เลเซอร์รักษาผิวหน้าแดง รอยแดงและเส้นเลือดฝอยต้องใช้เครื่องหลอดเลือดแบบไหน กี่ครั้งถึงจะจางลง
By Dr. Lee2 min read

แก้มแดงตลอดเวลา หรือมีเส้นเลือดฝอยขึ้นข้างจมูก หรือแค่ร้อนนิดหน่อยหน้าก็แดงวูบวาบ อาการแบบนี้ต่อให้แต่งหน้าปิดก็มักปิดไม่ค่อยอยู่ ทำให้กังวลใจไม่น้อย และการใช้แค่ครีมทาอย่างเดียวก็มักมีข้อจำกัดสำหรับรอยแดงแบบนี้ จึงนิยมใช้เลเซอร์และการรักษาด้วยแสงที่เจาะจงไปที่หลอดเลือดโดยตรง
เลเซอร์ได้ผลดีกับรอยแดงเพราะหลักการทำงานที่ชัดเจน คือเลือกจับความร้อนเฉพาะที่ฮีโมโกลบินในหลอดเลือดที่ขยายตัว จนหลอดเลือดที่ทำให้ผิวดูแดงหดตัวลง แต่รอยแดงก็มีหลายแบบ และแต่ละเครื่องก็เก่งคนละจุด การเลือกเครื่องให้ตรงกับรอยแดงของตัวเองจึงสำคัญ บทความนี้จะสรุปทีละเรื่อง ตั้งแต่หลักการที่รอยแดงจางลง แต่ละเครื่องเก่งเรื่องอะไร รอยแดงแต่ละชนิดควรทำอะไร ไปจนถึงต้องทำกี่ครั้งและดาวน์ไทม์เป็นอย่างไร โดยอ้างอิงจากงานวิจัยจริง

ทำไมผิวหน้าถึงเป็นรอยแดง?
อาการผิวแดงเกิดจากหลอดเลือดใกล้ผิวหนังขยายตัวหรือมีปริมาณมากขึ้น จนสีแดงของเลือดปรากฏขึ้นมาให้เห็นชัดที่ผิว แบ่งได้เป็น 3 แบบใหญ่ๆ คือ แบบแรกรอยแดงกระจายทั่วแก้มแบบจางๆ แบบที่สองเส้นเลือดฝอยที่เห็นเป็นเส้นแดงบางๆ ชัดเจน และแบบที่สามรอยแดงที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น คือหน้าจะแดงวูบขึ้นมาแล้วค่อยจางลง
หลักการที่เลเซอร์ช่วยลดรอยแดงนั้นง่ายกว่าที่คิด เลือดสีแดงในหลอดเลือดที่ขยายตัวดูดซับแสงสีเหลืองและสีเขียว (532 ถึง 595 nm) ได้ดี เมื่อยิงแสงนี้เข้าไป หลอดเลือดที่ดูดซับแสงจะร้อนขึ้นและหดตัวลง ส่วนผิวหนังโดยรอบไม่ได้รับผลกระทบ เท่ากับเป็นการกำจัดเฉพาะหลอดเลือดที่ทำให้เห็นเป็นสีแดงเท่านั้น
ถ้าเลเซอร์รักษาฝ้าเจาะจงไปที่เม็ดสีน้ำตาล เลเซอร์รักษารอยแดงก็เจาะจงไปที่เลือดแดงในหลอดเลือด และความยาวคลื่นแสงแต่ละสีก็เข้าถึงความลึกต่างกัน แสงคลื่นสั้นอย่างสีเขียวดูดซับได้แรงแต่เข้าผิวได้ตื้น เหมาะกับเส้นเลือดฝอยบางๆ บนผิว ส่วนแสงคลื่นยาวที่ใกล้สีแดงเข้าลึกกว่า เหมาะกับหลอดเลือดที่ใหญ่และลึก ดังนั้น รอยแดงของแต่ละคนที่อยู่ตื้นหรือลึกไม่เหมือนกัน จึงต้องเลือกใช้เครื่องต่างกัน

มีเลเซอร์แบบไหนบ้าง และแต่ละแบบเก่งเรื่องอะไร?
เครื่องที่ใช้รักษารอยแดงหลักๆ มี 4 แบบ
แบบแรกคือเลเซอร์ PDL(595nm) ที่รู้จักกันดีในชื่อ Vbeam ใช้แสงสีเหลืองความยาวคลื่น 595nm ซึ่งถูกดูดซับเข้าไปในหลอดเลือดแดงโดยตรง ทำให้ลดเฉพาะหลอดเลือดได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นเครื่องพื้นฐานที่ใช้รักษารอยแดงมากที่สุด งานวิจัยหนึ่งพบว่าทำ 3 ครั้งช่วยลดหลอดเลือดได้ประมาณ 75% ระหว่างยิงเลเซอร์จะพ่นแก๊สเย็นร่วมด้วยเพื่อลดความเจ็บ
แบบที่สองคือเลเซอร์ KTP(532nm, แสงสีเขียว) คำว่า KTP เป็นชื่อผลึกพิเศษที่แสงเลเซอร์ผ่านแล้วเปลี่ยนเป็นแสงสีเขียวความยาวคลื่น 532nm แสงสีเขียวนี้ถูกดูดซับเข้าไปในหลอดเลือดแดงได้แรงกว่า จึงได้ผลดีเป็นพิเศษกับเส้นเลือดฝอยบางๆ ที่อยู่ตื้น ทำ 3 ครั้งช่วยลดหลอดเลือดได้ถึงประมาณ 85% แต่หลังทำอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยมากกว่าแบบอื่น ในเกาหลี เครื่อง Excel V ที่ใช้แสงสีเขียว(532nm)ร่วมกับแสงที่เข้าลึก(1064nm)ได้รับความนิยมมาก เพราะจัดการทั้งหลอดเลือดและจุดด่างดำได้ในครั้งเดียว

แบบที่สามคือเลเซอร์ IPL ถ้าเลเซอร์ก่อนหน้านี้ยิงแสงเพียงสีเดียว IPL จะยิงแสงหลายสีพร้อมกัน จึงเหมาะกับการจัดการรอยแดงจางๆ ที่กระจายทั่วแก้มพร้อมกับจุดด่างดำ งานวิจัยหนึ่งพบว่าทำ 4 ครั้งช่วยให้รอยแดงที่แก้มจางลงประมาณ 39% และเส้นเลือดฝอยจางลงประมาณ 55%
แบบที่สี่คือเลเซอร์ Nd:YAG(1064nm) ใช้แสงความยาวคลื่น 1064nm ที่เข้าลึกกว่าเลเซอร์แบบอื่น เหมาะกับหลอดเลือดเส้นใหญ่ข้างจมูกที่รักษายาก ผลลัพธ์อาจน้อยกว่าเล็กน้อยแต่เจ็บน้อยกว่า

รอยแดงแต่ละแบบควรทำเลเซอร์ชนิดไหน?
การเลือกเครื่องขึ้นอยู่กับชนิดของรอยแดงที่เป็น ถ้าเป็นรอยแดงกระจายจางๆ ทั่วแก้ม เหมาะกับ IPL หรือ PDL แบบตั้งค่าไม่ให้เกิดรอยฟกช้ำ ถ้ามีจุดด่างดำร่วมด้วย IPL หรือ Excel V จะช่วยจัดการทั้งรอยแดงและจุดด่างดำในครั้งเดียว
ถ้ามีเส้นเลือดฝอยบางที่เห็นชัดเจน เลเซอร์ KTP(532nm)หรือ PDL ให้ผลดี โดยเฉพาะหลอดเลือดตื้นและบางตอบสนองกับ KTP ได้ดี ในทางกลับกัน หลอดเลือดเส้นใหญ่สีเข้มข้างจมูกหรือปีกจมูก และหลอดเลือดลึกที่ PDL รักษาแล้วไม่ค่อยหาย ก็สามารถใช้เลเซอร์ Nd:YAG(1064nm)ที่เข้าลึกกว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้
สรุปง่ายๆ คือรอยแดงพื้นหลังใช้ IPL เส้นเลือดฝอยบางใช้ KTP หรือ PDL หลอดเลือดเส้นใหญ่ที่จมูกใช้ Nd:YAG แต่ในความเป็นจริงรอยแดงมักมีหลายแบบปนกัน จึงอาจใช้หลายเครื่องร่วมกันหรือใช้เครื่องที่จัดการทั้งเม็ดสีและหลอดเลือดพร้อมกัน เช่น ใช้ IPL จัดการรอยแดงพื้นหลังที่แก้ม แล้วตามด้วย PDL หรือ KTP เก็บเส้นเลือดฝอยที่ยังเหลืออยู่ ดังนั้นการพบแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการประเมินรอยแดงและเลือกเครื่องให้เหมาะสมจึงมีผลต่อผลลัพธ์อย่างมาก แม้จะเป็นรอยแดงแบบเดียวกัน แต่ความลึกและขนาดของหลอดเลือดในแต่ละคนไม่เหมือนกัน การปรับตามการตอบสนองจะปลอดภัยกว่าการใช้เครื่องเดียวตั้งแต่ต้น

ต้องทำกี่ครั้ง และดาวน์ไทม์เป็นอย่างไร?
ส่วนใหญ่ไม่ได้จบในครั้งเดียว แต่ต้องทำหลายครั้ง รอยแดงกระจายทั่วแก้มมักทำห่างกัน 3 ถึง 4 สัปดาห์ รวม 3 ถึง 5 ครั้งเป็นมาตรฐาน ส่วนเส้นเลือดฝอยเฉพาะจุดอาจดีขึ้นได้ด้วยการทำ 1 ถึง 3 ครั้ง ผลลัพธ์จะสะสมมากขึ้นเมื่อทำซ้ำหลายครั้ง
ดาวน์ไทม์ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าเครื่อง การตั้งค่า PDL แบบดั้งเดิมอาจทำให้เกิดรอยฟกช้ำอยู่หลายวัน แต่ปัจจุบันมีการตั้งค่าแบบไม่เกิดรอยช้ำโดยใช้ pulse width ที่ยาวขึ้นและยิงหลายครั้งย่อยๆ แทน ทำให้หลายคนทำแล้วไม่มีรอยช้ำเลย การใช้แก๊สเย็นหรือลมเย็นร่วมด้วยยังช่วยลดความเจ็บและบวมได้อีก
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและเกิดขึ้นชั่วคราว หลังทำอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยประมาณ 1 ถึง 2 วัน แล้วหายไปเองได้ ความเจ็บขึ้นอยู่กับเครื่องที่ใช้ งานวิจัยหนึ่งพบว่า Nd:YAG เจ็บน้อยกว่า PDL ในบางรายอาจเกิดรอยดำได้แต่พบไม่บ่อยและมักจางลงเมื่อเวลาผ่านไป การเลือกเครื่องให้เหมาะกับสีผิวจะช่วยลดผลข้างเคียงได้มากขึ้น ในวันที่ทำสามารถล้างหน้าและแต่งหน้าเบาๆ ได้ตามปกติ เพียงหลีกเลี่ยงการขัดผิวที่รุนแรงหรือซาวน่าร้อนไปสักสองสามวัน หลังทำเสร็จควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดรอยดำ

มีอะไรบ้างที่เลเซอร์ทำไม่ได้?
มีเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดตรงๆ เลเซอร์ช่วยลดหลอดเลือดและรอยแดงที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มของผิวที่ทำให้เกิดรอยแดงง่าย ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป หลอดเลือดใหม่อาจเกิดขึ้นอีกและรอยแดงค่อยๆ กลับมาได้
งานวิจัยหนึ่งพบว่าหลังทำ IPL 6 เดือน มีผู้ที่กลับมาเป็นซ้ำประมาณ 30% ส่วนการติดตามระยะยาวอีกงานพบว่าใน 2 ปี กลับมาเป็นซ้ำประมาณ 8% ดังนั้นการรักษารอยแดงจึงควรมองเป็นการดูแลต่อเนื่องเพื่อรักษาผลลัพธ์ที่ดีไว้ มากกว่าจะจบในครั้งเดียว ถ้าดูแลรักษาต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถรักษาผิวที่ดีขึ้นไว้ได้นาน
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องดูแลสุขภาพผิวควบคู่ไปด้วย แสงแดดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้รอยแดงแย่ลง การทาครีมกันแดดทุกวันจึงช่วยรักษาผลของเลเซอร์ไว้ได้นานขึ้น การลดปัจจัยที่ทำให้หน้าร้อนวูบวาบ เช่น ความร้อนจัด การเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลัน หรือการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ก็ช่วยได้เช่นกัน ถ้ารอยแดงเป็นมานานและเห็นชัดเจน อาจมีโรคผิวหนังโรซาเชีย(rosacea)ร่วมด้วย ในกรณีนี้ การรักษาด้วยยาควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้ผลของเลเซอร์อยู่ได้นานขึ้น

ใครที่เหมาะกับการทำเลเซอร์นี้?
เลเซอร์รักษาผิวหน้าแดงเหมาะกับผู้ที่ใช้ครีมบำรุงสงบผิวอย่างเดียวแล้วรอยแดงไม่ค่อยดีขึ้น ถ้าแก้มแดงตลอด จนแต่งหน้าปิดไม่อยู่ หรือมีเส้นเลือดฝอยข้างจมูกที่กังวลใจ หรือแค่ร้อนนิดหน่อยหน้าก็แดงวูบวาบ ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ข้อดีสำคัญคือลดเฉพาะหลอดเลือดโดยไม่ต้องผ่าตัด
ควรตั้งความคาดหวังให้สมเหตุสมผลแต่ก็มองในแง่ดีได้ แทนที่จะหายขาดในครั้งเดียว ควรมองว่าเป็นการลดรอยแดงทีละขั้นด้วยการทำหลายครั้ง แล้วรักษาผลลัพธ์ที่ดีไว้ต่อเนื่อง หลอดเลือดตื้นและเส้นเลือดฝอยตอบสนองต่อการรักษาได้ดีเป็นพิเศษ จึงมักได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
รอยแดงเป็นปัญหาที่ดูแลจัดการได้ ไม่จำเป็นต้องอดทนอยู่กับมัน หลายคนที่เคยรู้สึกไม่มั่นใจเพราะรอยแดงก็ใช้ชีวิตได้สบายใจขึ้นมาก การพบแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการประเมินชนิดของรอยแดงและสีผิว แล้วปรับเครื่องและการตั้งค่าให้เหมาะสม จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและน่าพอใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวคล้ำหรือผิวแทน ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนปรึกษา เพราะต้องพิจารณาความเสี่ยงเรื่องรอยดำและตั้งค่าเครื่องอย่างระมัดระวังมากขึ้น หากดูแลป้องกันแสงแดดและปรับพฤติกรรมควบคู่ไปด้วย จะช่วยรักษาผิวที่ใสขึ้นไว้ได้นานยิ่งขึ้น
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รอยแดงหลังสิว ต่างจากรอยดำหรือแผลเป็นอย่างไร พร้อมวิธีดูแลด้วยเลเซอร์ PDL
อธิบายง่ายๆ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง ว่าทำไมรอยแดงหลังสิว (PIE) จึงเกิดขึ้น ต่างจากรอยดำ (PIH) หรือแผลเป็นบุ๋มอย่างไร ต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะจางไปเอง หลักการรักษาด้วยเลเซอร์หลอดเลือดอย่าง Vbeam และ Excel V วิธีดูแลตัวเองที่บ้านด้วยการกันแดดและปลอบผิว และเหตุผลที่ควรดูแลก่อนรอยแดงจะกลายเป็นแผลเป็นถาวร
By Dr. Kim

โรซาเชีย หน้าแดงเรื้อรังที่กำเริบซ้ำได้ทำไม รู้จักชนิด ตัวกระตุ้น ยาทา และเลเซอร์รักษาให้ครบ
แก้มแดงตลอดเวลาและมีตุ่มหนองเล็กๆ ขึ้นซ้ำๆ อาจไม่ใช่แค่หน้าแดงธรรมดา แต่เป็นโรซาเชีย บทความนี้อธิบายความต่างจากหน้าแดงทั่วไป 4 ชนิดของโรค ทั้งชนิดหลอดเลือดแดง ชนิดตุ่มหนอง ชนิดจมูกหนา และชนิดตา ตัวกระตุ้นอย่างแสงแดด ความเครียด และแอลกอฮอล์ ไปจนถึงยาทาเมโทรนิดาโซล อะซีเลอิกแอซิด ไอเวอร์เม็กติน ยารับประทาน และเลเซอร์หลอดเลือด อธิบายง่ายๆ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Kim

หลักการทำงานของ CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็น ผลลัพธ์ต่อรูปร่าง ต่างจากดูดไขมันอย่างไร และควรทำกี่ครั้ง
สรุปง่ายๆ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริงว่า CoolSculpting หรือการสลายไขมันด้วยความเย็น (cryolipolysis) ทำงานอย่างไร ทำครั้งเดียวไขมันลดลงเท่าไหร่ ต้องทำกี่ครั้งและผลลัพธ์จะเห็นเมื่อไหร่ ต่างจากฉีดสลายไขมันหรือดูดไขมันอย่างไร รวมถึงภาวะไขมันเพิ่มขึ้นผิดปกติที่พบได้น้อยมาก
By Dr. Kim