สระผมบ่อยแค่ไหนก็ยังคันและเป็นรังแคซ้ำ หนังศีรษะมันเยิ้มแบบนี้เกิดจากอะไรกันแน่
By Dr. Lee1 min read

สระผมไปหมาดๆ ยังไม่ทันครบวัน หนังศีรษะกลับเริ่มคัน พอหวีผมก็มีขี้รังแคขาวร่วงลงบนบ่า ลองเปลี่ยนแชมพูดูก็ดีขึ้นแค่ช่วงแรก ผ่านไป 2 ถึง 3 วันอาการเดิมก็วนกลับมาอีก หลายคนเจอรูปแบบนี้ซ้ำๆ แล้วมักคิดว่าเป็นเพราะสระผมไม่สะอาดพอ แต่ที่จริงสาเหตุมักมาจากกระบวนการทางชีววิทยาบางอย่างที่เกิดขึ้นบนหนังศีรษะโดยเฉพาะ
พอเป็นแบบนี้หลายคนจึงโทษตัวเองว่า "สระไม่สะอาดพอ" แล้วก็ยิ่งสระถี่และแรงขึ้น ทั้งที่วิธีนี้อาจกลับเป็นตัวการที่ทำให้อาการฝังแน่นขึ้นไปอีก อยากรู้ว่าทำไมแค่สระผมถึงแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจก่อนว่าบนผิวหนังศีรษะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ
ภาวะนี้เรียกว่าหนังศีรษะอักเสบเซบเดิร์ม หรือโรคผิวหนังอักเสบชนิดเซบเดิร์ม (seborrheic dermatitis) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับความมัน หรือไขมัน (sebum) เป็นหลัก แต่ไม่ใช่แค่เรื่องไขมันเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีเชื้อราที่อาศัยอยู่บนนั้น รวมถึงวิธีที่ร่างกายเราตอบสนองต่อเชื้อรานั้นด้วย สามปัจจัยนี้พันกันจนกลายเป็นอาการที่เห็น บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นว่าทำไมปัญหาถึงเกิดเฉพาะบริเวณที่มันเยิ้มเป็นพิเศษ และทำไมต่อให้ดูแลแค่ไหนอาการก็ยังวนกลับมาเรื่อยๆ
ทำไมไขมันบนหนังศีรษะถึงออกมาเยอะเป็นพิเศษ?
ไขมัน (sebum) โดยธรรมชาติเป็นสารที่ช่วยปกป้องผิว มันสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เคลือบผิวไว้เพื่อกันน้ำระเหยออกไปและป้องกันการระคายเคืองจากภายนอก เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนร่มที่กางคลุมผิวไว้เป็นเกราะป้องกันชั้นหนึ่ง
ปัญหาคือหนังศีรษะเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันใหญ่และหนาแน่นที่สุดจุดหนึ่งของร่างกาย พอๆ กับโซน T บนใบหน้า ต่อมไขมันที่ใหญ่และเยอะย่อมผลิตน้ำมันออกมาได้มากตามไปด้วย ยิ่งมีฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเป็นกลุ่มฮอร์โมนเพศชาย มากระตุ้นต่อมไขมันเข้าไปอีก การผลิตไขมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น นี่คือเหตุผลที่หนังศีรษะมักมันวาวเป็นพิเศษหลังวัยแรกรุ่น และทำไมพอเครียดหรือนอนไม่พอ หนังศีรษะถึงมันขึ้นมาเร็ว เพราะต่อมไขมันบนหนังศีรษะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและสภาพร่างกายมาก
ทำไมเชื้อราถึงชอบไขมันตรงนี้?
บนหนังศีรษะของทุกคนมียีสต์ชนิดหนึ่งชื่อมาลาสซีเซีย (Malassezia) อาศัยอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว มันเป็นเชื้อประจำถิ่นที่มีอยู่บนหนังศีรษะทุกคน ไม่ถือว่าเป็นโรคแต่อย่างใด เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนผู้เช่าที่อาศัยอยู่ในบ้านเรามาตลอด
ปัญหาคือยีสต์ตัวนี้กินไขมันเป็นอาหาร สภาพหนังศีรษะที่มีไขมันเยอะเป็นพิเศษจึงกลายเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์สำหรับมาลาสซีเซีย ยิ่งอาหารเยอะ ผู้เช่าก็ยิ่งเพิ่มจำนวน หนังศีรษะที่มันมากจึงมีมาลาสซีเซียเพิ่มขึ้นตามไปโดยธรรมชาติ แค่นี้ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่การระคายเคืองตัวจริงเริ่มต้นในขั้นตอนถัดไป
พอเชื้อราเพิ่มขึ้น เกิดอะไรขึ้นบนหนังศีรษะ?
มาลาสซีเซียไม่ได้แค่กินไขมันเฉยๆ แต่ยังปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายไขมันด้วย กระบวนการนี้ทำให้เกิดกรดไขมันที่มีฤทธิ์ระคายเคืองเป็นผลพลอยได้ ซึ่งเป็นตัวการที่ไปกระตุ้นผิวหนังศีรษะโดยตรง เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนเศษอาหารที่ผู้เช่าย่อยเหลือทิ้งไว้ แล้วไปสร้างความระคายเคืองทั่วบ้าน
ผิวหนังศีรษะ โดยเฉพาะของคนที่ผิวไวต่อการระคายเคือง จะมองว่าสารระคายเคืองนี้เป็นภัยคุกคาม เซลล์ภูมิคุ้มกันจึงรีบวิ่งมารวมตัวกันตรงจุดนั้นเพื่อส่งสัญญาณเตือน นั่นก็คือการอักเสบ พอเริ่มอักเสบ หลอดเลือดจะขยายตัวทำให้หนังศีรษะแดงขึ้น และเส้นประสาทถูกกระตุ้นจนรู้สึกคัน สรุปแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดอาการจริงๆ ไม่ใช่ตัวเชื้อราเอง แต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายเราต่อผลพลอยได้ที่เชื้อราสร้างขึ้นต่างหาก
รังแคเกิดขึ้นจากกระบวนการอะไรกันแน่?
ผิวหนังตามธรรมชาติจะผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไปเรื่อยๆ แล้วสร้างเซลล์ใหม่มาแทนที่ กระบวนการนี้เรียกว่าการผลัดเซลล์ผิว (turnover) คล้ายกับการค่อยๆ ปะวอลเปเปอร์เก่าด้วยแผ่นใหม่ทีละนิด ถ้าเป็นสภาพปกติ อัตราการผลัดเปลี่ยนจะช้า เซลล์ผิวจึงหลุดออกมาเป็นชิ้นเล็กจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
แต่บนหนังศีรษะที่อักเสบ อัตราการผลัดเซลล์นี้จะเร็วขึ้นผิดปกติ เหมือนดึงวอลเปเปอร์ออกแรงๆ เร็วๆ จนหลุดเป็นแผ่นใหญ่ เซลล์ผิวก็เช่นกัน ยังโตไม่เต็มที่ก็หลุดออกมาก่อนจนกลายเป็นก้อนสีขาวชิ้นใหญ่ที่มองเห็นชัด นี่แหละคือรังแค พูดง่ายๆ รังแคก็คือผลลัพธ์จากการระคายเคืองที่เชื้อราสร้างขึ้นและการอักเสบที่ตามมา ซึ่งไปเร่งอัตราการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วขึ้นนั่นเอง
สระผมแล้วสระอีกทำไมยังคันและเป็นรังแคซ้ำ?
เหตุผลที่หนังศีรษะมันเยิ้มแบบนี้ไม่หายง่ายและวนกลับมาเรื่อยๆ ก็เพราะกระบวนการนี้ไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เป็นวงจรที่ปัจจัยต่างๆ กระตุ้นกันเองอยู่ตลอด สามอย่างต่อไปนี้เชื่อมโยงกันและหมุนวนไม่หยุด
- ไขมันออกมาเยอะ มาลาสซีเซียก็มีอาหารเยอะตามไปด้วย ทำให้เชื้อราเพิ่มจำนวนขึ้นอีกโดยธรรมชาติ
- พอเชื้อราเพิ่มขึ้น สารระคายเคืองก็เพิ่มตามไปด้วย ทำให้ปฏิกิริยาอักเสบรุนแรงขึ้นบนหนังศีรษะเดิม
- การอักเสบทำให้อัตราการผลัดเซลล์ผิวเร็วอยู่ตลอด ไม่ปล่อยให้รังแคและอาการคันได้พักสงบลง
ต่อให้สระผมล้างเซลล์ผิวและไขมันออกไปแล้ว ต่อมไขมันก็จะกลับมาผลิตน้ำมันใหม่ภายใน 1 ถึง 2 วัน ส่วนมาลาสซีเซียก็เป็นเชื้อประจำถิ่นที่ยังคงอยู่บนหนังศีรษะไม่หายไปไหน แค่การสระผมจึงตัดวงจรนี้ไม่ขาด และนี่คือเหตุผลที่พอผ่านไป 2 ถึง 3 วัน อาการก็มักกลับมาซ้ำอีก
สระผมบ่อยเกินไปจะยิ่งแย่ลงหรือเปล่า?
พอคันมากขึ้น หลายคนก็สระผมถี่ขึ้นและแรงขึ้นโดยธรรมชาติ แต่วิธีนี้ไม่ได้ช่วยเสมอไป
ถ้าใช้แชมพูที่มีฤทธิ์ทำความสะอาดแรงมาสระหนังศีรษะบ่อยเกินไป ไขมันจะถูกล้างออกมากเกินความจำเป็น ผิวจึงตีความว่าขาดความชุ่มชื้น แล้วเร่งต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันกลับมาชดเชยให้เร็วขึ้น คล้ายกับยิ่งตักน้ำจากบ่อออกเร็วเท่าไหร่ น้ำก็ยิ่งไหลกลับมาเติมเร็วเท่านั้น ผลก็คือสระเสร็จใหม่ๆ อาจรู้สึกสะอาดโปร่งสบาย แต่พอผ่านไปแค่หนึ่งหรือสองวัน ไขมันกลับขึ้นมาเร็วกว่าเดิม เป็นความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นได้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น สารทำความสะอาดที่มีฤทธิ์แรงยังล้างชั้นฟิล์มบางๆ ที่ปกป้องผิวออกไปด้วย พอชั้นฟิล์มนี้บางลง หนังศีรษะจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและแรงเสียดสีจากภายนอกมากขึ้น และเสียน้ำได้ง่ายขึ้นจนแห้งกร้าน ผิวที่แห้งก็ทำให้คันได้อยู่แล้ว พอมาเจอสารระคายเคืองที่มาลาสซีเซียสร้างขึ้นซ้อนเข้าไปอีก อาการคันก็ยิ่งทวีคูณ สุดท้ายแล้วสำหรับหนังศีรษะมันเยิ้มแบบนี้ ไม่ใช่ว่าสระบ่อยแค่ไหนที่สำคัญ แต่เป็นเรื่องของสระด้วยส่วนผสมแบบไหนและอ่อนโยนแค่ไหนต่างหากที่สำคัญกว่า
ใครมีแนวโน้มเป็นได้ง่ายเป็นพิเศษ?
ถึงจะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน แต่บางคนก็มีอาการหนังศีรษะมันเยิ้มรุนแรงกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยสามอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ปัจจัยไหนเด่นกว่ากันในแต่ละคน
- คนที่มีต่อมไขมันใหญ่และทำงานหนักอยู่แล้ว จะมีอาหารให้มาลาสซีเซียเยอะ ทำให้ความหนาแน่นของเชื้อราสูงขึ้นได้ง่าย
- คนที่ระบบภูมิคุ้มกันหรือปฏิกิริยาอักเสบไวเป็นพิเศษ จะตอบสนองต่อสารระคายเคืองชนิดเดียวกันรุนแรงกว่า ทำให้รอยแดงและอาการคันชัดกว่า
- ช่วงที่เครียดมาก นอนไม่พอ หรือเข้าฤดูแล้ง การหลั่งไขมันและปฏิกิริยาอักเสบมักแปรปรวนพร้อมกัน ทำให้อาการกำเริบขึ้นมาทันที
ด้วยเหตุนี้ หนังศีรษะมันเยิ้มแบบนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่วัยใดวัยหนึ่งหรือฤดูใดฤดูหนึ่ง แต่ขึ้นๆ ลงๆ ตามพื้นฐานร่างกายของแต่ละคนและสภาพร่างกายในแต่ละวัน
การดูแลและรักษาเชื่อมโยงกับหลักการนี้อย่างไร?
เมื่อเข้าใจหลักการที่อธิบายมาทั้งหมดแล้ว ก็จะเข้าใจง่ายขึ้นว่าทำไมส่วนผสมหรือวิธีดูแลบางอย่างถึงถูกแนะนำ หัวใจของการดูแลคือการกดจุดใดจุดหนึ่งในวงจรนี้ลง ไม่ว่าจะเป็นไขมัน เชื้อรา หรือการอักเสบ
แชมพูสำหรับหนังศีรษะโดยเฉพาะที่มีส่วนผสมต้านเชื้อรา จะช่วยลดจำนวนมาลาสซีเซียลงโดยตรง ซึ่งเป็นการลดการผลิตสารระคายเคืองตั้งแต่ต้นทาง ส่วนส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิวจะช่วยกดรอยแดงและอาการคันที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้อัตราการผลัดเซลล์ผิวเร่งขึ้นซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหลักการนี้ทำงานเป็นวงจร ควรรู้ไว้ว่าถ้าอาการดีขึ้นแล้วหยุดดูแลไปเลย ไขมันและเชื้อราก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นอีก และอาการก็อาจกลับมาได้เช่นกัน
นอกจากนี้ วิธีสระผมที่พูดถึงก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจควบคู่กันไป ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับหนังศีรษะที่อ่อนโยนแล้วสระเท่าที่จำเป็น จะช่วยรักษาชั้นฟิล์มปกป้องผิวไว้ พร้อมกับลดไขมันที่เป็นอาหารของเชื้อราได้พอดี ในทางกลับกัน ถ้าใช้แชมพูทั่วไปที่มีฤทธิ์ทำความสะอาดแรงสระวันละ 3 ครั้งขึ้นไป จะยิ่งกัดกร่อนชั้นฟิล์มปกป้องผิวไปเรื่อยๆ จนอาจลดทอนประสิทธิภาพของส่วนผสมต้านเชื้อราลงไปด้วย
ถ้าอาการยังอยู่ในระดับเบาๆ ขึ้นๆ ลงๆ ส่วนใหญ่ควบคุมได้ด้วยแชมพูสำหรับหนังศีรษะโดยเฉพาะและการดูแลไลฟ์สไตล์ แต่ถ้ามีรอยแดงรุนแรง มีขุยหนาสะสม หรือมีอาการเจ็บร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม จะปลอดภัยกว่าการดูแลด้วยตัวเอง
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

หลักการสครับหนังศีรษะ ขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่อุดตันรูขุมขน ฟื้นฟูสมดุลหนังศีรษะ พร้อมรอบเวลาที่เหมาะสม
การสครับหนังศีรษะคือการดูแลที่ช่วยขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่สะสมจนอุดตันรูขุมขน เพื่อคืนสมดุลให้หนังศีรษะ บทความนี้อธิบายตั้งแต่สาเหตุที่รูขุมขนอุดตันทำให้เกิดกลิ่นและอาการคัน ไปจนถึงสิ่งที่การสครับขจัดออกจริง ๆ และควรทำบ่อยแค่ไหนจึงจะปลอดภัย โดยเน้นอธิบายตามหลักการ
By Dr. Kim

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร
ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้
By Dr. Kim