รอยแดงหลังสิว ต่างจากรอยดำหรือแผลเป็นอย่างไร พร้อมวิธีดูแลด้วยเลเซอร์ PDL
By Dr. Kim2 min read

สิวเพิ่งจะยุบลง แต่กลับมีรอยแดงจางๆ หลงเหลืออยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน ทั้งที่สะเก็ดหลุดไปแล้ว รอยแดงก็ยังไม่จางหาย ทำให้รู้สึกว่าผิวยังไม่หายดีจริงๆ แต่งหน้าปิดก็ไม่ค่อยได้ผล แถมยังกังวลว่ารอยนี้จะกลายเป็นแผลเป็นถาวรหรือเปล่า
เรื่องแรกที่อยากให้สบายใจไว้ก่อนคือ รอยแดงแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่แผลเป็น แต่เป็นรอยที่จะค่อยๆ จางลงไปเองตามเวลา ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่าผื่นแดงหลังการอักเสบ หรือย่อว่า PIE เกิดจากช่วงที่การอักเสบของสิวกำลังสงบลง เส้นเลือดฝอยใต้ผิวขยายตัว ทำให้ผิวมองเห็นเป็นสีแดงโปร่งขึ้นมา ซึ่งต่างจากรอยดำที่เกิดจากเม็ดสี และต่างจากแผลเป็นที่บุ๋มหรือนูน ต่อไปนี้จะอธิบายทีละเรื่อง ทั้งสาเหตุที่รอยแดงเกิดขึ้น ต้องรอนานแค่ไหน และมีวิธีทำให้จางเร็วขึ้นอย่างไร
รอยแดงหลังสิว ต่างจากรอยดำหรือแผลเป็นอย่างไร
หลายคนมักเข้าใจผิดว่ารอยแดงคือรอยดำหรือแผลเป็น ทั้งที่จริงแล้วทั้งสามอย่างนี้มีสาเหตุต่างกันและวิธีดูแลก็ต่างกันด้วย รอยแดงเกิดจากร่องรอยของการอักเสบจากสิว เส้นเลือดฝอยใต้ผิวขยายตัวจนมองเห็นเป็นสีแดง สีจะออกแดงจางๆ และผิวยังเรียบเนียนอยู่
ส่วนรอยดำนั้นไม่ใช่สีแดงแต่เป็นสีน้ำตาล เกิดจากผิวถูกกระตุ้นจนสร้างเมลานินซึ่งเป็นเม็ดสีน้ำตาลออกมามากเกินไป พูดง่ายๆ คือรอยแดงเป็นปัญหาที่หลอดเลือด ส่วนรอยดำเป็นปัญหาที่เม็ดสี รากปัญหาจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง ขณะที่แผลเป็นไม่ใช่เรื่องสีแต่เป็นเรื่องพื้นผิว ผิวจะบุ๋มหรือนูนขึ้นมา สัมผัสแล้วรู้สึกขรุขระ
มีวิธีแยกง่ายๆ เช่นกัน ลองใช้ปลายนิ้วกดเบาๆ ที่รอยดู ถ้าเป็นรอยแดงจะซีดขาวชั่วครู่แล้วค่อยแดงกลับมา เพราะเลือดในหลอดเลือดที่ถูกกดถูกไล่ออกไปก่อนจะไหลกลับเข้ามาใหม่ แต่ถ้าเป็นรอยดำหรือแผลเป็น สีจะไม่เปลี่ยนแม้กดก็ตาม ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างของทั้งสามแบบไว้
| ประเภท | สี | สาเหตุ | พื้นผิว |
|---|---|---|---|
| รอยแดง (PIE) | แดง | หลอดเลือดฝอยขยาย | เรียบเนียน |
| รอยดำ (PIH) | น้ำตาล | เมลานินมากเกินไป | เรียบเนียน |
| แผลเป็น | สีผิวปกติหรือแดง | ชั้นหนังแท้เสียหาย | บุ๋มหรือนูน |

ทำไมรอยสิวถึงกลายเป็นสีแดง?
สาเหตุที่รอยยังคงเป็นสีแดงอยู่นั้น มาจากการอักเสบและหลอดเลือดฝอย ในช่วงที่สิวเป็นหนอง บริเวณนั้นจะเกิดการอักเสบรุนแรง ร่างกายจึงส่งเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นเพื่อจัดการกับการอักเสบ ทำให้หลอดเลือดฝอยที่เลือดไหลผ่านขยายตัวและงอกใหม่ขึ้นมา แม้สิวจะยุบลงแล้ว หลอดเลือดฝอยที่ขยายตัวเหล่านี้ก็ไม่ได้หดกลับทันที ยังคงอยู่จนทำให้ผิวมองเห็นเป็นสีแดงต่อไป หลอดเลือดฝอยนี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับสิวที่มองเห็นได้ แต่จะยังปักหลักอยู่ตรงนั้นสักพักเหมือนเป็นร่องรอยของการอักเสบ ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆ จัดการให้มันหดตัวลงไปทีละน้อย
ดังนั้นรอยแดงจึงไม่ใช่เรื่องเม็ดสี แต่เป็นเส้นเลือดที่ส่องขึ้นมาให้เห็น ผิวที่บางและใสยิ่งทำให้เห็นเส้นเลือดสีแดงใต้ผิวชัดขึ้น ในความเป็นจริง คนที่มีผิวสีอ่อนมักมีรอยแดงติดอยู่นานและเห็นชัดกว่า ส่วนคนที่มีเมลานินมาก การระคายเคืองแบบเดียวกันมักจะกลายเป็นรอยดำแทน
และมีอีกเรื่องที่ต้องระวังให้ดี ถ้าบีบหรือแกะสิวออก การอักเสบจะลุกลามลึกและกว้างขึ้น เส้นเลือดฝอยก็จะขยายตัวมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้รอยแดงเข้มขึ้นและอยู่นานขึ้น ก้าวแรกของการลดรอยแดงจึงอยู่ที่การไม่ปล่อยให้การอักเสบที่สร้างรอยลุกลามต่อไป

รอยแดงจะจางไปเองไหม ต้องรอนานแค่ไหน?
โชคดีที่รอยแดงส่วนใหญ่จะจางลงไปเองตามเวลา เพราะหลอดเลือดฝอยที่ขยายตัวจะค่อยๆ กลับสู่สภาพเดิม ทำให้สีแดงจางลง จึงไม่ใช่รอยที่ติดตัวไปตลอดชีวิตแบบแผลเป็น แต่ระยะเวลาที่ใช้จะแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับว่าสิวที่เป็นนั้นรุนแรงแค่ไหน
รอยที่เกิดจากสิวหัวขาวไม่รุนแรงมักจางภายในหนึ่งถึงสองเดือน ถ้าดูแลสิวได้ดี ปกติจะเห็นรอยจางลงชัดเจนในช่วง 3 ถึง 6 เดือน แต่ถ้าเคยเป็นสิวซีสต์ที่เป็นหนองรุนแรง รอยแดงอาจอยู่นานถึง 1 ถึง 2 ปี และบางกรณีถ้าปล่อยไว้โดยไม่ดูแลเลยก็อาจอยู่นานหลายปี ปัจจัยเรื่องสีผิวและการโดนแดดก็มีผลเช่นกัน ยิ่งผิวสีอ่อนยิ่งเห็นรอยแดงชัดและอยู่นาน ส่วนใครที่โดนแดดบ่อยก็จะฟื้นตัวช้าลงตามไปด้วย
จึงไม่จำเป็นต้องกังวลหากรอยยังไม่จางภายในไม่กี่วัน เพราะรอยแดงเป็นร่องรอยที่จางลงช้าอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่ถ้าอยากให้จางเร็วขึ้น หรือรอยแดงอยู่นานผิดปกติ ก็สามารถใช้เลเซอร์และการดูแลตัวเองตามที่จะอธิบายต่อไปช่วยเร่งการฟื้นตัวได้ และที่สำคัญที่สุด ระหว่างที่รอยแดงกำลังจางลง ควรป้องกันไม่ให้สิวใหม่กลับมาขึ้นซ้ำที่เดิมก่อนเป็นอันดับแรก

รอยแดงหลังสิวรักษาอย่างไร?
เนื่องจากรอยแดงเกิดจากเส้นเลือดฝอยที่ส่องขึ้นมา การรักษาจึงใช้เลเซอร์ที่เล็งเป้าไปที่หลอดเลือดโดยตรง หลักการนั้นชัดเจน เม็ดเลือดแดงในหลอดเลือดที่ขยายตัวดูดซับแสงบางความยาวคลื่นได้ดีเป็นพิเศษ เมื่อยิงแสงนี้เข้าไป เฉพาะหลอดเลือดที่ดูดซับแสงจะร้อนขึ้นและหดตัวลง ส่วนผิวโดยรอบยังคงสภาพเดิม เท่ากับเลือกจัดการเฉพาะเส้นเลือดที่ทำให้เกิดรอยแดงเท่านั้น
เครื่องมือหลักที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Vbeam ซึ่งเป็นเลเซอร์สีย้อม (PDL) ที่ใช้แสงสีเหลืองความยาวคลื่น 595nm ถือเป็นเลเซอร์พื้นฐานสำหรับรักษารอยแดง ส่วน Excel V ใช้แสงสองความยาวคลื่นคือ 532nm และ 1064nm ร่วมกัน จัดการทั้งรอยแดงและจุดด่างดำไปพร้อมกัน ขณะที่ Clarity II ใช้ 755nm และ 1064nm ดูแลทั้งหลอดเลือดและเม็ดสีในคราวเดียว ตารางด้านล่างสรุปความยาวคลื่นและจุดเด่นของแต่ละเครื่อง
| เครื่องมือ | ความยาวคลื่น | จุดเด่น |
|---|---|---|
| Vbeam | 595nm | มาตรฐานรักษารอยแดง มีระบบพ่นความเย็น |
| Excel V | 532 / 1064nm | ดูแลหลอดเลือดและจุดด่างดำ |
| Clarity II | 755 / 1064nm | ดูแลทั้งหลอดเลือดและเม็ดสี |

ผลลัพธ์นี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยเช่นกัน ในการศึกษาที่รักษารอยแดงหลังสิวด้วย PDL กลุ่ม Vbeam ความยาวคลื่น 595nm จำนวน 2 ครั้ง พบว่าผู้เข้าร่วมวิจัย 20 คน มีอาการดีขึ้นถึง 90% ดังนั้นแทนที่จะพยายามให้รอยแดงหายไปในครั้งเดียว การรักษาแบบแบ่งเป็นหลายครั้งห่างกันสองสามสัปดาห์ แล้วค่อยๆ ให้รอยจางลงทีละนิดจะได้ผลดีกว่า
ที่บ้านควรดูแลตัวเองอย่างไร?
การดูแลตัวเองที่บ้านมีผลต่อความเร็วในการจางของรอยแดงไม่แพ้การทำเลเซอร์เลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกันแดด เพราะรังสียูวีจะไปกระตุ้นการอักเสบและหลอดเลือดซ้ำ ทำให้รอยแดงอยู่นานขึ้น และอาจทำให้เกิดรอยดำซ้อนขึ้นมาอีก จึงควรทาครีมกันแดดทุกวันแม้ในวันที่มีเมฆมากหรืออยู่แต่ในบ้าน และควรทาซ้ำบ่อยๆ ด้วย
สารบำรุงที่ทาก็ช่วยได้เช่นกัน niacinamide หรือสาร centella ที่สกัดจากใบบัวบก ช่วยลดรอยแดงและการระคายเคือง ส่วน azelaic acid ช่วยลดทั้งการอักเสบและเม็ดสีไปพร้อมกัน แต่ถึงจะใช้สารเหล่านี้ ก็ยังต้องกันแดดควบคู่ไปด้วยจึงจะเห็นผลเต็มที่
ในทางกลับกัน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็ชัดเจนไม่แพ้กัน อย่างแรกคือการบีบหรือแกะรอยแดงด้วยมือ เพราะจะยิ่งทำให้รอยเข้มขึ้น และพฤติกรรมที่กระตุ้นให้ผิวระคายเคืองหรือร้อนวูบวาบ อย่างการขัดผิวแรงๆ หรือการอบซาวน่าร้อนจัด ก็ทำให้รอยแดงแย่ลงได้เช่นกัน ตารางด้านล่างสรุปสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
| ควรทำ | ควรหลีกเลี่ยง |
|---|---|
| กันแดดทุกวัน | บีบหรือแกะด้วยมือ |
| niacinamide, centella ปลอบผิว | ขัดผิวแรงเกินไป |
| azelaic acid | ซาวน่าร้อนจัด |

ทำไมควรดูแลก่อนที่รอยแดงจะกลายเป็นแผลเป็น?
รอยแดงเองส่วนใหญ่ไม่ใช่แผลเป็น แต่ถ้าปล่อยรอยแดงไว้นานเกินไปโดยไม่ดูแล ก็อาจนำไปสู่แผลเป็นได้ การที่รอยแดงยังคงอยู่บางครั้งก็เป็นสัญญาณว่าการอักเสบใต้ผิวยังไม่สงบลงเต็มที่ ถ้าสิวและการอักเสบเกิดซ้ำที่บริเวณเดิม คอลลาเจนในชั้นผิวอาจถูกทำลายจนกลายเป็นแผลเป็นบุ๋มถาวร รอยแดงกับแผลเป็นบุ๋มจึงเชื่อมโยงกันเป็นเส้นทางเดียวกันได้ ไม่สามารถมองแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นการดูแลตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นรอยแดงจึงได้เปรียบกว่า ถ้าพื้นผิวยังไม่บุ๋มและเป็นแค่รอยสีแดง เพียงกันแดดและปลอบผิวก็มีโอกาสดีขึ้นได้มาก แต่ถ้ารอยแดงอยู่นานหรือเข้มมาก ก็สามารถใช้เลเซอร์หลอดเลือดที่กล่าวไปข้างต้นช่วยเร่งการฟื้นตัวได้ และผลการรักษาจะสะสมมากขึ้นเมื่อทำหลายครั้ง
สิ่งที่อันตรายจริงๆ กลับเป็นการรักษาด้วยตัวเองอย่างใจร้อน การเห็นว่ายังแดงอยู่แล้วรีบทาผลิตภัณฑ์ที่แรงเกินไป หรือคอยแกะเกาบริเวณนั้นบ่อยๆ จะยิ่งทำให้การอักเสบกำเริบและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น รวมถึงการเข้ารับหัตถการที่รุนแรงซ้อนเข้าไปในขณะที่รอยแดงยังไม่จางหาย ก็จะยิ่งกระตุ้นผิวและทำให้ฟื้นตัวช้าลงเช่นกัน ไม่บีบหรือแกะรอยแดง กันแดดให้ดี และเข้าพบแพทย์เมื่อจำเป็น คือทางที่เร็วที่สุดในการดูแลก่อนที่รอยแดงจะกลายเป็นแผลเป็นถาวร
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

เลเซอร์รักษาผิวหน้าแดง รอยแดงและเส้นเลือดฝอยต้องใช้เครื่องหลอดเลือดแบบไหน กี่ครั้งถึงจะจางลง
อธิบายง่ายๆ ว่าทำไมผิวหน้าถึงแดง เลเซอร์หลอดเลือดอย่าง Vbeam, Excel V, IPL และ Nd:YAG แต่ละแบบเก่งเรื่องอะไร ควรเลือกเครื่องไหนตามชนิดของรอยแดง ต้องทำกี่ครั้งและดาวน์ไทม์เป็นอย่างไร รวมถึงสิ่งที่เลเซอร์ทำไม่ได้ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

Subcision รักษาหลุมสิว Rolling ด้วยการตัดพังผืดใต้ผิว ได้ผลแค่ไหน?
Subcision คืออะไร เหมาะกับหลุมสิวแบบไหนและไม่เหมาะแบบไหน ผลลัพธ์ต่างกันอย่างไรเมื่อทำร่วมกับฟิลเลอร์หรือเลเซอร์ ช้ำและ downtime เป็นอย่างไร ใครเหมาะและควรคาดหวังอะไรได้บ้าง อธิบายด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง ไม่เกินจริง
By Dr. Lee

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด
อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim