prettytime
Skincare

โรซาเชีย หน้าแดงเรื้อรังที่กำเริบซ้ำได้ทำไม รู้จักชนิด ตัวกระตุ้น ยาทา และเลเซอร์รักษาให้ครบ

By Dr. Kim2 min read

ถ้าแก้มแดงอยู่ตลอด แค่ร้อนนิดหน่อยหรือกินเผ็ดนิดเดียวก็หน้าวูบร้อนขึ้นมา แล้วรอบจมูกยังมีตุ่มแดงเล็กๆ ขึ้นซ้ำๆ อาการแบบนี้อาจไม่ใช่หน้าแดงธรรมดา แต่เป็นโรซาเชีย (rosacea) โรคผิวหนังเรื้อรังที่ชื่ออาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่จริงๆ แล้วพบได้บ่อยถึงขนาดผู้ใหญ่ประมาณ 1 ใน 20 คนเคยเป็น

ปัญหาคือโรซาเชียไม่ใช่โรคที่รักษาครั้งเดียวแล้วหาย อาการอาจดีขึ้นแล้วกลับมากำเริบอีกเมื่อโดนแดดหรือเครียด และถ้าดูแลผิวผิดวิธีก็อาจยิ่งแย่ลงได้ ดังนั้นโรซาเชียจึงเหมือนโรคที่ต้องอยู่ด้วยกันไปนานๆ มากกว่าจะหวังให้หายขาด สิ่งที่ทำได้คือลดตัวกระตุ้นและควบคุมความแดงให้สงบลงอย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะพาไปดูทีละเรื่อง ตั้งแต่โรซาเชียต่างจากหน้าแดงธรรมดาอย่างไร มีกี่ชนิด ทำไมถึงแดงซ้ำๆ อะไรทำให้อาการแย่ลง และมียาหรือหัตถการอะไรช่วยดูแลได้บ้าง โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง

โรซาเชียคืออะไร ต่างจากหน้าแดงธรรมดาตรงไหน?

โรซาเชียคือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่ทำให้บริเวณกลางใบหน้า แก้ม จมูก หน้าผาก และคาง มีรอยแดงติดอยู่นาน ใครๆ ก็หน้าแดงได้เวลาร้อน แล้วก็จางหายไปเอง แต่หน้าแดงชั่วคราวแบบนั้นกับโรซาเชียเป็นคนละเรื่องกัน หน้าแดงธรรมดาพอสิ่งกระตุ้นหายไปผิวก็กลับมาเป็นสีเดิม ส่วนโรซาเชียความแดงมักไม่จางง่ายๆ เส้นเลือดฝอยเริ่มเห็นชัด แถมหลายคนยังมีตุ่มอักเสบเล็กๆ ขึ้นร่วมด้วย

เพราะแบบนี้ โรซาเชียจึงแต่งหน้ากลบแล้วจบไม่ได้ ถึงหน้าตาภายนอกจะดูคล้ายกัน แต่ข้างในผิวหลอดเลือดและระบบภูมิคุ้มกันไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ ถ้าไม่จัดการที่ต้นตอ อาการก็จะวนกลับมาเรื่อยๆ พูดอีกอย่างคือ การแยกให้ออกว่าหน้าแดงของเรานั้นเป็นแค่ปฏิกิริยาชั่วคราวหรือเป็นโรคที่อยู่นาน คือก้าวแรกของการดูแลที่ถูกทาง ตารางด้านล่างสรุปความต่างของทั้งสองแบบให้เห็นชัดๆ

ลักษณะหน้าแดงธรรมดาโรซาเชีย
ธรรมชาติของอาการปฏิกิริยาชั่วคราวโรคผิวหนังเรื้อรัง
ระยะเวลาจางหายเร็วอยู่นาน กำเริบซ้ำ
ตุ่มหนองแทบไม่มีพบได้บ่อย
เส้นเลือดฝอยพบน้อยพบบ่อย
การดูแลเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต้องรักษาและดูแลระยะยาว

โรซาเชียเป็นโรคที่พบได้ในผู้ใหญ่ทั่วโลกราว 5% โดยพบในผู้หญิง 5.41% มากกว่าผู้ชาย 3.90%
โรซาเชียเป็นโรคที่พบได้ในผู้ใหญ่ทั่วโลกราว 5% โดยพบในผู้หญิง 5.41% มากกว่าผู้ชาย 3.90%

โรซาเชียพบได้บ่อยแค่ไหน ใครมีความเสี่ยงมากที่สุด?

โรซาเชียไม่ใช่อาการหน้าแดงที่เจอแค่เราคนเดียว งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลผู้ใหญ่ทั่วโลกพบว่า ประมาณ 1 ใน 20 คน หรือมากกว่า 5% เล็กน้อยมีภาวะนี้ ถือว่าเป็นโรคที่หมอผิวหนังพบเจอบ่อยมาก

ถ้าดูตามเพศ ผู้หญิงพบ 5.41% ซึ่งมากกว่าผู้ชายที่ 3.90% อย่างเห็นได้ชัด และมักพบบ่อยในช่วงอายุ 30-50 ปี โดยเฉพาะคนผิวขาวบางที่เห็นรอยแดงง่าย แต่แม้ผู้ชายจะพบน้อยกว่า ก็มีแนวโน้มพัฒนาไปเป็นชนิดที่รุนแรงกว่า อย่างชนิดจมูกหนา ดังนั้นผู้ชายจึงไม่ควรมองข้ามอาการนี้ไป

เพราะโรคนี้พบบ่อย ข้อมูลก็เลยมีเยอะ แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ดูแลผิวผิดวิธีจนอาการแย่ลงเช่นกัน หลายคนช่วงแรกคิดว่าตัวเองแค่หน้าแดงง่ายเป็นปกติ ปล่อยไว้จนตุ่มและเส้นเลือดฝอยขึ้นชัดแล้วถึงมาพบแพทย์ ในความเป็นจริง โรซาเชียมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิว ผิวอักเสบไขมัน หรือภูมิแพ้ ทำให้กว่าจะได้รับการวินิจฉัยก็ช้ากว่าที่ควร

โรซาเชียแต่ละชนิดและความรุนแรงต้องดูแลต่างกัน ดังนั้นแทนที่จะตัดสินใจเองแล้วใช้ผลิตภัณฑ์แรงๆ ควรเช็กก่อนว่าอาการของเราเข้าข่ายชนิดไหน ถ้าหน้าแดงต่อเนื่องนานหลายเดือนและมีตุ่มหรือเส้นเลือดฝอยร่วมด้วย ควรลองไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูสักครั้ง

โรซาเชียแสดงอาการได้หลายแบบ ทั้งหน้าแดงและเส้นเลือดฝอย ตุ่มหนอง จมูกหนา และอาการทางตา

ทำไมหน้าถึงแดงซ้ำๆ ไม่หาย?

ความแดงของโรซาเชียเกิดจาก 3 ปัจจัยที่พันกันอยู่ ปัจจัยแรกคือหลอดเลือด ผิวที่เป็นโรซาเชียมีหลอดเลือดใกล้ผิวขยายตัวอยู่แล้ว แค่โดนกระตุ้นนิดเดียวก็ขยายเพิ่มได้ง่าย ทำให้กลางใบหน้าดูแดงตลอดเวลา และพอร้อนหรือเครียดนิดเดียวก็วูบแดงขึ้นมาทันที

ปัจจัยที่สองคือการอักเสบ ผิวที่เป็นโรซาเชียมีระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดทำงานไวเกินไป จนสร้างโปรตีนต้านเชื้อแบคทีเรียชื่อ LL-37 ออกมามากเกินความจำเป็น สารตัวนี้ไปกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายและดึงเซลล์อักเสบเข้ามา จนเกิดเป็นตุ่มแดงและตุ่มหนอง พูดง่ายๆ คือระบบป้องกันตัวเองทำงานไวเกินจนย้อนมากระตุ้นตัวเอง

ปัจจัยที่สามคือเดโมเด็กซ์ (Demodex) หรือไรขนอ่อน ไรตัวจิ๋วชนิดนี้อยู่บนใบหน้าของทุกคนอยู่แล้ว แต่ในผิวที่เป็นโรซาเชีย โดยเฉพาะชนิดที่มีตุ่มและหนองเด่นชัด จะพบไรชนิดนี้จำนวนมากผิดปกติ ไรและเชื้อแบคทีเรียที่ติดมาด้วยเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามที่กล่าวไปข้างต้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ครีมไอเวอร์เม็กติน (ivermectin) ซึ่งจะพูดถึงต่อไป ช่วยลดเดโมเด็กซ์ได้ดี และได้ผลดีกับการอักเสบไปด้วย

สุดท้ายแล้ว หลอดเลือด การอักเสบ และเดโมเด็กซ์ต่างกระตุ้นกันเองจนความแดงอยู่นาน ยิ่งถ้าเกราะผิวอ่อนแอลง น้ำในผิวระเหยง่าย และผิวไวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอกมากขึ้น วงจรนี้ก็ยิ่งฝังแน่น การรักษาโรซาเชียจึงไม่มุ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เลเซอร์จัดการหลอดเลือด และใช้ยาทาหรือยารับประทานจัดการการอักเสบกับเดโมเด็กซ์ไปพร้อมกัน

จากผู้ป่วยโรซาเชีย 1,066 คน ตัวกระตุ้นอันดับต้นคือแสงแดด 81% ความเครียด 79% อากาศร้อน 75% แอลกอฮอล์ 52% และอาหารเผ็ด 45%
จากผู้ป่วยโรซาเชีย 1,066 คน ตัวกระตุ้นอันดับต้นคือแสงแดด 81% ความเครียด 79% อากาศร้อน 75% แอลกอฮอล์ 52% และอาหารเผ็ด 45%

อะไรบ้างที่ทำให้โรซาเชียกำเริบ?

อยากดูแลโรซาเชียให้ดี ต้องรู้ก่อนว่าอะไรทำให้หน้าเราวูบแดง จากการสำรวจผู้ป่วย 1,066 คน อันดับหนึ่งคือแสงแดด 81% ตามด้วยความเครียด 79% อากาศร้อน 75% แอลกอฮอล์ 52% และอาหารเผ็ด 45% ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวันบ่อยๆ

เพราะแบบนี้ การดูแลชีวิตประจำวันจึงเป็นครึ่งหนึ่งของการรักษา สิ่งสำคัญที่สุดคือการกันแดดทุกวัน ทาครีมกันแดดให้เพียงพอและป้องกันเพิ่มด้วยหมวกหรือร่ม จะช่วยลดความถี่ของอาการแดงได้ชัดเจน นอกจากนี้ควรลดสถานการณ์ที่ทำให้หน้าโดนความร้อน เช่น ซาวน่า ซุปร้อนจัด หรืออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็ว ส่วนแอลกอฮอล์และอาหารเผ็ดก็ควรสังเกตปฏิกิริยาตัวเองแล้วปรับให้เหมาะ

วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการจดบันทึกตัวกระตุ้น ลองจดดูสักไม่กี่วันว่าหน้าแดงตอนไหนบ้าง จะเห็นตัวกระตุ้นเฉพาะของเราที่อาจไม่เหมือนคนอื่น เพราะบางคนแพ้กาแฟ บางคนแพ้เครื่องสำอางบางตัว ควรเลี่ยงสครับที่ระคายเคือง โทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์ และการล้างหน้าแรงๆ แล้วเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยนที่เพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อรักษาเกราะผิวไว้ นี่คือทางไปสู่ผิวที่ทนต่อความแดงได้ดีขึ้น

โรซาเชียแบ่งเป็นกี่ชนิด?

โรซาเชียไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียว แต่แบ่งใหญ่ๆ ได้ 4 ชนิด แต่ละชนิดต้องการการรักษาต่างกัน ดังนั้นการรู้ว่าตัวเองเข้าข่ายชนิดไหนจึงสำคัญมาก ตารางด้านล่างสรุปลักษณะเด่นของแต่ละชนิดไว้

ชนิดลักษณะเด่น
ชนิดหลอดเลือดแดงหน้าแดงต่อเนื่องและเส้นเลือดฝอยชัด
ชนิดตุ่มหนองตุ่มแดงและตุ่มหนองซ้ำๆ
ชนิดจมูกหนาผิวจมูกหนาและขรุขระขึ้น
ชนิดตาตาแสบ รู้สึกมีสิ่งแปลกปลอม ตาแดง

ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือชนิดหลอดเลือดแดง ซึ่งมีความแดงและเส้นเลือดฝอยอยู่นาน ถ้ามีตุ่มและหนองร่วมด้วยจะเรียกว่าชนิดตุ่มหนอง ซึ่งมักสับสนกับสิวได้ง่าย แต่จุดต่างคือไม่มีหัวขาวและมีพื้นผิวแดงรองอยู่เสมอ ส่วนชนิดจมูกหนามักพบในผู้ชาย เป็นภาวะที่ผิวจมูกหนาและขรุขระขึ้น มักเกิดในรายที่ปล่อยอาการไว้นานโดยไม่รักษา

ชนิดที่มักถูกมองข้ามคือชนิดตา มีอาการตาแสบ ตาแห้งฝืด รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือตาแดงเป็นๆ หายๆ บางครั้งอาการทางตาเกิดขึ้นก่อนอาการทางผิวเสียอีก จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตาแห้งธรรมดาจนพลาดการวินิจฉัย ในความเป็นจริง หลายคนมีอาการซ้อนกันสองสามชนิดพร้อมกัน ดังนั้นการแบ่งชนิดจึงไม่ต้องตัดขาดจากกันชัดเจน แต่ใช้เป็นแนวทางดูว่าตอนนี้อาการไหนเด่นที่สุด แล้ววางน้ำหนักการรักษาตามนั้น

ยาทาลดการอักเสบได้ ไอเวอร์เม็กตินราว 83% เมโทรนิดาโซลราว 74% และอะซีเลอิกแอซิดราว 58% ซึ่งทั้งสามตัวลดได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง
ยาทาลดการอักเสบได้ ไอเวอร์เม็กตินราว 83% เมโทรนิดาโซลราว 74% และอะซีเลอิกแอซิดราว 58% ซึ่งทั้งสามตัวลดได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง

รักษาด้วยยาและเลเซอร์อย่างไร แล้วดูแลระยะยาวยังไง?

พื้นฐานการรักษาโรซาเชียคือยาทา สำหรับชนิดตุ่มหนองที่มีตุ่มและหนอง นิยมใช้ครีมเมโทรนิดาโซล (metronidazole) อะซีเลอิกแอซิด (azelaic acid) และไอเวอร์เม็กติน (ivermectin) จากงานวิจัยพบว่าไอเวอร์เม็กตินลดรอยอักเสบได้ราว 83% เมโทรนิดาโซลราว 74% และอะซีเลอิกแอซิดราว 58% ตัวเลขทั้งสามมาจากงานวิจัยคนละชิ้น จึงไม่ควรมองเป็นการจัดอันดับตรงๆ แต่ให้มองว่าทั้งสามตัวเป็นทางเลือกที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าลดอาการได้มากกว่าครึ่ง โดยเฉพาะไอเวอร์เม็กตินที่ช่วยลดเดโมเด็กซ์ได้ด้วย จึงเห็นผลกับการอักเสบชัดเจนเป็นพิเศษ

ถ้าอาการอักเสบรุนแรงหรือยาทาอย่างเดียวไม่พอ แพทย์จะเสริมยารับประทาน ที่ใช้บ่อยคือดอกซีไซคลิน (doxycycline) ขนาดต่ำ 40 มก. ซึ่งขนาดนี้ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ไม่ใช่ฤทธิ์ฆ่าเชื้อ จึงลดความกังวลเรื่องเชื้อดื้อยาไปได้ ในขณะที่ช่วยลดตุ่มแดงลง ส่วนความแดงและเส้นเลือดฝอยเองมักไม่หายง่ายด้วยยาทา จุดนี้เลเซอร์หรือแสงบำบัดที่เจาะจงหลอดเลือดจะเข้ามาช่วยได้ เพราะจะเลือกยิงเฉพาะหลอดเลือดที่ขยายตัว ทำให้ความแดงพื้นหลังและเส้นเลือดฝอยจางลงทีละน้อยผ่านหลายครั้ง

มีข้อควรระวังสำคัญที่อยากฝากไว้ ถ้าหน้าแดงแล้วทายาสเตียรอยด์บนใบหน้าต่อเนื่องเป็นเวลานาน ช่วงแรกอาการอาจดูดีขึ้น แต่พอหยุดยาความแดงอาจกลับมารุนแรงกว่าเดิม กลายเป็นโรซาเชียที่เกิดจากสเตียรอยด์ จึงควรเลี่ยงการทายาสเตียรอยด์เป็นประจำ และที่สำคัญ โรซาเชียเป็นโรคที่ต้องดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่โรคที่รักษาแล้วหายขาด ถึงอาการจะดีขึ้นด้วยยาหรือหัตถการ แต่ถ้ายังโดนแดดหรือเจอตัวกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ อาการก็กลับมาได้อีก ดังนั้นการดูแลชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาผิวที่ดีขึ้นให้อยู่นานๆ คือการรักษาที่ได้ผลที่สุด

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

เลเซอร์รักษาผิวหน้าแดง รอยแดงและเส้นเลือดฝอยต้องใช้เครื่องหลอดเลือดแบบไหน กี่ครั้งถึงจะจางลง

อธิบายง่ายๆ ว่าทำไมผิวหน้าถึงแดง เลเซอร์หลอดเลือดอย่าง Vbeam, Excel V, IPL และ Nd:YAG แต่ละแบบเก่งเรื่องอะไร ควรเลือกเครื่องไหนตามชนิดของรอยแดง ต้องทำกี่ครั้งและดาวน์ไทม์เป็นอย่างไร รวมถึงสิ่งที่เลเซอร์ทำไม่ได้ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Skincare

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม เลเซอร์ลบออกได้จริงไหม ต่างจากไฝและฝ้าอย่างไร ทำไมกลับมาซ้ำบ่อย

ปานสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมที่ขึ้นเป็นปื้นขอบชัดตามแก้มหรือแขน อาจไม่ใช่ฝ้าหรือไฝ แต่เป็นปานคาเฟ่โอเลต์ (cafe-au-lait) เม็ดสีชนิดนี้อยู่ตื้นในชั้นหนังกำพร้าเลเซอร์จึงเข้าถึงง่าย แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยเช่นกัน มาดูกันว่าต่างจากไฝหรือฝ้าอย่างไร ทำไมถ้ามีหลายจุดต้องตรวจให้แน่ใจก่อน เลเซอร์ช่วยให้จางลงได้แค่ไหน และดูแลไม่ให้กลับมาซ้ำอย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles