดได้
- เพราะต้องเพิ่มความหนาแน่นของจุดจับตัวจากความร้อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะยิงจุดถี่ ๆ จำนวนมากในครั้งเดียว การแบ่งทำหลายครั้งแล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนาแน่นทีละน้อยจะช่วยลดความเสี่ยงผลข้างเคียง พร้อมกับสะสมแรงพยุงไปได้เรื่อย ๆ
- เพราะแต่ละคนมีความหนาของผิวหนังและพังผืด รวมถึงระดับความหย่อนคล้อยไม่เท่ากัน จำนวนครั้งที่จำเป็นจึงแตกต่างกันไป ดังนั้นแผนการทำจึงมักถูกกำหนดเฉพาะบุคคลผ่านการปรึกษาแพทย์
ทำไมถ้าอยากรักษาผลลัพธ์ไว้ ถึงต้องกลับมาทำซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป?
คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ก็เช่นเดียวกับคอลลาเจนเดิมที่มีอยู่ก่อน คือจะค่อย ๆ ถูกสลายไปตามเวลา เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ตัดคอลลาเจนจะทำงานมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับแรงโน้มถ่วงที่ดึงลงตลอดเวลา ผิวหนังจึงค่อย ๆ เคลื่อนไปในทิศทางหย่อนคล้อยอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ ควรทำความเข้าใจไว้ว่าแรงพยุงที่ไฮฟูสร้างขึ้นก็ไม่ได้อยู่ถาวรตลอดไปเช่นกัน แต่มีรายงานว่าในช่วงที่คอลลาเจนใหม่ยังคงอยู่ การทำซ้ำเพิ่มเติมเข้าไปสามารถเสริมโครงสร้างพยุงให้แข็งแรงขึ้นได้ ส่วนรอบการทำซ้ำที่แน่นอนนั้นแตกต่างกันไปตามความเร็วของความชราและสภาพผิวของแต่ละคน จึงควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์เป็นระยะเพื่อปรึกษาช่วงเวลาที่เหมาะสม
ด้วยเหตุผลเดียวกัน การทำครั้งแรกเพียงครั้งเดียวจึงไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์คงที่ตลอดไป แต่เป็นเพราะวงจรที่คอลลาเจนถูกสร้างขึ้นใหม่แล้วค่อย ๆ สลายไปนั้น เกิดขึ้นอยู่แล้วในผิวหนังตามธรรมชาติ ไฮฟูจึงเปรียบเสมือนการเสริมแรงพยุงเข้าไปซ้อนบนวงจรนั้นอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นเวลาจะกำหนดระยะห่างของการทำแต่ละครั้ง จึงควรปรึกษาแพทย์โดยพิจารณาทั้งอายุผิวและความเร็วของการหย่อนคล้อยไปพร้อมกัน
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่
By Dr. Kim

หลักการที่ Density RF ใช้คลื่นวิทยุ 2 โหมด กระชับผิวทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และต้องทำกี่ครั้ง
Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง
By Dr. Kim

หลักการที่วอลุ่มสคัลทรา (Sculptra) ไม่ขึ้นทันทีแต่ค่อยๆ เพิ่มในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ พร้อมเงื่อนไขและความคงอยู่
สคัลทราไม่ได้ให้ผลทันทีหลังฉีด แต่วอลุ่มจะค่อยๆ ขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ เหตุผลคือตัวสารไม่ได้เข้าไปเติมปริมาตรโดยตรง แต่ทำงานด้วยการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง บทความนี้จะพาไปดูว่า PLLA กระตุ้นคอลลาเจนผ่านกลไกแบบไหน และทำไมถึงต้องฉีดแบ่งเป็น 2 ถึง 4 ครั้ง
By Dr. Lee