โบท็อกซ์ต่อมพาโรทิด ทำให้ขากรรไกรเรียวเล็กลงได้อย่างไร ต่างจากโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวทั้งปริมาณและผลข้างเคียง
By Dr. Kim2 min read

เวลาหาข้อมูลเรื่องการลดกรามหรือทำให้ขากรรไกรเรียวลง ส่วนใหญ่มักชี้ไปที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยว หรือกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวอาหาร แต่จริง ๆ แล้วต่อมพาโรทิด ซึ่งเป็นต่อมน้ำลายที่เริ่มจากหน้าหูไล่ไปด้านหลังติ่งหูจนถึงด้านหลังขากรรไกรล่าง หากมีขนาดใหญ่ก็ทำให้ขากรรไกรดูกว้างได้เช่นกัน ต่อมพาโรทิดเป็นต่อมน้ำลายที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย เข้าใจง่าย ๆ คือเหมือนโรงงานผลิตน้ำลายที่วางพาดอยู่หน้าและหลังหู เมื่อฉีดโบทูลินัมท็อกซินเข้าไปในต่อมน้ำลายนี้เพื่อลดการหลั่งน้ำลาย ตัวต่อมจะมีขนาดเล็กลงและทำให้เส้นขากรรไกรดูเรียวขึ้น นี่คือหัตถการที่เรียกว่าโบท็อกซ์ต่อมพาโรทิด หรือที่มักเรียกกันว่าโบท็อกซ์ต่อมน้ำลาย ซึ่งต่างจากโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวที่เล็งเป้าไปที่กล้ามเนื้อ ทั้งตำแหน่งที่ฉีด มุมฉีด และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็ต่างกัน บทความนี้จะอธิบายว่าโบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดทำงานอย่างไร ต่างจากโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวตรงไหน พร้อมรวบรวมข้อมูลปริมาณที่ใช้ ระยะเวลาที่ได้ผล และผลข้างเคียงอย่างการเคี้ยวอาหารได้น้อยลงหรือปากแห้ง โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางการแพทย์
| หัวข้อ | ใจความสำคัญ |
|---|---|
| หลักการ | ต่อมพาโรทิดฝ่อลง ทำให้ขากรรไกรเรียวขึ้น |
| ความต่าง | เป้าหมายคือต่อมน้ำลาย ไม่ใช่กล้ามเนื้อ |
| เริ่มเห็นผล | 2 ถึง 4 สัปดาห์ ชัดเจนขึ้นราว 1 เดือน |
| ระยะเวลา | 3 ถึง 6 เดือน |
| ข้อควรระวัง | ปากแห้ง เคี้ยวได้น้อยลง ไม่สมมาตร |

ทำไมใต้หูดูหนาถึงเป็นเพราะต่อมน้ำลาย?
เวลาหาสาเหตุที่ทำให้เส้นกรามดูกว้าง ส่วนใหญ่มักสงสัยกล้ามเนื้อบดเคี้ยวเป็นอันดับแรก แต่ต่อมพาโรทิดที่เริ่มจากหน้าหู ไล่ผ่านหลังติ่งหูไปจนถึงหลังขากรรไกรล่าง ก็เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยเช่นกัน
ต่อมพาโรทิดเป็นต่อมน้ำลายที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ผลิตน้ำลายแล้วส่งผ่านท่อเข้าสู่ช่องปาก พูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนโรงงานผลิตน้ำลายที่วางพาดอยู่หน้าและหลังหูนั่นเอง หากเคี้ยวของแข็งบ่อย ๆ หรือมีต่อมที่ใหญ่โดยธรรมชาติ โรงงานนี้ก็จะขยายขนาดขึ้น ทำให้ใต้หูดูนูนและเป็นเหลี่ยมได้ โดยไม่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อบดเคี้ยวเลย
โบทูลินัมท็อกซินชนิดเอทำหน้าที่กั้นไม่ให้สารสื่อประสาทที่ชื่ออะเซทิลโคลีนหลั่งออกมาจากปลายประสาท ในต่อมพาโรทิด อะเซทิลโคลีนตัวนี้ทำหน้าที่เหมือนคำสั่งให้ต่อมผลิตน้ำลาย เมื่อคำสั่งถูกตัดขาด ต่อมก็จะผลิตน้ำลายน้อยลง และเนื้อเยื่อต่อมที่ไม่ได้ใช้งานจะค่อย ๆ ฝ่อลงในเวลาหลายสัปดาห์ ตัวต่อมที่เล็กลง ไม่ใช่กล้ามเนื้อ คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ขากรรไกรดูเรียวขึ้น
เวลาส่องกระจก บางคนอาจรู้สึกว่าความนูนใต้หูซ้ายขวาไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะขนาดของต่อมพาโรทิดทั้งสองข้างมักไม่เท่ากันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ หากคลำเจอความนูนใต้หูแม้ไม่ได้ขยับกราม ก็อาจสงสัยได้ว่าเป็นผลจากต่อมน้ำลายเป็นส่วนใหญ่


ฉีดตรงไหน ปริมาณเท่าไหร่ และทำไมมุมฉีดถึงต่างกัน?
โบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดฉีดในชั้นและทิศทางที่ต่างจากโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยว โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวจะแทงเข็มลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อบริเวณมุมขากรรไกรล่าง ส่วนโบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดเล็งไปที่ชั้นค่อนข้างตื้นที่คลุมต่อมซึ่งทอดยาวจากหน้าหูไปจนถึงหลังติ่งหูและหลังขากรรไกรล่าง เพราะฉีดใกล้ผิวต่อมใต้ผิวหนัง ไม่ใช่เข้ากล้ามเนื้อ มุมและความลึกในการฉีดจึงต่างกันโดยพื้นฐาน
ในงานวิจัยที่รักษาโรคต่อมน้ำลาย มีรายงานการฉีดโดยตรวจตำแหน่งด้วยอัลตราซาวด์ ใช้ปริมาณ 12.5 ถึง 50 U ต่อต่อมพาโรทิดหนึ่งข้าง และเมื่อรวมกับต่อมใต้ขากรรไกรอีกข้างแล้วอยู่ในช่วง 50 ถึง 200 U ส่วนงานวิจัยที่เน้นดูเรื่องความปลอดภัยโดยเฉพาะ พบว่าฉีดสูงสุดถึง 170 U ต่อต่อมพาโรทิดหนึ่งข้าง หรือรวมสองข้างสูงถึง 250 U ก็ยังทนได้โดยไม่มีปัญหารุนแรง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้มาจากการรักษาโรคต่อมน้ำลายหรือป้องกันผลข้างเคียงจากรังสีรักษา สำหรับจุดประสงค์ด้านความงามอย่างการลดขากรรไกร ยังไม่มีปริมาณมาตรฐานที่กำหนดไว้แน่นอน แต่ละคลินิกจึงปรับปริมาณตามขนาดต่อมและเป้าหมายของแต่ละคน การฉีดแบ่งเป็นหลายจุดในปริมาณน้อย ๆ ก็คล้ายกับโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยว
ก่อนฉีด แพทย์จะตรวจตำแหน่งและขนาดของต่อมด้วยอัลตราซาวด์หรือการคลำ แล้วทำเครื่องหมายจุดที่ปลอดภัยโดยหลีกเลี่ยงหลอดเลือดและเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง
ต่างจากโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวตรงไหน?
โบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดกับโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวต่างก็ทำให้ขากรรไกรเรียวลงได้ทั้งคู่ แต่เนื้อเยื่อที่เล็งเป้าต่างกัน โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวฝ่อลง ส่วนโบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดทำให้ตัวต่อมที่ผลิตน้ำลายฝ่อลง หลายคนมีทั้งสองสาเหตุร่วมกัน ในทางปฏิบัติจึงมักพิจารณาทำทั้งสองหัตถการควบคู่กัน
| หัวข้อ | โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยว | โบท็อกซ์ต่อมพาโรทิด |
|---|---|---|
| เป้าหมาย | กล้ามเนื้อบดเคี้ยว | ต่อมน้ำลาย |
| ตำแหน่ง | ชั้นกล้ามเนื้อมุมขากรรไกรล่าง | ต่อมตั้งแต่หน้าหูถึงหลังขากรรไกรล่าง |
| ความลึกที่ฉีด | ในกล้ามเนื้อ | ชั้นตื้นใกล้ผิวต่อม |
| หลักการ | กล้ามเนื้อฝ่อลง | ต่อมฝ่อลงจากการหลั่งน้ำลายลดลง |
| ผลข้างเคียงร่วม | แรงเคี้ยวลดลง | แรงเคี้ยวลดลง ปากแห้ง |
ถ้าคลำแล้วรู้สึกแข็งและเห็นชัดขึ้นเมื่อกัดฟันแน่น มักเข้าข่ายชนิดกล้ามเนื้อ แต่ถ้าใต้หูนูนอยู่แล้วไม่ว่าจะกัดฟันหรือไม่ก็ตาม อาจเป็นผลจากต่อมน้ำลายเป็นส่วนใหญ่ วิธีแยกที่แม่นยำที่สุดคือตรวจด้วยอัลตราซาวด์
โดยเฉพาะถ้าใต้หูนูนอยู่แล้วแม้ในเวลาปกติที่ไม่ได้กัดฟัน มีแนวโน้มเป็นผลจากต่อมน้ำลายมากกว่า แต่ถ้าดูหนาขึ้นเฉพาะตอนเคี้ยว มีแนวโน้มเป็นผลจากกล้ามเนื้อมากกว่า เนื่องจากเนื้อเยื่อทั้งสองส่วนอยู่ซ้อนทับกัน การคลำด้วยมือเพียงอย่างเดียวจึงแยกให้ชัดเจนได้ยาก

ผลลัพธ์เริ่มเห็นเมื่อไหร่ และอยู่ได้นานแค่ไหน?
โบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดไม่ใช่หัตถการที่เห็นผลทันที การหลั่งน้ำลายที่ลดลงจะรู้สึกได้ภายในไม่กี่วัน แต่การที่ขากรรไกรเรียวลงจนสังเกตเห็นได้ต้องรอเวลาให้ต่อมฝ่อลงก่อน โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 2 ถึง 4 สัปดาห์ และชัดเจนขึ้นราว 1 เดือน
งานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับโรคต่อมน้ำลายที่ศึกษาระยะเวลาของผลลัพธ์พบว่าแตกต่างกันมากตามปริมาณรวมที่ใช้ กลุ่มที่ฉีด 50 U เริ่มเห็นผลลดลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ในขณะที่กลุ่มที่ฉีด 100 U และ 200 U ผลยังคงอยู่ตลอดช่วงติดตาม 24 สัปดาห์ หรือประมาณ 6 เดือน
มีงานวิจัยที่วัดการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของต่อมพาโรทิดโดยตรงในผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดกระดูกใบหน้า พบว่าเมื่อผ่านไป 3 เดือน กลุ่มที่ใช้ปริมาณสูงปริมาตรกลับคืนมาเพียง 7.6% และกลุ่มที่ใช้ปริมาณต่ำกลับคืนมาเพียง 4.8% หมายความว่าปริมาตรที่ลดลงส่วนใหญ่ยังคงอยู่จนถึงจุดที่ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม เมื่อเส้นประสาทงอกกลับมาใหม่ การทำงานของต่อมก็จะค่อย ๆ ฟื้นตัว ดังนั้นหากต้องการรักษาผลลัพธ์ไว้ต้องทำซ้ำเป็นระยะ
แต่ละคนมีขนาดต่อมน้ำลายและปริมาณที่ฉีดต่างกัน จึงอาจรู้สึกถึงผลลัพธ์ในเวลาที่ต่างกัน ไม่ควรตัดสินใจเร็วเกินไป ควรรอดูผลอย่างน้อย 1 เดือน

ทำไมผลข้างเคียงถึงเกี่ยวกับการเคี้ยวและปากแห้ง?
ผลข้างเคียงที่พูดถึงบ่อยที่สุดของโบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดคืออาการปากแห้ง เพราะเป็นหัตถการที่ลดการทำงานของต่อมที่ผลิตน้ำลายโดยตรง ยิ่งได้ผลมากเท่าไหร่ การหลั่งน้ำลายก็ยิ่งลดลงตามไปด้วย การดื่มน้ำบ่อย ๆ หรือเคี้ยวหมากฝรั่งไม่มีน้ำตาลช่วยลดความไม่สบายตัวได้
ความรุนแรงของอาการปากแห้งแตกต่างกันมากตามปริมาณที่ใช้ งานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับโรคต่อมน้ำลายที่ใช้ปริมาณ 50 ถึง 200 U ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณด้านความงาม ไม่มีรายงานอาการปากแห้ง ในขณะที่งานวิจัยที่ใช้ปริมาณมากกว่ามาก คือสูงสุด 170 U ต่อข้าง เพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง พบว่า 70% มีอาการปากแห้ง เข้าใจได้ว่ายิ่งปริมาณมากขึ้น ความเสี่ยงที่น้ำลายจะแห้งก็ยิ่งสูงขึ้น
ผลข้างเคียงที่แรงเคี้ยวลดลงมีรายงานค่อนข้างน้อย งานวิจัยทั้งสองชิ้นไม่พบว่ามีอาการกลืนลำบากหรือเคี้ยวลำบากเลย อย่างไรก็ตาม หากยาแพร่กระจายออกด้านข้างในชั้นตื้น อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อแสดงสีหน้าหรือมุมปากได้ จึงควรให้แพทย์ที่มีประสบการณ์ตรวจตำแหน่งด้วยอัลตราซาวด์ก่อนฉีดเพื่อความปลอดภัย
หากรู้สึกปากแห้งมาก การใช้น้ำลายเทียมหรือผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปากร่วมด้วยก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
หัตถการนี้เหมาะกับใครมากกว่ากัน?
สาเหตุที่ทำให้ขากรรไกรดูกว้างไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว หัตถการที่เหมาะสมจะต่างกันไปตามว่าต่อมน้ำลาย กล้ามเนื้อ หรือไขมัน ส่วนไหนเป็นสาเหตุหลัก
| สาเหตุ | ลักษณะ |
|---|---|
| ชนิดต่อมน้ำลาย | นูนหน้าหลังหู ไม่เกี่ยวกับการกัดฟัน |
| ชนิดกล้ามเนื้อ | แข็งและเด่นชัดขึ้นเมื่อกัดฟันแน่น |
| ชนิดไขมัน | นุ่มและรู้สึกหย่อนคล้อยลงด้านล่าง |
ถ้าใต้หูนูนอยู่แล้วและไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงแม้กัดฟันแน่น มักเป็นกรณีที่ต่อมน้ำลายมีบทบาทมาก ในทางกลับกัน ถ้ากัดฟันแล้วนูนแข็งชัดเจน กล้ามเนื้อบดเคี้ยวมีบทบาทมากกว่า ซึ่งควรให้ความสำคัญกับโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวก่อน ในทางปฏิบัติหลายคนมีทั้งสองเนื้อเยื่อขยายใหญ่ร่วมกัน จึงต้องปรึกษาแพทย์และตรวจด้วยอัลตราซาวด์เพื่อดูสัดส่วน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำโบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดเพียงอย่างเดียว หรือทำร่วมกับโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยว
หลายคนก็ไม่ได้แบ่งชัดเจนระหว่างชนิดต่อมน้ำลายกับชนิดกล้ามเนื้อ แต่มีทั้งสองแบบผสมกัน ในกรณีนี้แทนที่จะทำสองหัตถการพร้อมกันในครั้งเดียว บางครั้งแพทย์เลือกให้ลองฉีดโบท็อกซ์ต่อมพาโรทิดก่อน ดูการตอบสนอง แล้วค่อยเพิ่มโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบดเคี้ยวทีหลังหากจำเป็น เป็นการเข้าถึงแบบเป็นขั้นตอน ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด การตรวจร่างกายโดยตรงและตรวจด้วยอัลตราซาวด์เพื่อดูขนาดของต่อมน้ำลายและกล้ามเนื้อร่วมกัน คือวิธีที่แม่นยำที่สุดในการตัดสินใจ
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โบท็อกซ์กรามเหลี่ยม กล้ามเนื้อ masseter ฝ่อจนหน้าเรียวได้อย่างไร ระยะเวลาออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่มีหลักฐานรองรับ
โบท็อกซ์กราม (masseter botox) คือการฉีด botulinum toxin เข้ากล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวให้ฝ่อลงทีละน้อย จนกรามเหลี่ยมดูเรียวขึ้น บทความนี้รวบรวมกลไกการออกฤทธิ์ ช่วงเวลาที่เห็นผล ระยะเวลาที่อยู่ได้นาน ผลข้างเคียง ไปจนถึงประโยชน์ในการลดอาการกัดฟันแน่น โดยอ้างอิงจากหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
By Dr. Kim

โบท็อกซ์น่อง ผลลัพธ์และผลข้างเคียง ปริมาณและระยะเวลาที่ได้ผลในแต่ละชนิดกล้ามเนื้อเป็นอย่างไร?
การฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อน่องซึ่งทำให้เกิดก้อนกล้ามเนื้อโปนที่น่อง ช่วยให้เส้นน่องดูเรียบเนียนขึ้นได้อย่างไร วิธีแยกชนิดกล้ามเนื้อกับชนิดไขมัน ปริมาณที่ใช้ในแต่ละตำแหน่งและผลการลดขนาด ระยะเวลาที่ได้ผล ไปจนถึงผลกระทบต่อการเดินและแรงกล้ามเนื้อ บทความนี้รวบรวมจากตัวเลขในงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

หูดแบนขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ ทั่วใบหน้า ทำไมบีบหรือแกะแล้วยิ่งลามกว้างกว่าเดิม
หูดแบนเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่สิว การบีบหรือแกะจึงไม่ทำให้หายแต่กลับพาเชื้อไปติดผิวข้างเคียง บทความนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ต่างจากไฝหรือสิวอย่างไร และการรักษาพร้อมป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำมีหลักการอย่างไร
By Dr. Kim