prettytime
Skincare

รอยแดงที่หน้าไม่ยอมจางหาย อาจไม่ใช่สิวแต่เป็นสัญญาณของโรคโรซาเชียที่หลอดเลือดไวและร้อนวูบวาบ

By Dr. Kim1 min read

ทุกครั้งที่ส่องกระจกแล้วเห็นแก้มและรอบจมูกแดงวาบ หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะสิว แต่ถ้าทายาแต้มสิวหรือขัดผิวแล้วรอยแดงก็ยังไม่จางลง แถมยังรู้สึกร้อนวูบวาบบ่อยขึ้น สาเหตุอาจไม่ใช่สิวแต่เป็นโรซาเชีย (rosacea)

โรซาเชียเป็นโรคที่หลอดเลือดผิวหนังบริเวณกลางใบหน้าไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ จนเกิดรอยแดงเรื้อรังและความรู้สึกร้อนวูบวาบ แม้หน้าตาภายนอกจะคล้ายสิว แต่ตำแหน่งที่เกิดและสาเหตุนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง และแนวทางการดูแลก็มักต้องทำตรงข้ามกันด้วย ถ้าเข้าใจผิดว่าเป็นโรคเดียวกันแล้วดูแลแบบเดียวกัน รอยแดงอาจยิ่งแย่ลงกว่าเดิม บทความนี้จะไล่ทีละข้อว่าอะไรคือเส้นแบ่งที่แท้จริงระหว่างสองโรคนี้

ทำไมสิวกับโรซาเชียถึงถูกสับสนกันบ่อย?

ทั้งสิวและโรซาเชียล้วนทำให้เกิดผื่นแดงบนใบหน้า และหากอาการรุนแรง ก็อาจมีตุ่มนูนคล้ายมีหนองร่วมด้วย จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมองแค่ลักษณะภายนอกแล้วเข้าใจว่าเป็นโรคเดียวกัน

แต่ความจริงแล้วสาเหตุการเกิดของทั้งสองโรคแตกต่างกันตั้งแต่ต้นทาง สิวเกิดจากไขมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วอุดตันในรูขุมขน จนแบคทีเรียเจริญเติบโตและก่อให้เกิดการอักเสบ ส่วนโรซาเชียเกิดจากหลอดเลือดบริเวณผิวหน้าที่ไวเกินปกติ ขยายตัวได้ง่าย และเมื่อมีการอักเสบซ้อนทับเข้ามา รอยแดงก็จะคงอยู่นาน เพราะต้นเหตุต่างกัน ถึงแม้ภายนอกจะดูคล้ายกัน ก็ยังมีจุดสังเกตที่ใช้แยกโรคทั้งสองออกจากกันได้ชัดเจน

เกณฑ์แรก ดูจากการมีสิวอุดตันหรือไม่

เกณฑ์ที่ชัดเจนที่สุดในการแยกโรคคือการมีสิวอุดตัน หรือหัวสิวสีดำและหัวสิวสีขาวที่เกิดจากรูขุมขนอุดตันหรือไม่ เนื่องจากสิวเริ่มต้นจากการที่รูขุมขนถูกไขมันและเซลล์ผิวอุดกั้น หากสังเกตให้ดีจะเห็นสิวอุดตันเม็ดเล็ก ๆ สีดำหรือสีขาวปะปนอยู่ด้วยเสมอ

ในทางกลับกัน โรซาเชียไม่ได้เกิดจากรูขุมขนอุดตัน แม้จะมีจุดแดงจากหลอดเลือดขยายตัว และเมื่อมีการอักเสบซ้อนทับก็อาจเกิดตุ่มนูนหรือตุ่มหนองได้เช่นกัน แต่แทบไม่พบสิวอุดตันร่วมด้วยเลย ดังนั้นเมื่อส่องดูบริเวณที่แดงอย่างละเอียด ถ้าเจอสิวอุดตันสีดำปะปน น้ำหนักจะเอียงไปทางสิว แต่ถ้ามีแต่ผื่นแดงโดยไม่มีสิวอุดตัน น้ำหนักจะเอียงไปทางโรซาเชีย

ตำแหน่งที่รอยแดงเกิดขึ้นก็แตกต่างกัน

ตำแหน่งที่เกิดรอยแดงก็เป็นเบาะแสสำคัญเช่นกัน โรซาเชียมักปรากฏบริเวณกลางใบหน้าแบบสมมาตรทั้งสองข้าง เช่น จมูก แก้ม หน้าผาก และคาง เนื่องจากหลอดเลือดบริเวณกลางใบหน้าอยู่หนาแน่นกว่าและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่า

ส่วนสิวมักเกิดตามบริเวณที่ต่อมไขมันทำงานหนักเป็นพิเศษ เช่น โซนทีบริเวณหน้าผากและจมูก แนวกราม และบางครั้งลามไปถึงหลังและหน้าอก เพราะยิ่งบริเวณใดผลิตไขมันมาก โอกาสที่รูขุมขนจะอุดตันก็ยิ่งสูงตาม การสังเกตว่าผื่นกระจุกอยู่แค่กลางใบหน้า หรือกระจายตามบริเวณที่มีไขมันมาก จึงช่วยแยกโรคทั้งสองได้

การตอบสนองต่อความร้อนและสิ่งกระตุ้นต่างกันหรือไม่?

ลักษณะเด่นของโรซาเชียคืออาการหน้าแดงวาบทันทีเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารร้อน อาหารรสเผ็ด แอลกอฮอล์ การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน แสงแดด หรือความเครียด สิ่งเหล่านี้จะทำให้หลอดเลือดขยายตัวทันที ใบหน้าจึงแดงและร้อนวูบวาบให้เห็นชัดเจน

ในทางกลับกัน สิวไม่มีปฏิกิริยาแดงวาบทันทีแบบนี้ ต่อให้กินอาหารรสเผ็ดก็ไม่ได้ทำให้สิวแดงขึ้นในทันที แต่จะค่อย ๆ อักเสบมากขึ้นทีละน้อยตลอดหลายวัน จากปัจจัยอย่างการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเครียดสะสม หรือเครื่องสำอางที่ระคายผิว ดังนั้นถ้าใบหน้าแดงขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังโดนสิ่งกระตุ้น ลักษณะนี้ใกล้เคียงกับโรซาเชียมากกว่า

ทำไมถึงเห็นเส้นเลือดฝอยใต้ผิว?

เมื่อเป็นโรซาเชียนานเข้า จะเริ่มเห็นเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ที่ขยายตัวใกล้ผิวหนัง หรือที่เรียกว่าเส้นเลือดฝอยแตก เกิดจากการที่หลอดเลือดขยายและหดตัวซ้ำ ๆ จนผนังหลอดเลือดค่อย ๆ เสียความยืดหยุ่น สุดท้ายก็ไม่สามารถหดกลับสู่สภาพเดิมได้เต็มที่ และค้างอยู่ในสภาพขยายตัว

โดยเฉพาะถ้าสังเกตเห็นเส้นสีแดงบาง ๆ หรือเส้นเลือดที่แตกแขนงคล้ายใยแมงมุมบริเวณจมูกและแก้ม นี่คือสัญญาณที่บ่งชี้ถึงโรซาเชียได้ชัดเจนกว่าแค่รอยแดงธรรมดา เพราะสิวไม่ใช่โรคที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลอดเลือด จึงแทบไม่พบเส้นเลือดฝอยแตกแบบนี้ร่วมด้วย แต่ก็มีบางกรณีที่สิวอักเสบรุนแรงหายแล้วทิ้งรอยแดงชั่วคราวไว้ ซึ่งต่างกันตรงที่รอยนี้ไม่ได้เกิดจากหลอดเลือดขยายตัว แต่เกิดจากเม็ดสีและเลือดที่คั่งอยู่ชั่วคราวหลังการอักเสบ จึงค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป

สัญญาณอื่นที่มักเกิดร่วมกัน

เมื่อจะประเมินว่าเป็นโรซาเชียหรือไม่ มีสัญญาณอื่นที่ควรสังเกตร่วมด้วย แทนที่จะตัดสินจากอาการเดียว ลองเช็กว่ามีข้อต่อไปนี้ซ้อนทับกันหลายข้อหรือไม่

  • ตาแห้งฝืดหรือตาแดง: โรซาเชียอาจส่งผลถึงหลอดเลือดบริเวณเปลือกตาและรอบดวงตา ทำให้เกิดอาการตาแห้งหรือตาแดงร่วมด้วย เนื่องจากหลอดเลือดรอบดวงตามีความไวต่อสิ่งกระตุ้นในลักษณะเดียวกับหลอดเลือดกลางใบหน้า
  • จมูกหนาขึ้น: ในผู้ที่เป็นโรซาเชียมานาน ต่อมไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบจมูกอาจขยายตัวจนปลายจมูกแดงและหนาขรุขระ เกิดจากการอักเสบเรื้อรังที่ทำให้เนื้อเยื่อค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้น
  • แสบผิวเมื่อใช้เครื่องสำอางหรือครีมกันแดด: ผิวของผู้ที่เป็นโรซาเชียมีเกราะปกป้องผิวที่อ่อนแอลง จึงอาจเริ่มแสบหรือร้อนวูบวาบเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้เป็นปกติ เพราะเมื่อเกราะผิวบางลง ส่วนผสมต่าง ๆ ก็ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น
  • ประวัติคนในครอบครัว: หากพ่อแม่หรือพี่น้องมีอาการหน้าแดงง่าย มีข้อมูลบ่งชี้ว่าโอกาสเป็นโรซาเชียจะสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะความไวของหลอดเลือดต่อสิ่งกระตุ้นได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมด้วยเช่นกัน

ทำไมการรักษาสิวแบบผิดวิธีถึงยิ่งทำให้โรซาเชียแย่ลง

หากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แล้วขัดผิว ล้างหน้าแรง ๆ หรือใช้ส่วนผสมที่ระคายเคือง เช่น เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide สารที่ช่วยกำจัดแบคทีเรียที่ก่อสิว) อาจกลายเป็นพิษต่อผิวที่เป็นโรซาเชียได้ เพราะผิวโรซาเชียมีเกราะปกป้องที่อ่อนแออยู่แล้วและหลอดเลือดก็ไวอยู่แล้ว การใช้ส่วนผสมที่รุนแรงจึงยิ่งกระตุ้นความไวนั้น ทำให้รอยแดงและอาการร้อนวูบวาบรุนแรงขึ้นไปอีก

ในทางกลับกัน หากนำวิธีรักษาโรซาเชียไปใช้กับสิวโดยตรง ก็อาจได้ผลไม่เต็มที่เช่นกัน เพราะสิวต้องอาศัยการจัดการไขมันและเซลล์ผิวที่อุดตันรูขุมขน ในขณะที่การรักษาโรซาเชียเน้นไปที่การสงบหลอดเลือดและการอักเสบ ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่างกันโดยพื้นฐาน ดังนั้นการวินิจฉัยแยกโรคให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ดูแลได้ตรงจุด

ทำไมการแยกโรคให้ถูกต้องจึงสำคัญ

แม้ภายนอกจะดูคล้ายกัน แต่สิวและโรซาเชียเป็นคนละโรคที่มีสาเหตุ ตำแหน่งที่เกิด และการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การสังเกตว่ามีสิวอุดตันหรือไม่ ผื่นกระจายแบบสมมาตรกลางใบหน้าหรือไม่ และหน้าแดงวาบทันทีเมื่อโดนความร้อนหรือสิ่งกระตุ้นหรือไม่ จะช่วยแยกโรคทั้งสองได้ในระดับหนึ่ง

แน่นอนว่าในบางคนก็อาจมีทั้งสองโรคซ้อนกันอยู่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีทั้งอาการหน้าแดงและเส้นเลือดฝอยแตกแบบโรซาเชียมาปรากฏซ้อนทับบริเวณที่เคยเป็นสิวเรื้อรัง ทำให้ลักษณะอาการดูปะปนกันไปตามช่วงเวลา ดังนั้นหากรอยแดงคงอยู่นานและดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้น การไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจนคือวิธีที่แน่นอนที่สุด เพราะเมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริงแล้ว ก็จะดูแลได้ตรงจุดและลดรอยแดงได้อย่างแท้จริง

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

โรซาเชีย หน้าแดงเรื้อรังที่กำเริบซ้ำได้ทำไม รู้จักชนิด ตัวกระตุ้น ยาทา และเลเซอร์รักษาให้ครบ

แก้มแดงตลอดเวลาและมีตุ่มหนองเล็กๆ ขึ้นซ้ำๆ อาจไม่ใช่แค่หน้าแดงธรรมดา แต่เป็นโรซาเชีย บทความนี้อธิบายความต่างจากหน้าแดงทั่วไป 4 ชนิดของโรค ทั้งชนิดหลอดเลือดแดง ชนิดตุ่มหนอง ชนิดจมูกหนา และชนิดตา ตัวกระตุ้นอย่างแสงแดด ความเครียด และแอลกอฮอล์ ไปจนถึงยาทาเมโทรนิดาโซล อะซีเลอิกแอซิด ไอเวอร์เม็กติน ยารับประทาน และเลเซอร์หลอดเลือด อธิบายง่ายๆ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Skincare

ทำไมโปรฟิโลไม่ใช่ฟิลเลอร์เติมวอลลุ่ม แต่กลับทำให้ใบหน้าทั้งหน้าดูกระชับขึ้นได้

โปรฟิโลต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปที่เน้นเติมปริมาตรเฉพาะจุด เพราะใช้กรดไฮยาลูรอนิกความเข้มข้นสูงที่กระจายตัวกว้างใต้ผิว ดึงน้ำไว้ในชั้นผิวพร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เป็นหัตถการแบบไบโอรีโมเดลลิ่ง บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมผลลัพธ์ถึงกระจายไปทั้งใบหน้าแทนที่จะอยู่แค่จุดที่ฉีด ผ่านเส้นทางการแพร่กระจายและการฟื้นฟูผิว

By Dr. Kim

Acne

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร

ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้

By Dr. Kim

Back to articles