prettytime
Skincare

ทำไมเรตินอลทาผิวถึงช่วยได้ทั้งริ้วรอยและสิว แต่ทำไมช่วงแรกผิวกลับแดงลอกหนัก

By Dr. Kim2 min read

หลายคนคงเคยเห็นชื่อ retinol อยู่ในรายการส่วนผสมบนฉลากผลิตภัณฑ์มาบ้าง ทั้งในครีมลดริ้วรอยและในยาทาแก้สิว การที่ส่วนผสมตัวเดียวถูกใช้แก้ปัญหาผิวสองแบบที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยแบบนี้ อาจทำให้หลายคนสงสัยว่ามันทำงานอย่างไรกันแน่

แต่พอลองทาจริง ช่วง 3 ถึง 7 วันแรกผิวมักจะแดงและลอกเป็นขุยขาวแทนที่จะดีขึ้น ทั้งที่ตั้งใจทาเพื่อให้ผิวดีขึ้น แล้วทำไมถึงต้องแย่ลงก่อน บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นว่าเบื้องหลังจริง ๆ เกิดอะไรขึ้น

retinol ทำหน้าที่อะไรในผิวของเรา?

retinol เป็นชื่อเรียกรวมของสารกลุ่มวิตามิน A ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เรียกกันว่ากลุ่ม retinoid ซึ่งรวมถึง retinol, retinal (retinaldehyde) และ tretinoin (retinoic acid) ทั้งสามตัวนี้เมื่อซึมเข้าสู่ผิวแล้วต้องถูกเปลี่ยนรูปเป็น retinoic acid ในที่สุดจึงจะออกฤทธิ์ได้จริง

retinol ต้องผ่านการเปลี่ยนรูปในเซลล์ 2 ขั้นตอนกว่าจะกลายเป็น retinoic acid ส่วน retinal ผ่านเพียง 1 ขั้นตอน ในขณะที่ tretinoin เป็นรูปแบบสุดท้ายที่พร้อมออกฤทธิ์อยู่แล้ว ยิ่งผ่านขั้นตอนน้อยเท่าไร ฤทธิ์ก็ยิ่งเร็วและแรงขึ้นเท่านั้น แต่ก็ยิ่งระคายเคืองมากขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ tretinoin ต้องใช้ตามใบสั่งแพทย์ ในขณะที่ retinol เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางทั่วไปที่อ่อนโยนกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเริ่มทา tretinoin ทุกวันตั้งแต่แรก ผิวจะรู้สึกระคายเคืองมากกว่าการใช้ retinol อย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นเพราะจำนวนขั้นตอนการเปลี่ยนรูปที่ต่างกันนี่เอง

กลไกที่เร่งการผลัดเซลล์ผิวทำงานอย่างไร?

เมื่อ retinoic acid เข้าไปในเซลล์ผิว มันจะจับกับโปรตีนตัวรับที่ชื่อ RAR (retinoic acid receptor) ซึ่งอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ ตัวรับนี้ทำงานคล้ายสวิตช์ในเซลล์ เมื่อ retinoic acid มาจับ ยีนที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัวของเซลล์ก็จะถูกเปิดขึ้น

ผลที่ตามมาคือ ชั้นล่างสุดของผิวหรือชั้นเบซัล (basal layer) จะสร้างเซลล์ใหม่ได้เร็วขึ้น ส่วนเซลล์ผิวเก่าที่อยู่ชั้นบนสุดก็หลุดลอกเร็วขึ้นตามไปด้วย ลองนึกภาพสายพานลำเลียงที่ถูกเร่งความเร็วดูก็ได้ เมื่อสายพานหมุนเร็วขึ้น ชิ้นส่วนเก่าก็ถูกเคลื่อนออกเร็วขึ้น และชิ้นส่วนใหม่ก็เข้ามาแทนที่ได้เร็วขึ้นเช่นกัน ปกติแล้วการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติใช้เวลาเกือบ 1 เดือน แต่เมื่อทา retinoid ความเร็วนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ด้วยกลไกนี้ เซลล์ผิวเก่าที่สะสมเม็ดสีและเศษเคราตินที่อุดตันรูขุมขนจึงถูกแทนที่เร็วกว่าปกติ นี่คือเหตุผลที่ retinoid ถูกใช้รักษาสิวด้วย เพราะสิวเกิดจากรูขุมขนที่แคบลงจากเคราตินสะสมจนไขมันในต่อมไขมันถูกกักไว้ข้างใน เมื่อการผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้น ความเร็วในการอุดตันรูขุมขนก็ลดลงตามไปด้วย

กลไกที่กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนมากขึ้นทำงานอย่างไร?

ผลลัพธ์ด้านการลดริ้วรอยมาจากเส้นทางที่ต่างออกไปจากการผลัดเซลล์ผิว retinoic acid ทำงานสองอย่างพร้อมกันในชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ผิว

อย่างแรกคือ มันยับยั้งการสร้าง MMP ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่คอยตัดคอลลาเจน ลองนึกภาพว่ามันเหมือนกรรไกรตัดคอลลาเจนก็ได้ เมื่อโดนแดดบ่อยหรืออายุมากขึ้น กรรไกรตัวนี้จะทำงานมากขึ้นและตัดคอลลาเจนให้ขาดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่ retinoic acid จะลดการสร้างกรรไกรตั้งแต่ต้น ทำให้คอลลาเจนถูกทำลายน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น ผิวที่โดนแดดสะสมมานาน กรรไกรตัวนี้จะยิ่งทำงานหนักและตัดคอลลาเจนต่อเนื่อง แต่เมื่อทา retinoid อย่างสม่ำเสมอ การทำงานของกรรไกรจะลดลง จนความเร็วในการสร้างคอลลาเจนแซงหน้าความเร็วในการถูกทำลาย

อย่างที่สองคือ มันกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้โดยตรง ให้ผลิตคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเป็นเส้นใยโปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำยันของผิว มากขึ้น เมื่อลดกรรไกรที่ตัดคอลลาเจนไปพร้อม ๆ กับสร้างเสาค้ำยันเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงก็จะสะสมไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 12 ถึง 24 สัปดาห์นับจากเริ่มทา จนหนังแท้หนาขึ้นและริ้วรอยเล็ก ๆ ตื้นขึ้นตามไปด้วย

ทำไมเริ่มทาช่วงแรกผิวถึงกลับแย่ลง?

นี่คือจุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่เลิกใช้ retinoid ไปกลางคัน สาเหตุเชื่อมโยงโดยตรงกับความเร็วของการผลัดเซลล์ผิวที่อธิบายไปข้างต้น

เมื่อการผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน ชั้นเคราตินบนผิว (stratum corneum) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสิ่งระคายเคืองจากภายนอกและป้องกันน้ำระเหยออกจากผิว จะหลุดลอกเร็วกว่าที่จะถูกสร้างขึ้นมาทดแทน เมื่อเกราะป้องกันบางลงชั่วคราว น้ำในผิวก็ระเหยง่ายขึ้น และสิ่งระคายเคืองก็แทรกซึมเข้ามาได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย จึงเกิดอาการแดง แสบ และผิวลอกเป็นขุยขาวพร้อมกัน ช่วงนี้มักถูกเรียกว่าช่วงปรับตัวกับ retinoid หรือ retinoid purging ลองนึกภาพการรีโนเวทบ้านที่ต้องลอกวอลเปเปอร์เก่าออกก่อนติดวอลเปเปอร์ใหม่ ในช่วงสั้น ๆ ที่วอลเปเปอร์ใหม่ยังไม่ติด ผนังเปล่าก็จะโผล่ออกมาให้เห็น ผิวในช่วงนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน คือไม่มีเกราะป้องกันคลุมอยู่ชั่วคราว

ในบริเวณที่เป็นสิว จะมีอีกปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน คือสิวอุดตันขนาดเล็กที่กำลังก่อตัวอยู่ใต้ผิวโดยที่ยังมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (microcomedone) จะถูกดันขึ้นมาที่ผิวพร้อมกันเมื่อการผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้น สิวเหล่านี้เป็นสิวที่จะโผล่ขึ้นมาอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว เพียงแค่ถูกเร่งเวลาให้ขึ้นมาเร็วขึ้นเท่านั้น จึงมีข้อมูลว่าในหลายกรณีนี่ไม่ใช่การที่ผิวแย่ลงจริง ๆ แต่เป็นเพียงกระบวนการที่ผ่านไปได้เอง

แล้วต้องรอนานแค่ไหนผิวถึงจะสงบลง?

ผิวมักใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ในการสร้างชั้นเคราตินขึ้นมาใหม่ให้หนาพอกับความเร็วในการผลัดเซลล์ที่เพิ่มขึ้น เมื่อผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ผิวชั้นบนจะปรับตัวเข้ากับความเร็วนั้นได้ อาการระคายเคืองก็จะค่อย ๆ สงบลง ในขณะที่ประโยชน์ด้านการผลัดเซลล์และการสร้างคอลลาเจนยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ เนื่องจากการสร้างชั้นเคราตินใหม่ขึ้นมาหนึ่งชั้นต้องใช้เวลาตามธรรมชาติของมันเอง ไม่ว่าจะรีบร้อนแค่ไหนก็ไม่สามารถเร่งช่วงเวลานี้ให้สั้นลงได้

ปัญหาคือ หลายคนมักเลิกใช้กลางคันก่อนที่จะผ่านช่วงปรับตัวนี้ไปได้ ดังนั้นแทนที่จะเริ่มด้วยความเข้มข้นสูงตั้งแต่แรก การค่อย ๆ ลดการระคายเคืองแล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทีละนิดจึงเป็นวิธีที่จำเป็น

จะปรับผิวให้ชินแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ระคายเคืองได้อย่างไร?

วิธีการต่าง ๆ ด้านล่างนี้ล้วนอยู่บนหลักการเดียวกัน คือทำให้ความเร็วในการหลุดลอกของชั้นเคราตินใกล้เคียงกับความเร็วในการสร้างขึ้นมาใหม่ให้มากที่สุด

  • เริ่มจากความเข้มข้นต่ำก่อนจะดีที่สุด เพราะถ้าใช้ความเข้มข้นสูงตั้งแต่แรก ความเร็วในการหลุดลอกของชั้นเคราตินจะแซงหน้าความเร็วในการสร้างใหม่ไปมาก จนหลายกรณีทำให้การปรับตัวล้มเหลวไปเลย
  • แทนที่จะทาทุกวัน ให้ทาห่างกัน 2 ถึง 3 วันเพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัว ความเร็วของการผลัดเซลล์ผิวควรค่อย ๆ เพิ่มขึ้นแบบราบเรียบ ไม่ใช่พุ่งขึ้นแบบฉับพลัน ชั้นเคราตินจึงจะตามทันได้
  • การทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนแล้วค่อยทา retinoid ทับ (buffering) จะช่วยชะลอการดูดซึม ชั้นมอยส์เจอไรเซอร์ทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันไม่ให้ retinoic acid ซึมลึกเข้าไปในทีเดียว ช่วยลดการระคายเคืองได้มาก
  • ควรทาเฉพาะตอนกลางคืนและใช้ครีมกันแดดในตอนกลางวันควบคู่กัน เพราะชั้นเคราตินที่บางลงจาก retinoid ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น การโดนแดดในตอนกลางวันจึงนำไปสู่การระคายเคืองและรอยดำได้ง่ายขึ้น

หากทำตามทั้ง 4 ข้อนี้ไปพร้อมกัน จะช่วยลดการระคายเคืองให้น้อยที่สุดในขณะที่ยังได้รับประโยชน์เดิมทั้งเรื่องการผลัดเซลล์และการสร้างคอลลาเจนอยู่ครบ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก หากมีอาการแดงหรือลอกเล็กน้อยก็ควรมองว่าเป็นกระบวนการปกติ ไม่จำเป็นต้องฝืนทาทุกวัน เพราะการค่อยเป็นค่อยไปกลับเป็นทางที่พาไปถึงความเข้มข้นและความถี่ที่ตั้งเป้าไว้ได้เร็วกว่าในระยะยาว

เวลาจะเพิ่มความเข้มข้น ก็ไม่ควรกระโดดขึ้นทีละมาก ๆ แต่ให้ผิวปรับตัวกับความเข้มข้นที่ใช้อยู่โดยไม่มีอาการระคายเคืองก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มขึ้นทีละขั้นจะปลอดภัยกว่า เพราะความเร็วของการผลัดเซลล์ผิวไม่ควรเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ชั้นเคราตินจึงจะตามทันการสร้างใหม่ได้ทัน

ใช้ร่วมกับส่วนผสมผลัดผิวหรือลดรอยดำตัวอื่นได้ไหม?

ส่วนผสมที่ระคายเคืองอยู่แล้วในตัวเอง เช่น AHA หรือ BHA (กรดที่ช่วยละลายเคราติน) และ benzoyl peroxide หากทาซ้อนกับ retinoid ในช่วงเวลาเดียวกัน จะทำให้ชั้นเคราตินบางลงซ้ำสอง จนอาจเพิ่มการระคายเคืองขึ้นมาก ในช่วงที่ผิวกำลังปรับตัว ควรแยกเวลาการใช้ส่วนผสมเหล่านี้ออกจาก retinoid หรือลดความถี่ในการใช้ลงจะปลอดภัยกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากทา retinoid ตอนกลางคืนแล้วยังใช้โทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิวความเข้มข้นสูงในตอนเช้าอีก ชั้นเคราตินจะบางลงถึงสองครั้งภายในวันเดียว ทำให้การระคายเคืองซ้อนทับกันได้ง่าย

ในทางกลับกัน ส่วนผสมที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว เช่น niacinamide มีรายงานว่าเมื่อใช้ร่วมกับ retinoid จะช่วยลดการระคายเคืองได้ เพราะเมื่อเกราะป้องกันผิวแข็งแรงขึ้น แม้ในช่วงที่ชั้นเคราตินบางลง น้ำก็ระเหยน้อยลงและสิ่งระคายเคืองจากภายนอกก็แทรกซึมเข้ามาได้ยากขึ้น เมื่อผ่านช่วงปรับตัวไปแล้วและผิวเริ่มคงที่ ขอบเขตของส่วนผสมที่จับคู่ใช้ร่วมกันได้ก็จะกว้างขึ้นตามธรรมชาติ

ในช่วงฤดูร้อนที่แดดแรงกว่าปกติ การระคายเคืองจาก retinoid อาจรุนแรงขึ้นกว่าปกติได้ การปรับลดความเข้มข้นหรือความถี่ตามฤดูกาลชั่วคราวก็ช่วยได้เช่นกัน ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีข้อมูลว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้ retinoid ตามใบสั่งแพทย์อย่าง tretinoin และปรึกษาแพทย์ก่อนจะปลอดภัยกว่า

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

แผลเป็นจากไฟไหม้ที่แดงและแข็งอยู่นาน เลเซอร์ปรับผิวให้เรียบได้อย่างไร เริ่มรักษาเมื่อไหร่ดี

แผลเป็นจากไฟไหม้มักแดงและแข็งเป็นพิเศษ เพราะคอลลาเจนที่ซ่อมแซมแผลสะสมโดยไม่ถูกจัดเรียงให้เป็นระเบียบ บทความนี้อธิบายหลักการที่เลเซอร์แบบ fractional และเลเซอร์หลอดเลือดช่วยปรับพื้นผิวและลดรอยแดงของแผลเป็น พร้อมช่วงเวลาที่ควรเริ่มรักษาและจำนวนครั้งที่เหมาะสม

By Dr. Kim

Skincare

ตุ่มหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขา Keratosis Pilaris วิธีดูแลด้วยสารขจัดขุยและเลเซอร์ กับเหตุผลที่รักษาให้หายขาดได้ยาก

ผิวขรุขระคล้ายหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขาหรือที่เรียกกันว่า keratosis pilaris เกิดขึ้นได้อย่างไร บทความนี้พาไปดูตั้งแต่สาเหตุ วิธีเลือกสารขจัดขุยอย่าง urea, salicylic acid และ retinoid ไปจนถึงเลเซอร์ช่วยได้แค่ไหน เพราะนี่ไม่ใช่โรคที่หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นสภาพผิวที่ต้องดูแลต่อเนื่อง เมื่อเข้าใจธรรมชาติของมันแล้วก็จะมองเห็นวิธีจัดการได้ชัดเจนขึ้น

By Dr. Kim

Lifting

ทำไมโอนดาใช้คลื่นไมโครเวฟจัดการทั้งไขมันและผิวหย่อนคล้อยได้ในครั้งเดียว พร้อมผลลัพธ์แยกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

โอนดาคือเครื่องที่ใช้คลื่นไมโครเวฟ หลักการเดียวกับเตาไมโครเวฟ ให้ความร้อนกับผิวชั้นลึกเพื่อทำงานกับทั้งเซลล์ไขมันและคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้จะอธิบายง่ายๆ ว่าทำไมคลื่นไมโครเวฟถึงแทรกลึกไปถึงชั้นไขมันได้ และทำไมการลดไขมันกับการกระชับผิวถึงเกิดขึ้นพร้อมกันในการรักษาครั้งเดียว

By Dr. Kim

Back to articles