หลักการและลำดับของ Platoning ที่รวมเลเซอร์โทนนิ่งกับสกินบูสเตอร์ในครั้งเดียว พร้อมวิธีดูแลผิว
By Dr. Lee1 min read

คนที่เคยทำเลเซอร์โทนนิ่งและสกินบูสเตอร์แยกกันมาก่อน คงเคยสงสัยอยู่บ้างว่าถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันในวันเดียว ผลลัพธ์จะดีขึ้นจริงหรือแค่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉย ๆ ช่วงหลังมานี้คลินิกผิวหนังเริ่มเรียกการทำสองหัตถการนี้ต่อกันด้วยชื่อว่า Platoning
Platoning ไม่ใช่เครื่องมือหรือสารตัวใหม่ แต่เป็นการนำเลเซอร์โทนนิ่งกับสกินบูสเตอร์มาต่อกันตามลำดับที่กำหนดไว้ บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมถึงต้องเรียงลำดับแบบนี้ และแต่ละขั้นตอนทำงานอย่างไรในผิว
Platoning คืออะไร?
Platoning เป็นชื่อที่ใช้เรียกการรวมสองหัตถการเข้าด้วยกัน คือเลเซอร์โทนนิ่งกับสกินบูสเตอร์ ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นชื่อเรียกรวมสำหรับการทำสองหัตถการนี้ต่อกันในเซสชันเดียว
เลเซอร์โทนนิ่งคือการยิงเลเซอร์กำลังต่ำหลายครั้งเพื่อลดเม็ดสี ส่วนสกินบูสเตอร์คือการใช้เข็มเล็ก ๆ หรืออุปกรณ์ขนาดจิ๋วฉีดสารบำรุงเข้าไปในชั้นหนังแท้เพื่อฟื้นฟูผิว เดิมทีทั้งสองพัฒนามาเพื่อจุดประสงค์ต่างกัน แต่เพราะการระคายเคืองและการฟื้นตัวของผิวจากทั้งสองหัตถการไม่ทับซ้อนกันและสามารถต่อเนื่องกันได้ การทำทั้งคู่ในวันเดียวกันตามลำดับจึงกลายเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยม
พูดง่าย ๆ คือชื่อ Platoning ไม่ได้หมายถึงเครื่องมือหรือแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เป็นชื่อเรียกสะดวกสำหรับการผสมสองหัตถการเข้าด้วยกัน แต่ละคลินิกอาจใช้เลเซอร์หรือผลิตภัณฑ์บูสเตอร์ต่างยี่ห้อกัน แต่โครงสร้างหลักคือการทำหัตถการจัดการเม็ดสีต่อด้วยหัตถการเติมเต็มชั้นหนังแท้ในครั้งเดียวกันเสมอ
หลักการที่โทนนิ่งช่วยลดเม็ดสี
เลเซอร์ที่ใช้ในโทนนิ่งจะปล่อยแสงความยาวคลื่นเฉพาะออกมาเป็นช่วงสั้น ๆ หลายครั้งติดต่อกัน แสงนี้มีคุณสมบัติถูกดูดซับอย่างเฉพาะเจาะจงโดยเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีน้ำตาลที่กำหนดสีผิว จึงทำลายเฉพาะเซลล์ที่มีเม็ดสีสะสมอยู่ โดยไม่รบกวนเซลล์ปกติรอบข้างมากนัก
เหตุผลที่ต้องยิงเบา ๆ หลายครั้งแทนที่จะยิงแรงครั้งเดียวนั้นง่ายมาก ถ้ายิงแรงครั้งเดียว เม็ดสีจะจางเร็วก็จริง แต่ความเสี่ยงที่ผิวจะระคายเคืองและเกิดรอยดำหลังการอักเสบก็สูงขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน การยิงเบา ๆ ซ้ำหลายครั้งจะค่อย ๆ ลดการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ทำให้เม็ดสีจางลงทีละขั้นเหมือนเดินลงบันได
ด้วยเหตุนี้ โทนนิ่งจึงไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวจบ แต่ต้องทำซ้ำเป็นระยะห่างที่กำหนดไว้ ผลลัพธ์จึงค่อย ๆ สะสม แต่ละครั้งเม็ดสีจะจางลงทีละนิด ถ้าเว้นระยะห่างนานเกินไป เม็ดสีก็มีเวลากลับมาสะสมใหม่อีกครั้ง
สิ่งที่บูสเตอร์เติมเข้าไป
สกินบูสเตอร์คือการฉีดสารอย่างกรดไฮยาลูรอนิก (HA) หรือ PDRN ซึ่งเป็นสารสกัดจากปลาแซลมอนที่ช่วยฟื้นฟูผิว เข้าไปในชั้นหนังแท้โดยตรง ผลิตภัณฑ์ที่ทาผิวไม่สามารถผ่านชั้นขี้ไคลซึ่งเป็นเกราะหนาไปถึงชั้นหนังแท้ได้ แต่บูสเตอร์ใช้เข็มเล็ก ๆ หรืออุปกรณ์จิ๋วข้ามเกราะนี้ไปส่งสารตรงถึงจุดที่ต้องการ
สารที่ไปถึงชั้นหนังแท้จะกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในบริเวณนั้น พร้อมกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนรอบข้าง ให้ช่วยสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินเพิ่มขึ้น ถ้าโทนนิ่งจัดการปัญหาเม็ดสีที่ผิวชั้นบน บูสเตอร์ก็รับหน้าที่เติมความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นในชั้นที่ลึกกว่านั้น
สารที่ใช้ในบูสเตอร์แต่ละผลิตภัณฑ์จะแตกต่างกันเล็กน้อย ถ้าเน้นสารที่กักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี จะเหมาะกับการเติมความแห้งกร้านและริ้วรอยเล็ก ๆ ส่วนถ้าเน้นสารช่วยฟื้นฟูมากกว่า จะเหมาะกับการยกระดับผิวเรียบเนียนและความยืดหยุ่น การปรับสัดส่วนตามสภาพผิวของแต่ละคนจึงเป็นเกณฑ์สำคัญในการเลือกบูสเตอร์
ทำแยกกันกับทำพร้อมกันต่างกันอย่างไร?
ถ้าทำโทนนิ่งกับบูสเตอร์คนละวันกัน ผลลัพธ์ของแต่ละหัตถการเองก็อาจออกมาใกล้เคียงกัน แต่ลำดับและจังหวะเวลาที่เลือกจะส่งผลต่อภาระที่ผิวต้องรับและกระบวนการฟื้นตัวที่แตกต่างกันไป
หลังทำเลเซอร์โทนนิ่ง เกราะป้องกันที่ผิวชั้นบนจะบางลงชั่วคราว ทำให้ความสามารถในการดูดซึมสูงขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ถ้าฉีดบูสเตอร์เข้าไปในช่วงนี้ สารบำรุงจะไม่ถูกชั้นขี้ไคลกีดขวางและเข้าไปตั้งตัวในชั้นหนังแท้ได้ง่ายขึ้น นี่คือเหตุผลหลักที่อธิบายว่าทำไมต้องทำ Platoning ต่อกัน ในทางกลับกัน ถ้าสลับลำดับโดยฉีดบูสเตอร์ก่อนแล้วค่อยทำโทนนิ่ง สารที่เพิ่งฉีดเข้าไปอาจยังตั้งตัวไม่ทันก็ถูกความร้อนจากเลเซอร์รบกวนซ้ำ ทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้
นอกจากนี้ ถ้าแยกทำแต่ละหัตถการคนละวัน ก็ต้องไปคลินิกและผ่านช่วงฟื้นตัวซ้ำหลายรอบ แต่ถ้ารวมไว้ในเซสชันเดียว จะสามารถจัดการอาการบวมและรอยแดงที่เกิดขึ้นให้เป็นกระบวนการเดียวต่อเนื่องกันได้ นี่ก็เป็นอีกจุดต่างที่มักถูกพูดถึง แต่ความต่างตรงนี้เป็นเรื่องความสะดวกเป็นหลัก ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าผลลัพธ์สุดท้ายในเรื่องเม็ดสีหรือความยืดหยุ่นจะต่างกันมากขนาดนั้น
ลำดับขั้นตอนและการทำหัตถการ
โดยทั่วไป Platoning จะเริ่มจากเลเซอร์โทนนิ่งก่อน แล้วจึงต่อด้วยสกินบูสเตอร์ทันที หลังจากล้างหน้าและทายาชาเตรียมผิวแล้ว แพทย์จะยิงเลเซอร์ให้ทั่วใบหน้าอย่างสม่ำเสมอ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนบูสเตอร์ต่อไป
เหตุผลที่ต้องทำสองหัตถการนี้ต่อกันในเซสชันเดียวโดยไม่เว้นช่วง ก็เพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่ผิวดูดซึมได้ดีตามที่อธิบายไว้ข้างต้น เพราะถ้าปล่อยเวลาผ่านไปนานจนชั้นขี้ไคลกลับมาหนาอีกครั้ง ประสิทธิภาพที่บูสเตอร์จะตั้งตัวได้ก็จะลดลงตามไปด้วย
ระหว่างยิงเลเซอร์ อาจรู้สึกแสบร้อนเป็นจังหวะซ้ำ ๆ และในขั้นตอนบูสเตอร์ บริเวณที่เข็มผ่านอาจรู้สึกแสบเล็กน้อยและรู้สึกกดตึงบาง ๆ ทั้งสองขั้นตอนทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ที่ช่วยลดความรู้สึก ความเจ็บปวดโดยรวมจึงไม่มากนัก
รอบการทำซ้ำและการดูแลต่อเนื่อง
โทนนิ่งคือหัตถการที่เม็ดสีจะจางลงทีละน้อยตามการสะสม ส่วนบูสเตอร์คือสารที่ฉีดเข้าไปในชั้นหนังแท้แล้วค่อย ๆ ถูกร่างกายสลายไปตามเวลา ทั้งสองหัตถการจึงไม่จบในครั้งเดียว ต้องทำซ้ำเป็นระยะเพื่อให้ผลลัพธ์ต่อเนื่องกันไป
ระยะเวลาที่แน่นอนสำหรับการทำซ้ำจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิว ระดับความเข้มของเม็ดสี และชนิดของสารในบูสเตอร์ที่ใช้ จึงไม่สามารถใช้ค่าเดียวกันกับทุกคนได้ โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินสภาพผิวในการปรึกษาก่อน แล้วกำหนดรอบให้เหมาะกับแต่ละคน หากช่วงที่ผ่านมามีการโดนแดดหรือผิวระคายเคืองบ่อยครั้ง ระยะห่างของรอบก็อาจต้องยืดออกไปอีก
การดูแลหลังทำและข้อควรระวัง
Platoning เป็นหัตถการที่รวมการกระตุ้นสองแบบเข้าด้วยกัน จึงมีเรื่องที่ต้องใส่ใจในการดูแลมากขึ้นตามไปด้วย
- วันที่ทำหัตถการ ควรทาครีมกันแดดให้ทั่วและถี่กว่าปกติ เพราะการระคายเคืองเล็ก ๆ จากเลเซอร์และเข็มทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้นชั่วคราว
- ควรหลีกเลี่ยงห้องซาวน่าหรืออบไอน้ำที่ร้อนจัดไปสักสองสามวัน เพราะความร้อนจะเพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้บวมและแดงอยู่นานขึ้น
- ควรงดผลัดเซลล์ผิวหรือใช้เครื่องสำอางที่มีความเป็นกรดสูงไปสักพัก เพราะเกราะผิวที่บางลงอยู่แล้วหากถูกกระตุ้นซ้ำ อาจทำให้ฟื้นตัวช้าลง
- ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ให้มากและบ่อยกว่าปกติ เพราะหลังทำหัตถการทันที ความชุ่มชื้นที่ผิวชั้นบนจะระเหยง่าย ทำให้รู้สึกตึงและไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น
- รอยแดงและอาการบวมเล็กน้อยส่วนใหญ่มักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่ความเร็วในการฟื้นตัวจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน
สภาพผิวและปัญหาที่เหมาะกับ Platoning
Platoning ถูกแนะนำว่าเหมาะเป็นพิเศษกับคนที่มีทั้งปัญหาเม็ดสี ผิวหมองคล้ำ ผิวแห้ง และความยืดหยุ่นลดลงพร้อมกัน ถ้ามีแค่ปัญหาเม็ดสีโดยไม่ได้กังวลเรื่องผิวเรียบเนียนหรือความชุ่มชื้นมากนัก ทำแค่โทนนิ่งอย่างเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีปัญหาเม็ดสีแต่ต้องการเติมความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้น ทำแค่บูสเตอร์อย่างเดียวก็ได้เช่นกัน
ยิ่งเป็นผิวที่มีทั้งสองปัญหาพร้อมกัน การรวมทำในเซสชันเดียวยิ่งช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องไปคลินิกและระยะเวลาฟื้นตัวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าผิวบางหรือไวต่อการระคายเคืองเป็นพิเศษ การแยกทำเป็นสองครั้งห่างกันอาจปลอดภัยกว่าการทำทั้งคู่พร้อมกัน จึงจำเป็นต้องตรวจสภาพผิวก่อนล่วงหน้า
นอกจากนี้ หากมีสิวอักเสบขึ้นรุนแรงหรือมีแผล มีการติดเชื้อบนผิว ควรเลี่ยงบริเวณนั้นทั้งสองหัตถการ หรือเลื่อนออกไปจนกว่าจะฟื้นตัวก่อน เพราะถ้ายิงเลเซอร์และแทงเข็มลงบนผิวที่ระคายเคืองอยู่แล้ว อาจกลายเป็นการกระตุ้นซ้ำแทนที่จะเป็นการฟื้นฟู
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการที่ Lilied Sinmulgwang ใช้กรดไฮยาลูรอนิกจากหงอนไก่เติมความชุ่มชื้นในผิวชั้นลึก พร้อมวิธีดูแลรักษาผล
Lilied Sinmulgwang คือสกินบูสเตอร์ที่ฉีดกรดไฮยาลูรอนิกบริสุทธิ์เข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในผิว บทความนี้อธิบายหลักการว่ากรดไฮยาลูรอนิกดูดซับน้ำได้อย่างไร และเกิดอะไรขึ้นในผิวหลังทำหัตถการ
By Dr. Lee

เหตุผลที่ลิซเน่ พีเอ็น สกินบูสเตอร์ใช้ได้นุ่มนวลแม้ในบริเวณรอบดวงตา ปาก และคอที่บางบอบบาง พร้อมผลลัพธ์ตามจำนวนครั้งที่ทำ
ลิซเน่เป็นสกินบูสเตอร์ที่ฉีด PN ซึ่งสกัดจากปลาตระกูลแซลมอนเข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรง เพื่อช่วยฟื้นฟูผิวและเสริมสร้างเกราะป้องกัน สามารถใช้ได้อย่างนุ่มนวลแม้ในบริเวณที่บางและบอบบางอย่างรอบดวงตา รอบปาก ไปจนถึงลำคอ จึงถูกแนะนำในฐานะหัตถการที่เน้นการฟื้นฟูผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ บทความนี้สรุปหลักการว่าผลลัพธ์จะสะสมมากขึ้นอย่างไรเมื่อทำต่อเนื่องหลายครั้ง
By Dr. Kim

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่
By Dr. Kim