prettytime
Skincare

หลักการเกิดกระเนื้อ (Seborrheic Keratosis) วิธีกำจัดด้วยเลเซอร์และการจี้เย็น พร้อมวิธีแยกจากไฝ

By Dr. Lee1 min read

มองกระจกแล้วเจอจุดสีน้ำตาลหรือสีดำนูนขึ้นมาบนใบหน้าหรือลำคอ หลายคนคงเคยตกใจ เมื่อสัมผัสดูจะรู้สึกสาก ผิวขรุขระ บางจุดดูเหมือนมีขี้ผึ้งเคลือบติดอยู่ รอยโรคแบบนี้ส่วนใหญ่คือกระเนื้อ (Seborrheic Keratosis) ซึ่งเป็นรอยโรคผิวหนังชนิดไม่ร้ายแรง

ปัญหาคือบางครั้งกระเนื้อมีลักษณะคล้ายไฝ หรือแม้แต่รอยโรคสีผิดปกติชนิดร้ายแรงที่พบได้น้อย ดังนั้นก่อนจะไปดูวิธีกำจัด เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมรอยโรคนี้ถึงเกิดขึ้น และอาจสับสนกับอะไรได้บ้าง

กระเนื้อเกิดขึ้นได้อย่างไร

กระเนื้อเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เกิดจากเซลล์เคราติน (keratinocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ชั้นนอกสุดของผิวหนัง เพิ่มจำนวนและสะสมตัวมากเกินปกติ เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์เหล่านี้บางบริเวณจะแบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นก้อนหนา

สาเหตุที่กระเนื้อมีสีน้ำตาลหรือสีดำ เพราะมีเม็ดสีเมลานิน (melanin) สะสมอยู่ระหว่างเซลล์เคราตินเหล่านั้น เมลานินเป็นเม็ดสีที่ปกติทำหน้าที่ปกป้องผิวจากรังสียูวี แต่เมื่อถูกกักสะสมอยู่ในรอยโรค จึงทำให้สีเข้มขึ้น ส่วนผิวที่ดูมันวาวคล้ายทาน้ำมัน หรือดูขรุขระคล้ายมีขุยเกาะ ก็เป็นผลจากโครงสร้างชั้นเซลล์เคราตินที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ นั่นเอง

กระเนื้อต่างจากไฝอย่างไร

ไฝ หรือ melanocytic nevus เกิดจากเซลล์เมลาโนไซต์ (melanocyte) ซึ่งเป็นเซลล์สร้างเม็ดสีมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ในขณะที่กระเนื้อไม่ได้เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีโดยตรง แต่เป็นเซลล์เคราตินที่เพิ่มจำนวนแล้วมีเม็ดสีสะสมตามมา จึงเห็นได้ว่าทั้งสองเกิดจากเซลล์คนละชนิดกันตั้งแต่ต้น

การสัมผัสก็ช่วยแยกได้ในระดับหนึ่ง ไฝมักมีผิวเรียบและมีเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกับผิวหนังปกติ ส่วนกระเนื้อมีเคราตินซ้อนกันเป็นชั้นจนผิวสัมผัสหยาบ เป็นเหลี่ยม หรือขรุขระคล้ายหูด นอกจากนี้กระเนื้อยังดูเหมือนแปะอยู่บนผิวหนัง ขอบเขตชัดเจนและมีความหนา เพราะรอยโรคเติบโตอยู่แค่ในชั้นหนังกำพร้า (epidermis) แทบไม่ลุกลามลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ (dermis)

หลักการกำจัดด้วยเลเซอร์

เลเซอร์ที่นิยมใช้กำจัดกระเนื้อ ได้แก่ เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 laser) และเลเซอร์เออร์เบียมแย็ก (Er:YAG laser) ทั้งสองชนิดใช้ความยาวคลื่นที่ถูกดูดซับโดยน้ำในผิวหนัง เมื่อแสงเลเซอร์กระทบกับน้ำในเนื้อเยื่อของรอยโรค น้ำจะเดือดขึ้นทันทีจนเนื้อเยื่อระเหยกลายเป็นไอ หลักการนี้เองที่ทำให้รอยโรคถูกกำจัดออกไปทีละชั้นบาง ๆ

เลเซอร์ CO2 ให้ความร้อนกระจายไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างได้กว้างกว่าเล็กน้อย จึงช่วยห้ามเลือดได้ดีและเหมาะกับการจัดการรอยโรคหนา ๆ ในครั้งเดียว ส่วนเลเซอร์ Er:YAG ความร้อนกระจายในวงแคบกว่า จึงควบคุมความลึกได้แม่นยำ สามารถกำจัดทีละชั้นบาง ๆ ซ้อนกันหลายรอบได้ ดังนั้นแพทย์จะเลือกใช้เครื่องใดเครื่องหนึ่ง หรือใช้ร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความหนาและตำแหน่งของรอยโรค

สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมความลึกของเลเซอร์ให้หยุดอยู่แค่ในชั้นหนังกำพร้า เพราะกระเนื้อส่วนใหญ่เติบโตอยู่แค่ชั้นนี้ หากค่อย ๆ ปรับทีละชั้นโดยไม่ให้เลเซอร์ลึกถึงชั้นหนังแท้ โอกาสที่จะไม่เหลือรอยแผลเป็นก็จะสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากยิงลึกเกินไปในครั้งเดียว การฟื้นตัวจะใช้เวลานานขึ้นและอาจทิ้งรอยไว้ได้ จึงเป็นหัตถการที่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ผู้ทำค่อนข้างมาก

หลักการกำจัดด้วยการจี้เย็น

การจี้เย็น (cryotherapy) คือการฉีดพ่นหรือสัมผัสไนโตรเจนเหลวลงบนรอยโรคในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อทำให้เนื้อเยื่อแข็งตัวอย่างรวดเร็ว น้ำทั้งภายในและภายนอกเซลล์จะกลายเป็นผลึกน้ำแข็งในทันที ซึ่งทำลายเยื่อหุ้มเซลล์และโครงสร้างภายในเซลล์ ผลึกน้ำแข็งเปรียบเสมือนมีดที่ฉีกเซลล์ให้ขาดออกจากกัน จึงไม่จำเป็นต้องขูดหรือตัดเนื้อเยื่อออก เซลล์ของรอยโรคจะตายและหลุดลอกออกไปเอง

ระหว่างนี้บริเวณรอยโรคจะเกิดตุ่มน้ำเล็ก ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นสะเก็ดภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อสะเก็ดหลุดออก รอยโรคก็จะหลุดตามไปด้วย จุดที่ต่างจากเลเซอร์อย่างชัดเจนคือ วิธีนี้ไม่ได้กำจัดออกทันที แต่เป็นการทำให้เซลล์ตายแล้วปล่อยให้ร่างกายจัดการต่อเอง

ระยะเวลาและความแรงในการจี้เย็นจะปรับตามความหนาของรอยโรค หากจี้สั้นเกินไป เซลล์เคราตินอาจตายไม่หมดจนเหลือรอยโรคอยู่ ในทางกลับกัน หากจี้นานเกินไปก็อาจทำลายเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ลึกลงไปได้ วิธีที่นิยมใช้จึงเป็นการจี้สั้น ๆ หลายรอบ พร้อมสังเกตปฏิกิริยาของรอยโรคไปด้วย

เลเซอร์กับการจี้เย็น วิธีไหนเหมาะกับใครมากกว่ากัน

ทั้งสองวิธีนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกันเล็กน้อย

  • ความหนาของรอยโรค: รอยโรคที่บางและแบนราบมักกำจัดได้ดีด้วยการจี้เย็นเพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากควบคุมความลึกของการจี้เย็นได้ยาก รอยโรคที่นูนหนาจึงเหมาะกับเลเซอร์ที่กำจัดทีละชั้นมากกว่า เพราะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น
  • จำนวนและตำแหน่งของรอยโรค: หากมีรอยโรคขนาดเล็กกระจายอยู่หลายจุดในบริเวณกว้างอย่างใบหน้า การจี้เย็นจะจัดการได้หลายจุดในเวลาอันสั้นและมีประสิทธิภาพกว่า ส่วนเลเซอร์มีจุดเด่นในการปรับแต่งเฉพาะจุดอย่างละเอียด จึงเหมาะกับรอยโรคขนาดใหญ่และนูนชัดเพียงหนึ่งถึงสองจุด
  • ความเสี่ยงต่อรอยดำ: การจี้เย็นมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่รุนแรง จึงอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาสีผิวจางลงหรือเข้มขึ้นชั่วคราวหลังการรักษาได้ ผู้ที่มีผิวสีเข้มอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิวนี้ได้ชัดเจนกว่า จึงอาจพิจารณาใช้เลเซอร์ที่ควบคุมความลึกได้แทน

สิ่งที่ต้องดูแลหลังกำจัดรอยโรค

บริเวณที่เคยเป็นรอยโรคจะอยู่ในสภาพคล้ายผิวหนังกำพร้าถูกลอกออกบางส่วน จึงต้องได้รับการปกป้องจนกว่าผิวใหม่จะเกิดขึ้นสมบูรณ์

  • ควรทายาขี้ผึ้งและปิดด้วยแผ่นแปะป้องกันบริเวณที่ทำหัตถการเป็นเวลาสองสามวันเพื่อรักษาความชุ่มชื้น เพราะหากแผลแห้งเกินไป สะเก็ดจะหนาและทำให้การฟื้นตัวช้าลง
  • ไม่ควรแกะสะเก็ดออกด้วยมือ ควรปล่อยให้หลุดออกเองตามธรรมชาติ เพราะการดึงออกก่อนเวลาอาจทำลายชั้นเซลล์ที่กำลังฟื้นตัวอยู่ด้านล่าง จนนำไปสู่รอยแผลเป็นหรือรอยดำได้
  • การปกป้องผิวจากแสงแดดในช่วงฟื้นตัวเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะผิวใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นยังมีเซลล์สร้างเม็ดสีที่ไม่คงที่ จึงเกิดรอยดำได้ง่ายเมื่อถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวี
  • ควรหลีกเลี่ยงการถูบริเวณที่ทำหัตถการหรือสัมผัสน้ำร้อนเป็นเวลานาน เพราะการระคายเคืองอาจทำให้เนื้อเยื่อที่กำลังฟื้นตัวบวมหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวจากการระคายเคืองได้

ทำไมต้องแยกรอยโรคที่คล้ายไฝให้แน่ชัด

กระเนื้อเป็นรอยโรคไม่ร้ายแรงและไม่ค่อยส่งผลต่อสุขภาพ แต่บางครั้งมีโอกาสน้อยที่รอยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรงอย่างเมลาโนมา (melanoma) จะมีลักษณะคล้ายกระเนื้อ จึงต้องระมัดระวัง ก่อนกำจัดรอยโรคจึงควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจด้วยตาเปล่าและกล้องขยายผิวหนัง (dermoscope) เพื่อดูรูปร่าง ขอบเขต และความสม่ำเสมอของสี ก่อนวินิจฉัยแยกโรค จะปลอดภัยกว่า

หากรอยโรคมีรูปร่างไม่สมมาตร ขอบเขตเบลอหรือหยักไม่เรียบ มีหลายสีปะปนอยู่ในจุดเดียวกัน หรือขนาดขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว แพทย์จะสงสัยว่าอาจไม่ใช่กระเนื้อธรรมดา และอาจพิจารณาตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจร่วมด้วย ลักษณะเหล่านี้มักถูกประเมินด้วยหลักเกณฑ์ 5 ข้อ ได้แก่ ความไม่สมมาตร (Asymmetry) ขอบเขต (Border) สี (Color) ขนาด (Diameter) และการเปลี่ยนแปลง (Evolving) หรือที่เรียกกันว่าเกณฑ์ ABCDE แทนที่จะตัดสินใจเองจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามเกณฑ์เหล่านี้จะปลอดภัยกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรอยโรคที่คงที่มานานอยู่ ๆ ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีอาการคัน มีเลือดออก หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นใดที่ต่างไปจากเดิม ควรไปพบแพทย์ทันทีที่สังเกตเห็น เพราะโดยทั่วไปกระเนื้อจะโตช้ามากหรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคได้

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

หลักการและลำดับของ Platoning ที่รวมเลเซอร์โทนนิ่งกับสกินบูสเตอร์ในครั้งเดียว พร้อมวิธีดูแลผิว

Platoning คือชื่อเรียกการทำเลเซอร์โทนนิ่งต่อด้วยสกินบูสเตอร์ในเซสชันเดียวกัน บทความนี้สรุปหลักการว่าโทนนิ่งที่ช่วยลดเม็ดสีกับบูสเตอร์ที่เติมความชุ่มชื้นและสารฟื้นฟูให้ชั้นหนังแท้ ทำไมและตามลำดับใดถึงทำร่วมกัน

By Dr. Lee

Skincare

หลักการแพร่เชื้อไวรัสหูดข้าวสุก ผ่านการสัมผัสผิวหนัง บาดแผล และการใช้ของร่วมกัน พร้อมวิธีป้องกัน

หูดข้าวสุกเกิดจากเชื้อไวรัส Molluscum contagiosum ในตระกูล Poxvirus ที่อาศัยอยู่เฉพาะชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น เป็นโรคผิวหนังติดเชื้อที่พบได้บ่อย ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง ผ้าเช็ดตัว หรืออุปกรณ์อาบน้ำที่ใช้ร่วมกัน และหากเกาก็ลามไปทั่วร่างกายตัวเองได้ง่าย บทความนี้สรุปหลักการที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ผิวหนังและแพร่กระจาย

By Dr. Kim

Filler

ฟิลเลอร์คางกับซิลิโคนเสริมคาง หลักการยกรูปคาง ระยะเวลาที่อยู่ได้ ไปจนถึงการแก้ไขคืนได้หรือไม่ เกณฑ์เลือกที่ครบทุกมิติ

ฟิลเลอร์และซิลิโคนเสริมคางสำหรับแก้ไขคางสั้นมีวิธีการยกรูปคาง ระยะเวลาที่อยู่ได้ และความสามารถในการแก้ไขคืนที่แตกต่างกัน บทความนี้สรุปหลักการทำงานของแต่ละวิธี ระยะเวลาพักฟื้น ไปจนถึงเกณฑ์เลือกที่เหมาะกับตัวเอง

By Dr. Kim

Back to articles