หลักการทำงานของ CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็น ผลลัพธ์ต่อรูปร่าง ต่างจากดูดไขมันอย่างไร และควรทำกี่ครั้ง
By Dr. Kim2 min read

ต่อให้ออกกำลังกายแค่ไหน บางจุดอย่างเอว หน้าท้องส่วนล่าง หรือต้นขาด้านในก็ยังไม่ค่อยยอมลดไขมันง่ายๆ เพราะแบบนี้เอง เวลาน้ำหนักตัวเท่าเดิมแต่อยากปรับสัดส่วนเฉพาะจุด หลายคนถึงนึกถึง CoolSculpting หรือการสลายไขมันด้วยความเย็น (cryolipolysis) เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ใช้ความเย็นจัดลดไขมันในจุดที่ต้องการ
ชื่ออาจฟังดูแปลกหู แต่หลักการไม่ซับซ้อนเลย เซลล์ไขมันทนความเย็นได้น้อยกว่าผิวหนัง เมื่อใช้จุดอ่อนนี้ให้เป็นประโยชน์ ก็จะเลือกลดเฉพาะไขมันข้างใต้ได้ โดยที่ผิวด้านนอกไม่ได้รับผลกระทบ บทความนี้จะพาไปดูทีละเรื่องจากงานวิจัยจริง ตั้งแต่หลักการสลายไขมันด้วยความเย็น ไขมันลดลงเท่าไหร่ต่อครั้ง ต้องทำกี่ครั้งและผลลัพธ์เห็นเมื่อไหร่ ต่างจากการฉีดสลายไขมันหรือการดูดไขมันอย่างไร ไปจนถึงภาวะไขมันเพิ่มขึ้นผิดปกติที่พบได้น้อยแต่มีการพูดถึงบ่อย

CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็นได้อย่างไร
หัวใจสำคัญคือเซลล์ไขมันทนความเย็นได้น้อยกว่าเซลล์ผิวหนัง ไขมันเริ่มแข็งตัวที่อุณหภูมิสูงกว่าผิวหนังพอสมควร เพราะฉะนั้นเมื่อทำให้บริเวณนั้นเย็นลงในระดับที่พอดี ผิวด้านนอกจะไม่เป็นอะไร แต่เซลล์ไขมันข้างใต้จะได้รับความเสียหายแบบเจาะจง
ขั้นตอนการทำเป็นแบบนี้ นำหัวจับรูปทรงคล้ายถ้วยไปวางแนบบริเวณที่มีไขมันหนา แล้วลดอุณหภูมิภายในลงจนอยู่ที่ประมาณ -10°C ที่อุณหภูมินี้ ไขมันในเซลล์จะแข็งตัวและทำให้เซลล์เริ่มค่อยๆ ตายลง กระบวนการนี้เรียกว่าอะพอพโทซิส (apoptosis) เข้าใจง่ายๆ คือเซลล์ไม่ได้แตกทันที แต่ค่อยๆ สลายตัวไปเองอย่างเงียบๆ
หลังจากนั้นร่างกายจะจัดการต่อเอง เซลล์ไขมันที่ตายแล้วจะถูกแมคโครฟาจ ซึ่งเป็นเซลล์เก็บกวาดของร่างกาย ค่อยๆ กำจัดออกไปในช่วงหลายสัปดาห์ เมื่อเซลล์ไขมันที่แช่แข็งหายไปทีละเซลล์ ชั้นไขมันบริเวณนั้นก็จะบางลง เพราะกระบวนการนี้ค่อยเป็นค่อยไป ผลลัพธ์จึงไม่ได้เห็นทันที แต่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นช้าๆ
จุดสำคัญคือวิธีนี้ไม่กระทบผิวด้านนอกเลย เพราะผิวหนังและชั้นหนังแท้มีน้ำอยู่มาก จึงต้องใช้อุณหภูมิต่ำกว่านี้มากถึงจะแข็งตัว ที่อุณหภูมิซึ่งทำให้เฉพาะไขมันแข็งตัว ผิวจึงไม่ได้รับอันตราย ทำให้เลือกจัดการเฉพาะจุดได้โดยไม่ต้องใช้เข็มหรือผ่าตัดเลย
หัตถการนี้เรียกกันหลายชื่อ เช่น การสลายไขมันด้วยความเย็น หรือ cryolipolysis เครื่องรุ่นแรกที่เป็นต้นตำรับคือ CoolSculpting จากบริษัท Zeltiq ของสหรัฐอเมริกา แต่ในคลินิกจริงมักใช้เครื่องยี่ห้อ Clatuu และรุ่นล่าสุด Clatuu Alpha จากบริษัท Classys ส่วนเครื่องอื่นอย่าง CoolTech ก็มีใช้เช่นกัน แม้ชื่อเครื่องจะต่างกัน แต่หลักการแช่แข็งไขมันเพื่อลดจำนวนเซลล์ยังเหมือนเดิม ดังนั้นแทนที่จะยึดติดกับชื่อเครื่อง ควรดูว่าคลินิกมีหัวจับที่เหมาะกับสัดส่วนของเราหรือไม่ และแพทย์มีประสบการณ์มากพอหรือเปล่า

ชั้นไขมันลดลงจริงเท่าไหร่
ดูจากตัวเลขจะเห็นภาพชัดขึ้น จากการรวบรวมข้อมูลทางคลินิกหลายชิ้น พบว่าการทำหนึ่งครั้งในหนึ่งบริเวณช่วยลดความหนาของชั้นไขมันได้อย่างเห็นผล ถ้าวัดด้วยอัลตราซาวด์ลดลงประมาณ 20% ถึง 32% ถ้าวัดด้วยคาลิเปอร์แบบคีมหนีบลดลงประมาณ 15% ถึง 21% ตัวเลขอาจต่างกันไปตามวิธีวัด แต่โดยรวมแล้วถือว่าลดลงประมาณ 1 ใน 5 ของชั้นไขมันในบริเวณนั้น
ควรทำความเข้าใจตัวเลขนี้ให้ตรงกับความเป็นจริง ชั้นไขมันบางลงประมาณ 20% ไม่ได้แปลว่าน้ำหนักตัวจะลดลงเท่านั้น เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่เป็นเส้นสายบริเวณเอวหรือหน้าท้องส่วนล่างที่ดูเรียบเนียนขึ้น หลายคนพอใจแค่ใส่กางเกงแล้วสบายขึ้น หรือรูปร่างด้านข้างดูเก็บทรงมากขึ้น
เพราะฉะนั้นควรมองว่าหัตถการนี้ไม่ได้เหมาะกับการลดไขมันปริมาณมาก แต่เหมาะกับการปรับแต่งจุดที่ไขมันไม่ยอมลดง่ายๆ มากกว่า เหมาะเป็นพิเศษสำหรับคนที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด ในทางกลับกัน ถ้าต้องลดน้ำหนักโดยรวม ควรเริ่มจากการควบคุมอาหารและออกกำลังกายก่อน แล้วค่อยใช้หัตถการนี้เป็นตัวช่วยปรับจุดในขั้นสุดท้าย
อยากรู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหน ก็มีวิธีเช็กง่ายๆ ถ่ายภาพก่อนและหลังทำในท่าเดียวกัน แสงเดียวกัน จะช่วยเทียบความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้นได้ชัดเจน และการวัดเส้นรอบวงเก็บไว้ก็ช่วยได้เหมือนกัน

ต้องทำกี่ครั้งและผลลัพธ์เห็นเมื่อไหร่
เริ่มจากช่วงเวลาก่อน CoolSculpting ไม่ได้ให้ผลทันทีหลังทำเสร็จ เพราะร่างกายต้องใช้เวลากำจัดเซลล์ไขมันที่แช่แข็งไปแล้ว ในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก บริเวณที่ทำจะบวมและชาเล็กน้อย ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์เก็บกวาดเริ่มทำงานกำจัดไขมัน กระบวนการนี้ดำเนินต่อไปหลายสัปดาห์ และมักเห็นรูปร่างสุดท้ายชัดเจนในช่วง 2 ถึง 4 เดือน
เพราะฉะนั้นควรรอให้นานพอก่อนจะตัดสินผลลัพธ์ ไม่ต้องผิดหวังถ้าผ่านไปแค่หนึ่งเดือนแล้วยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมาก เพราะหัตถการนี้ต้องรอประมาณ 3 เดือนถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจริงๆ
จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับบริเวณและความหนาของไขมัน บางจุดที่ไขมันไม่หนามาก ทำครั้งเดียวก็พอใจแล้ว ถ้าอยากลดมากขึ้นก็ทำซ้ำในจุดเดิมประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง เพราะแต่ละครั้งลดชั้นไขมันได้ประมาณ 1 ใน 5 หากอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น ก็ทำเพิ่มอีกครั้งหลังจากดูผลครั้งแรกแล้ว และเมื่อจะทำจุดเดิมซ้ำ มักเว้นระยะประมาณ 2 ถึง 3 เดือน เพื่อให้ผลลัพธ์ครั้งก่อนลงตัวก่อน
ข้อดีอย่างหนึ่งคือเซลล์ไขมันที่ถูกแช่แข็งไปแล้วจะไม่กลับมาอีก ผลลัพธ์จึงอยู่ได้นานพอสมควร แต่เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่ก็ยังไม่หายไปไหน ถ้าน้ำหนักขึ้นมากหลังทำ เซลล์เหล่านั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้นจนอาจบดบังผลลัพธ์ได้ ดังนั้นถ้าคุมน้ำหนักให้คงที่หลังทำ ก็จะรักษาผลลัพธ์ไว้ได้นานขึ้น
ต่างจากฉีดสลายไขมันหรือดูดไขมันอย่างไร
ทั้งสามหัตถการมีเป้าหมายคล้ายกัน แต่วิธีทำต่างกันมาก CoolSculpting คือการแช่แข็งเพื่อกำจัดเซลล์ไขมันแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ใช้เข็มหรือมีดผ่า จึงแทบไม่มีระยะพักฟื้น ระหว่างทำสามารถอ่านหนังสือหรือเล่นมือถือได้สบายๆ แต่ผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏ และปริมาณไขมันที่ลดต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อบริเวณ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
การฉีดสลายไขมันคือการฉีดยาเข้าไปในชั้นไขมันโดยตรงเพื่อสลายไขมัน เนื่องจากต้องฉีดหลายจุดด้วยเข็ม จึงมีอาการบวมอยู่หลายวัน เหมาะกับบริเวณเล็กๆ ที่ต้องทำซ้ำทีละน้อย ส่วนการดูดไขมันคือการผ่าตัดโดยใช้ท่อดูดไขมันออกโดยตรง ภายใต้การให้ยาสลบแบบหลับลึกหรือดมยาสลบทั้งตัว สามารถลดไขมันได้ปริมาณมากในครั้งเดียว แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ และเป็นวิธีที่ร่างกายต้องรับภาระมากที่สุด
ดูตารางเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ได้ตามนี้
| หัวข้อ | สลายไขมันด้วยความเย็น | ฉีดสลายไขมัน | ดูดไขมัน |
|---|---|---|---|
| วิธีการ | แช่แข็งจนไขมันหาย | ฉีดยาให้ไขมันสลาย | ดูดออกด้วยท่อ |
| การบุกรุกร่างกาย | ไม่ต้องผ่าตัด | ฉีดด้วยเข็ม | ผ่าตัด |
| การให้ยาสลบ | ไม่จำเป็น | ยาชาเฉพาะที่ | หลับลึกหรือดมยาสลบ |
| ระยะพักฟื้น | แทบไม่มี | บวมอยู่หลายวัน | 1 ถึง 2 สัปดาห์ |
| ไขมันที่ลดลง | ประมาณ 20% ต่อจุด | ลดทีละน้อยแบบทำซ้ำ | ลดปริมาณมากในครั้งเดียว |
| ช่วงเห็นผล | 2 ถึง 4 เดือน | ต้องทำหลายครั้ง | เห็นผลทันทีหลังผ่าตัด |
ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทุกคน ถ้าอยากปรับสัดส่วนแบบเบาๆ โดยไม่ต้องพักฟื้น CoolSculpting เหมาะกับคุณ ถ้าอยากจัดการจุดเล็กๆ อย่างละเอียด การฉีดสลายไขมันตอบโจทย์กว่า ส่วนใครที่อยากลดปริมาณมากในครั้งเดียว การดูดไขมันเหมาะสมกว่า เลือกให้เข้ากับบริเวณที่ต้องการและระดับผลลัพธ์ที่คาดหวังได้เลย

มีข่าวว่าไขมันอาจเพิ่มขึ้นแทนที่จะลด จริงไหม
เวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับ CoolSculpting หลายคนคงเคยได้ยินว่าไขมันอาจเพิ่มขึ้นแทนที่จะลด และเรื่องนี้เป็นความจริง เพราะในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก บริเวณที่แช่แข็งเพื่อลดไขมันกลับนูนขึ้นมาแทน มักปรากฏขึ้นหลังทำไปแล้วหลายเดือน โดยจะคลำเจอก้อนไขมันที่แข็งขึ้นในบริเวณนั้น ในทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า paradoxical adipose hyperplasia หรือภาวะไขมันเพิ่มขึ้นผิดปกติ ตรงตัวคือไขมันเพิ่มขึ้นสวนทางกับที่คาดหวังไว้ แต่สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีคำตอบชัดเจน
ข่าวดีคือผลข้างเคียงนี้พบได้น้อยมากจริงๆ จากการสำรวจขนาดใหญ่ พบอัตราเกิดอยู่ที่ประมาณ 0.2% เท่านั้น หรือน้อยกว่า 1 ใน 100 คน แต่มีจุดที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ภาวะนี้เกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด จากการสำรวจครั้งหนึ่ง ผู้ชายมีสัดส่วนเพียง 15% ของผู้เข้ารับการรักษาทั้งหมด แต่กลับเป็นถึง 55% ของผู้ที่เกิดภาวะนี้ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่ง
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น อัตราการเกิดภาวะนี้ก็ลดลงตามไปด้วย มีรายงานว่าหลังจากเครื่องรุ่นใหม่ออกมา อัตราการเกิดลดลงกว่า 75% เมื่อเทียบกับเครื่องรุ่นก่อน แต่ถึงจะลดลงมากก็ยังไม่เท่ากับศูนย์ จึงควรรู้ข้อมูลนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนตัดสินใจทำ
ถึงแม้จะเกิดภาวะนี้ขึ้นจริง ก็ยังมีวิธีแก้ไขได้ ก้อนไขมันที่เกิดขึ้นจะไม่หายไปเอง แต่สามารถจัดการได้ในภายหลังด้วยวิธีอย่างการดูดไขมัน หากเลือกคลินิกที่อธิบายความเป็นไปได้นี้ให้ฟังก่อนทำ และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ต่อให้เกิดกรณีที่พบได้น้อยนี้ขึ้นจริง ก็รับมือได้อย่างใจเย็น

แล้วใครเหมาะกับหัตถการนี้
CoolSculpting เหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่กังวลกับไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น เอว หน้าท้องส่วนล่าง หรือต้นขาด้านใน เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากปรับสัดส่วนโดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น ระหว่างทำสามารถพักผ่อนได้สบายๆ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังทำเสร็จ ถือเป็นข้อดีที่โดดเด่นมาก
ควรตั้งความหวังไว้ในเชิงบวกแต่สมเหตุสมผล เพราะนี่ไม่ใช่หัตถการที่จะเปลี่ยนรูปร่างทั้งตัวในครั้งเดียว แต่เป็นการค่อยๆ ลดไขมันทีละจุดเพื่อปรับเส้นสายให้ดูดีขึ้น ถ้ามีหลายจุดที่กังวลหรือต้องการลดไขมันปริมาณมาก วิธีอื่นอาจเหมาะกว่า ลองปรึกษาแพทย์ถึงระดับผลลัพธ์ที่ต้องการ จะช่วยให้เลือกแนวทางที่ใช่ได้ง่ายขึ้น
การดูแลตัวเองหลังทำก็มีผลต่อผลลัพธ์ไม่น้อย เซลล์ไขมันที่ถูกแช่แข็งไปแล้วจะไม่กลับมาอีก แต่ถ้าน้ำหนักขึ้นหลังทำ เซลล์ไขมันที่เหลือก็จะขยายจนบดบังผลลัพธ์ได้เช่นกัน ถ้าคุมอาหารและออกกำลังกายให้น้ำหนักคงที่หลังทำ ก็จะรักษาเส้นสายที่เก็บทรงไว้ได้นานขึ้น
CoolSculpting เหมาะกับคนที่อยากปรับจุดที่ไขมันไม่ยอมลดง่ายๆ แบบไม่ต้องกังวลมาก ถ้าต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ไม่กลับมาอีก และมีเวลารอผลได้สัก 2 ถึง 3 เดือน ก็เป็นทางเลือกที่น่าพิจารณา ลองพิจารณาบริเวณและสภาพไขมันของตัวเอง แล้วปรึกษาคลินิกที่มีประสบการณ์ ก็จะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจตามที่ต้องการ
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ผลลัพธ์และความยาวคลื่นตามสี จำนวนครั้งที่ต้องทำ ไปจนถึงวิธีดูแลภาวะสีเข้มผิดปกติในรอยสักคิ้วถาวร
สรุปง่ายๆ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริงว่าเลเซอร์ลบรอยสักสลายหมึกอย่างไร ทำไมสีดำ แดง เขียว ต้องใช้ความยาวคลื่นต่างกัน รอยสักแต่ละแบบต้องทำกี่ครั้ง และทำไมคิ้วสักถาวรสีอ่อนถึงกลับกลายเป็นสีเข้มขึ้นผิดปกติได้
By Dr. Kim

คางสองชั้นต้องวินิจฉัยสาเหตุก่อน เกณฑ์และแนวทางเลือกหัตถการให้เหมาะกับชนิดไขมันและชนิดผิวหย่อนคล้อย
สรุปด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริงว่าคางสองชั้นที่เกิดจากไขมันกับที่เกิดจากผิวและพังผืดหย่อนคล้อยนั้น ควรเลือกฉีดสลายไขมัน คลื่นวิทยุอย่าง INMODE ร้อยไหม หรือ HIFU แบบไหนก่อน พร้อมอธิบายว่าทำไมการวินิจฉัยสาเหตุจึงสำคัญเป็นอันดับแรก
By Dr. Kim

เลเซอร์รักษาผิวหน้าแดง รอยแดงและเส้นเลือดฝอยต้องใช้เครื่องหลอดเลือดแบบไหน กี่ครั้งถึงจะจางลง
อธิบายง่ายๆ ว่าทำไมผิวหน้าถึงแดง เลเซอร์หลอดเลือดอย่าง Vbeam, Excel V, IPL และ Nd:YAG แต่ละแบบเก่งเรื่องอะไร ควรเลือกเครื่องไหนตามชนิดของรอยแดง ต้องทำกี่ครั้งและดาวน์ไทม์เป็นอย่างไร รวมถึงสิ่งที่เลเซอร์ทำไม่ได้ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee