prettytime
Filler

หลักการที่วอลุ่มสคัลทรา (Sculptra) ไม่ขึ้นทันทีแต่ค่อยๆ เพิ่มในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ พร้อมเงื่อนไขและความคงอยู่

By Dr. Lee1 min read

เวลาปรึกษาเรื่องฟิลเลอร์ หลายคนคงเคยได้ยินชื่อสคัลทรา (Sculptra) ผ่านหูมาบ้าง และมักรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินว่าวันที่ฉีดใบหน้าจะยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก ต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid)

ที่บอกว่าวอลุ่มไม่ได้ขึ้นทันทีแต่ค่อยๆ เพิ่มในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์นั้นอาจฟังดูแปลกอยู่บ้าง บทความนี้จะอธิบายทีละขั้นว่าทำไมสคัลทราถึงทำงานแบบนี้ และเกิดอะไรขึ้นในร่างกายจริงๆ ระหว่างนั้น

สคัลทราคือสารอะไรกันแน่ที่ฉีดเข้าไป?

สารตั้งต้นหลักของสคัลทราคือ PLLA (โพลีแอล-แลคติกแอซิด, poly-L-lactic acid) พูดง่ายๆ คือเม็ดเล็กจิ๋วที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะค่อยๆ สลายตัวไปตามเวลา สารตัวนี้ยังใช้ในไหมละลายผ่าตัดและไหมเย็บแผลชนิดดูดซึมได้มานาน จึงมีข้อมูลด้านความปลอดภัยสะสมมาพอสมควร

ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกทำงานโดยตัวเจลเข้าไปครองพื้นที่ทางกายภาพโดยตรง วอลุ่มจึงเห็นผลทันที แต่เม็ด PLLA ไม่ใช่สารที่เข้าไปเติมปริมาตรด้วยตัวเองแบบนั้น สิ่งที่เม็ด PLLA ทำในผิวเป็นคนละกลไกกันเลย

PLLA กระตุ้นให้คอลลาเจนเพิ่มขึ้นผ่านทางไหน?

คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาที่ค้ำยันผิวจากด้านล่าง ถ้าเสานี้แข็งแรงผิวก็จะไม่หย่อนคล้อยและคงวอลุ่มไว้ได้ดี เมื่ออายุมากขึ้นเสานี้จะค่อยๆ ลดจำนวนลง ใบหน้าจึงดูตอบลง

เมื่อฉีดเม็ด PLLA เข้าไปในชั้นผิวลึก ร่างกายจะมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมขนาดจิ๋ว จากนั้นเซลล์ภูมิคุ้มกันของเรา โดยเฉพาะแมคโครฟาจ (macrophage หรือเซลล์เก็บกวาดในร่างกาย) จะเคลื่อนตัวเข้ามารวมตัวรอบเม็ดสารนี้

ระหว่างที่แมคโครฟาจค่อยๆ ย่อยสลายสิ่งแปลกปลอม มันจะส่งสัญญาณไปยังเซลล์รอบข้าง เมื่อไฟโบรบลาสต์ (fibroblast หรือเซลล์โรงงานผลิตคอลลาเจน) ได้รับสัญญาณนี้ก็จะถูกกระตุ้นและเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา พูดง่ายๆ คือ PLLA ไม่ได้เติมคอลลาเจนเข้าไปตรงๆ แต่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นเองมากขึ้นต่างหาก

ทำไมฉีดเสร็จแล้ววอลุ่มยังไม่ขึ้นทันที?

หลังฉีดใหม่ๆ บางคนอาจรู้สึกว่าหน้าบวมหรือมีวอลุ่มขึ้นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะน้ำที่ผสมมากับสารฉีดและอาการบวมเฉพาะจุด ผ่านไปประมาณ 2 ถึง 5 วัน น้ำนี้จะถูกดูดซึมไปและใบหน้าจะกลับสู่สภาพเดิม

วอลุ่มที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นหลังจากนั้น เพราะกระบวนการที่แมคโครฟาจรวมตัวกันและไฟโบรบลาสต์ค่อยๆ ผลิตคอลลาเจนเป็นปฏิกิริยาทางชีวภาพที่ต้องใช้เวลา คล้ายกับโรงงานอิฐที่เพิ่งเริ่มเดินเครื่อง กว่าจะผลิตอิฐได้จริงและก่อขึ้นเป็นเสาก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน

โดยทั่วไปกระบวนการนี้จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ 3 ถึง 4 สัปดาห์หลังฉีดและค่อยๆ ดำเนินต่อไป ส่วนคอลลาเจนที่จะสะสมจนเพียงพอนั้นมีรายงานว่าต้องใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือน ด้วยเหตุนี้สคัลทราจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ให้ผลแบบล่าช้าและค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ผลแบบทันทีทันใด

บางคนที่ส่องกระจกในวันที่ฉีดแล้วรู้สึกผิดหวัง แท้จริงแล้วนั่นเป็นความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับวิธีการทำงานของสคัลทราตั้งแต่ต้น การเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อยตามธรรมชาติคือผลลัพธ์ปกติจะช่วยให้สบายใจกว่า

ทำไมไม่ฉีดให้จบในครั้งเดียวแต่ต้องแบ่งฉีดหลายรอบ?

โดยปกติสคัลทราจะไม่ฉีดจบในครั้งเดียว แต่แบ่งฉีด 2 ถึง 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ซึ่งมีเหตุผลอยู่ 3 ข้อ

  • ความเร็วในการสร้างคอลลาเจนของร่างกายมีขีดจำกัด ไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจนได้ในอัตราที่จำกัด ต่อให้ฉีดสารเข้าไปในปริมาณมากในครั้งเดียว ร่างกายก็ไม่สามารถตอบสนองได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
  • เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ การกระตุ้นทีละน้อยจะทำให้คอลลาเจนสะสมอย่างสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป วอลุ่มจึงขึ้นโดยไม่จับตัวเป็นก้อนที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ
  • แต่ละคนตอบสนองไม่เท่ากัน การแบ่งฉีดเป็นรอบๆ ช่วยให้แพทย์ประเมินผลระหว่างทางและปรับปริมาณหรือตำแหน่งฉีดในรอบถัดไปให้เหมาะกับแต่ละคนได้

การแบ่งฉีดแบบนี้จึงเป็นกลยุทธ์ที่ให้เวลาร่างกายตอบสนองอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย

ทำไมใช้ไฮยาลูโรนิเดสสลายคืนไม่ได้เหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป?

ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกหากผลลัพธ์ไม่ถูกใจ สามารถฉีดไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase หรือเอนไซม์ที่ละลายเจล) เพื่อสลายกลับคืนได้ในระดับหนึ่ง จึงอุ่นใจได้หากเกิดสถานการณ์ที่ต้องรีบแก้ไข

แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับสคัลทรา เพราะไฮยาลูโรนิเดสเป็นเอนไซม์ที่ออกฤทธิ์เจาะจงกับกรดไฮยาลูโรนิกเท่านั้นตามชื่อของมัน คล้ายกับกุญแจดอกหนึ่งที่ไขได้แค่กับแม่กุญแจดอกเดียว

ในขณะที่วอลุ่มที่สคัลทราสร้างขึ้นนั้นไม่ใช่กรดไฮยาลูโรนิก แต่เป็นคอลลาเจนที่ไฟโบรบลาสต์ในร่างกายของเราสร้างขึ้นเอง เท่ากับว่าแม่กุญแจที่เอนไซม์ตัวนี้เล็งไว้ตั้งแต่แรกเป็นคนละดอกกันเลย

ด้วยเหตุนี้แม้ผลลัพธ์ของสคัลทราจะไม่ถูกใจ ก็ไม่สามารถแก้คืนได้ทันที มีเพียงวิธีเดียวคือรอให้กระบวนการเมแทบอลิซึมของคอลลาเจนค่อยๆ จางลงไปตามธรรมชาติ ด้วยลักษณะนี้จึงมักแนะนำให้เริ่มฉีดในปริมาณน้อยก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดพร้อมสังเกตผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งจะปลอดภัยกว่า

ผลของสคัลทราอยู่ได้นานแค่ไหน?

คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นแล้วไม่ได้อยู่คงที่ตลอดไป ในร่างกายมีเอนไซม์ MMP (matrix metalloproteinase หรือเปรียบเหมือนกรรไกรที่คอยตัดคอลลาเจน) ทำงานอยู่ตลอดเวลา และยิ่งอายุมากขึ้นการทำงานของกรรไกรตัวนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนใหม่กลับลดลง

คอลลาเจนที่สคัลทรากระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่ก็หนีกระบวนการทางธรรมชาตินี้ไปไม่พ้นเช่นกัน แต่เนื่องจากมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นในปริมาณมากพร้อมกัน มีรายงานว่าผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ประมาณ 1 ถึง 2 ปี และในบางกรณีอาจอยู่ได้นานกว่า 2 ปีขึ้นไป

ระยะเวลาที่คงอยู่อาจแตกต่างกันไปตามเมแทบอลิซึมของผิว อายุ ตำแหน่งที่ฉีด และวิถีชีวิตของแต่ละคน เนื่องจากความเร็วในการทำงานของกรรไกร MMP ที่ย่อยสลายคอลลาเจนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนจึงคงผลได้นานกว่า บางคนสั้นกว่า ซึ่งอธิบายได้ด้วยความแตกต่างส่วนบุคคลนี้เอง ดังนั้นหากต้องการรักษาผลลัพธ์ไว้ต่อเนื่อง หลายคนจึงพิจารณาฉีดเสริมอีกครั้งหลังผ่านไปประมาณ 1 ถึง 2 ปี

สคัลทราต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกอย่างไรในทางกลไก?

ทั้งสองหัตถการมีหลักการทำงานที่ต่างกันโดยพื้นฐาน ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกสร้างวอลุ่มด้วยการที่เจลเข้าไปครองพื้นที่ทางกายภาพ ส่วนสคัลทราสร้างวอลุ่มด้วยการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนขึ้นเอง

ด้วยความแตกต่างนี้ ความเร็วในการเห็นผล ระยะเวลาที่คงอยู่ และผลต่อผิวพรรณจึงต่างกันไปด้วย หากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกมักถูกเลือกเมื่อต้องการเห็นวอลุ่มเร็ว สคัลทราก็มักถูกพิจารณาเมื่อต้องการผลลัพธ์ที่ค่อยๆ เติมเต็มอย่างเป็นธรรมชาติและมีระยะเวลาคงอยู่ที่ยาวนานกว่าโดยเปรียบเทียบ

ไม่มีข้อสรุปตายตัวว่าแบบไหนดีกว่ากัน ทางเลือกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับตำแหน่งบนใบหน้า ผลลัพธ์ที่ต้องการ และสภาพผิวของแต่ละคน บางกรณีก็ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน เพราะช่วยให้ได้ทั้งวอลุ่มที่เห็นผลเร็วและคอลลาเจนที่ค่อยๆ สะสมไปพร้อมกัน

ทำไมต้องเน้นย้ำเรื่องการนวดหลังฉีด?

หลังฉีดสคัลทรา แพทย์มักแนะนำให้นวดหน้าด้วยตัวเองเป็นประจำ เหตุผลคือเพื่อช่วยให้เม็ด PLLA กระจายตัวสม่ำเสมอในผิว ไม่จับตัวเป็นก้อน

หากเม็ดสารจับตัวรวมกันในจุดเดียว ปฏิกิริยาการสร้างคอลลาเจนจะกระจุกตัวอยู่แค่บริเวณนั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดก้อนตุ่ม (นอดูล) ขนาดเล็กได้ ในทางกลับกันหากเม็ดสารกระจายตัวสม่ำเสมอ การสร้างคอลลาเจนก็จะเกิดขึ้นทั่วบริเวณอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเรียบเนียนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การนวดดูแลในช่วง 5 วันแรกหลังฉีดจึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์โดยตรง

โดยเฉพาะช่วง 5 วันถึง 4 สัปดาห์หลังฉีดถือว่าสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่เม็ดสารกำลังตั้งตัวอยู่ในเนื้อเยื่อและปฏิกิริยาของร่างกายเพิ่งเริ่มต้น คล้ายกับการนวดแป้งให้แผ่กระจายสม่ำเสมอ ต้องลงมือตอนที่แป้งยังไม่แข็งตัว รูปทรงถึงจะออกมาสวย

หากละเลยการดูแลในช่วงแรกนี้ไป ต่อมาหากคลำเจอก้อนตุ่มก็อาจแก้ไขคืนได้ยากขึ้น ดังนั้นความสม่ำเสมอในการนวดตลอด 4 สัปดาห์แรกจึงส่งผลต่อผลลัพธ์ในระยะยาวมากกว่าที่หลายคนคิด

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

หลักการที่ Density RF ใช้คลื่นวิทยุ 2 โหมด กระชับผิวทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และต้องทำกี่ครั้ง

Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง

By Dr. Kim

Filler

สคัลป์ตร้ากับจูฟลุค วอลุ่ม ต่างกันตั้งแต่สารตั้งต้น ทั้งการกระตุ้นคอลลาเจน ระยะอยู่ยาว และหลักฐาน

สคัลป์ตร้ากับจูฟลุค วอลุ่ม ถูกจัดอยู่ในกลุ่มฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่สารตั้งต้น กลไกการทำงาน รูปร่างอนุภาค และปริมาณหลักฐานที่สะสมมา บทความนี้ค่อยๆ เรียบเรียงจากงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบว่าผลลัพธ์เห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน และควรใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือก

By Dr. Kim

Skincare

ทำไมจูเวลุคถึงให้ผิวชุ่มฉ่ำแบบวอเตอร์กลอสตั้งแต่แรก ก่อนคอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา และอยู่ได้นานแค่ไหน

ความชุ่มฉ่ำวอเตอร์กลอสที่รู้สึกได้ทันทีหลังฉีดจูเวลุค กับวอลลุ่มคอลลาเจนที่ค่อยๆ เติมเต็มตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน แท้จริงแล้วเกิดจากกลไกคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า PDLLA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในจูเวลุคกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาได้อย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles