แผลเป็นจากไฟไหม้ที่แดงและแข็งอยู่นาน เลเซอร์ปรับผิวให้เรียบได้อย่างไร เริ่มรักษาเมื่อไหร่ดี
By Dr. Kim1 min read

เมื่อผิวถูกไฟไหม้รุนแรง แผลย่อมหายในที่สุด แต่หลายครั้งผิวบริเวณนั้นไม่กลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิม กลับนูนแดงและแข็งค้างอยู่นาน 6 เดือน บางรายรุนแรงถึงขั้นนานกว่า 2 ปี ทำไมรอยแผลจากไฟไหม้ถึงดื้อรั้นอยู่แบบนี้
คำตอบอยู่ที่กระบวนการซ่อมแซมแผลของร่างกายเอง และช่วงหลังการรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อปรับผิวที่แข็งกร้านให้นุ่มขึ้นก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่สาเหตุที่แผลเป็นเกิดขึ้นแบบนี้ ไปจนถึงกลไกที่เลเซอร์ใช้ปรับเปลี่ยนพื้นผิวของแผลเป็น
ทำไมแผลเป็นจากไฟไหม้ถึงแดงและแข็งเป็นพิเศษ?
เมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมบริเวณนั้น คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาโครงสร้างที่ค้ำยันผิวหนังไว้ ถ้าแผลตื้น ร่างกายก็จะสร้างเสาเหล่านี้ขึ้นมาเท่าที่จำเป็นแล้วก็หยุด
แต่แผลไฟไหม้ต่างออกไป เพราะความเสียหายลึกและกว้าง ร่างกายจึงรู้สึกเหมือนอยู่ในภาวะฉุกเฉินและเร่งผลิตคอลลาเจนออกมาปริมาณมากอย่างรวดเร็ว ปัญหาคือคอลลาเจนที่ผลิตออกมาเร็วเกินไปนี้ไม่ได้เรียงตัวเป็นระเบียบ แต่พันกันยุ่งเหยิงเหมือนเส้นด้ายที่พันกันเป็นก้อน จุดที่คอลลาเจนพันกันหนาแน่นจนนูนแข็งขึ้นมานี่เองที่เรียกว่าแผลเป็นนูน (hypertrophic scar คือแผลเป็นที่นูนหนาขึ้นมาบริเวณบาดแผล)
ส่วนรอยแดงนั้นมาจากอีกสาเหตุหนึ่ง ระหว่างที่แผลกำลังซ่อมแซม เส้นเลือดใหม่จะงอกขึ้นมาจำนวนมากในบริเวณนั้น เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่พยายามลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน เมื่อเส้นเลือดเหล่านี้อยู่ใกล้ผิวหนังชั้นบนมากเกินไป แผลเป็นจึงมองเห็นเป็นสีแดงอยู่นาน
ทำไมคอลลาเจนถึงไม่ถูกจัดระเบียบและสะสมต่อไปเรื่อย ๆ?
ถ้าเป็นแผลปกติ เมื่อคอลลาเจนสะสมได้เพียงพอแล้ว เอนไซม์ที่ชื่อ MMP (matrix metalloproteinase คือเอนไซม์ที่ตัดคอลลาเจนส่วนเกินทิ้ง) จะทำหน้าที่เหมือนกรรไกรตัดส่วนที่เกินออกไป เปรียบเสมือนช่างที่สร้างเสาโครงสร้างกับกรรไกรที่ตัดส่วนเสาที่ไม่จำเป็นทิ้ง ทำงานคู่กันเพื่อรักษาสมดุล
แต่เมื่อความเสียหายรุนแรงอย่างแผลไฟไหม้ กรรไกรตัดนี้ตามงานไม่ทัน อัตราการสร้างคอลลาเจนแซงหน้าอัตราการตัดทิ้งอยู่ตลอด คอลลาเจนที่ไม่ถูกจัดระเบียบจึงกองสะสมอยู่ในบริเวณนั้น ผลลัพธ์คือแผลเป็นที่หนาและแข็งอยู่นาน
เมื่อเวลาผ่านไป แผลเป็นนี้จะยิ่งแข็งขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกลุ่มคอลลาเจนที่พันกันไม่มีทิศทางแน่นอน ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นตามธรรมชาติ หากอยู่บริเวณรอบข้อต่อ อาจนำไปสู่ภาวะหดรั้ง (contracture คือภาวะที่ผิวหนังตึงจนจำกัดการเคลื่อนไหว)
เลเซอร์แบบ fractional ช่วยปรับพื้นผิวแผลเป็นให้เรียบได้อย่างไร?
เลเซอร์แบบ fractional (fractional laser คือวิธียิงแสงเลเซอร์เป็นจุดเล็ก ๆ ถี่ ๆ) ไม่ได้ยิงเผาผิวทั้งหมดในคราวเดียว แต่จะสร้างรูจิ๋วเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายทั่วบริเวณ คล้ายกับการเจาะรูถี่ ๆ ลงบนก้อนแป้งที่จับตัวเป็นก้อนแข็ง เพื่อให้กลับมานวดใหม่ได้อีกครั้ง
บริเวณที่ถูกสร้างความเสียหายเล็ก ๆ อย่างตั้งใจนี้ ร่างกายจะเริ่มกระบวนการสร้างใหม่อีกครั้ง คราวนี้คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะไม่พันกันเร่งรีบเหมือนตอนแผลไฟไหม้แรกเกิด แต่จะเรียงตัวไปในทิศทางที่ค่อนข้างเป็นระเบียบมากขึ้น กลุ่มคอลลาเจนเดิมที่พันกันยุ่งเหยิงก็ถูกจัดเรียงใหม่ไปพร้อมกันในกระบวนการนี้ ทำให้พื้นผิวแผลเป็นที่ขรุขระค่อย ๆ เรียบขึ้นและนุ่มขึ้น
เลเซอร์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ablative (ทำลายผิวชั้นบนออกไปด้วย เช่น CO2 หรือ Er:YAG) และ non-ablative (คงผิวชั้นบนไว้ ให้ความร้อนแค่ชั้นล่าง) แบบ ablative ให้ผลลัพธ์ชัดเจนแต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า ส่วนแบบ non-ablative พักฟื้นสั้นกว่า แต่มักต้องรักษา 5 ถึง 8 ครั้ง แพทย์จะเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งหรือใช้ร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความหนา ตำแหน่งของแผลเป็น และระยะเวลาที่พักฟื้นได้
เลเซอร์หลอดเลือดช่วยลดรอยแดงด้วยหลักการอะไร?
การปรับพื้นผิวกับการลดรอยแดงเป็นคนละเรื่องกัน เพราะพื้นผิวที่ขรุขระเกิดจากการเรียงตัวของคอลลาเจน ส่วนรอยแดงเกิดจากเส้นเลือดที่รวมตัวกันอยู่ด้านล่าง ดังนั้นสำหรับรอยแดง แพทย์จึงใช้เลเซอร์อีกชนิดที่เจาะจงไปที่เส้นเลือดโดยตรง
ตัวแทนสำคัญคือ pulsed dye laser (เลเซอร์ที่ยิงแสงความยาวคลื่นซึ่งถูกดูดซับได้ดีโดยฮีโมโกลบินในเส้นเลือด) เลเซอร์ชนิดนี้ใช้แสงที่ความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจงกับฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นเม็ดสีแดงในเลือด เมื่อแสงผ่านผิวหนังเข้าไป จะแทบไม่กระทบเนื้อเยื่อรอบข้าง แต่ฮีโมโกลบินในเส้นเลือดจะดูดซับความร้อนจนเส้นเลือดนั้นถูกปิดตัวลง
หลักการนี้เรียกว่าการทำลายด้วยแสงและความร้อนแบบเลือกเป้าหมาย (selective photothermolysis คือการเลือกทำลายเฉพาะเป้าหมายที่ต้องการด้วยความร้อน) เปรียบเหมือนนักแม่นปืนที่ยิงโดนแค่เป้าหมายที่เล็งไว้ ไม่กระทบสิ่งอื่นรอบข้าง ด้วยหลักการนี้ เส้นเลือดผิดปกติที่รวมตัวอยู่บนพื้นผิวแผลเป็นจะค่อย ๆ ลดลง แผลเป็นที่เคยแดงจึงค่อย ๆ ใกล้เคียงสีผิวเดิมมากขึ้น
ควรเริ่มรักษาตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?
แต่ก่อนแพทย์ส่วนใหญ่มักรอให้แผลหายสนิทและสีกับความหนาคงที่ระดับหนึ่งก่อนถึงจะเริ่มเลเซอร์ แต่ระยะหลังแนวทางการเริ่มรักษาแต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่ช่วงที่แผลเป็นยังแดงและกำลังหนาขึ้น คือเริ่มตั้งแต่แผลปิดสนิทไปจนถึงภายใน 2 ถึง 6 เดือนหลังจากนั้น กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
เหตุผลคือมีรายงานว่าการเข้าไปแทรกแซงตั้งแต่ช่วงที่คอลลาเจนกำลังสะสมอยู่ จะปรับพื้นผิวได้ง่ายกว่าการรอให้แผลเป็นแข็งตัวเต็มที่แล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง แต่ถ้าแผลยังปิดไม่สนิทก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จึงต้องรอให้ผิวหนังด้านบนหายดีก่อนจึงเริ่มการรักษาได้
ต้องรักษากี่ครั้ง และต้องพิจารณาอะไรบ้าง?
- ความหนาและขนาดของแผลเป็น: แผลเป็นที่บางและแคบใช้จำนวนครั้งน้อยก็เรียบขึ้นได้ แต่บริเวณที่กว้างและหนามีคอลลาเจนสะสมมาก จึงต้องแบ่งรักษา 5 ถึง 8 ครั้ง
- ระยะห่างระหว่างการรักษา: โดยทั่วไปเว้นระยะ 4 ถึง 6 สัปดาห์ เพราะหลังกระตุ้นด้วยเลเซอร์ คอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลาประมาณนี้ในการจัดเรียงตัวใหม่ หากทำถี่เกินไป ผิวจะไม่มีเวลาฟื้นตัวเพียงพอ
- จำนวนครั้งทั้งหมด: มักกำหนดพื้นฐานไว้ที่ 3 ถึง 6 ครั้งขึ้นไป เพราะคอลลาเจนที่พันกันไม่สามารถถูกจัดระเบียบได้ในครั้งเดียว แต่จะค่อย ๆ เรียบขึ้นทีละนิดในแต่ละครั้ง
- สีผิวและตำแหน่งของแผลไฟไหม้: ยิ่งผิวเข้มมากเท่าไหร่ ความร้อนจากเลเซอร์ยิ่งมีโอกาสทำปฏิกิริยากับเม็ดสีจนเกิดรอยดำคล้ำได้ จึงต้องปรับความยาวคลื่นและกำลังไฟอย่างระมัดระวัง ส่วนบริเวณที่เคลื่อนไหวบ่อยอย่างมือหรือข้อต่อ มักเริ่มรักษาเร็วกว่าและรักษาอย่างจริงจังกว่า เพื่อป้องกันภาวะหดรั้ง
เนื่องจากเลเซอร์แบบ fractional กับเลเซอร์หลอดเลือดแก้ปัญหาคนละด้าน จึงมักใช้ร่วมกันในการรักษา โดยแบ่งบทบาทกันชัดเจน ฝ่ายหนึ่งดูแลพื้นผิวและความหนา อีกฝ่ายดูแลรอยแดง
ต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง?
หลังทำเลเซอร์อาจมีอาการบวมและแดงนาน 3 ถึง 7 วัน และหากใช้แบบ ablative จะต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 7 ถึง 14 วันสำหรับสะเก็ดแผลที่ตกลงมาเอง ในช่วงนี้ต้องกันแดดอย่างเคร่งครัด เพราะผิวที่กำลังฟื้นตัวใหม่ไวต่อการกระตุ้น และเกิดรอยดำคล้ำได้ง่าย
นอกจากนี้ แผลเป็นจากไฟไหม้มักไม่หายไปทั้งหมดในการรักษาครั้งเดียว แต่จะค่อย ๆ จางลงและนุ่มขึ้นตลอดการรักษา 3 ถึง 6 ครั้งขึ้นไป การวางแผนการรักษาโดยพิจารณาสภาพแผลเป็น ตำแหน่ง และชนิดผิวอย่างครบถ้วนจึงสำคัญ และควรปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์รักษาแผลเป็นจากไฟไหม้เพื่อปรับจังหวะการรักษาให้เหมาะสมและปลอดภัย
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

เลเซอร์ CO2 Fractional เจาะรูจิ๋วบนผิว หลักการเติมเต็มรอยแผลเป็นและรูขุมขน พร้อมระยะเวลาพักฟื้น
เลเซอร์ CO2 แบบ Fractional ไม่ได้ยิงทั่วทั้งหน้า แต่เจาะรูเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ เท่านั้น บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมรูจิ๋วเหล่านั้นถึงกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างใหม่จนเติมเต็มรอยแผลเป็นและรูขุมขน ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน และควรทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล
By Dr. Kim

หลักการที่ไนอาซินาไมด์ช่วยลดเม็ดสีและเสริมเกราะผิวไปพร้อมกัน พร้อมสรุปความเข้มข้นที่เหมาะสม
ไนอาซินาไมด์เป็นส่วนผสมที่ช่วยชะลอเส้นทางการส่งต่อเมลานินจนสีผิวหมองคล้ำจางลง พร้อมทั้งช่วยให้ผิวสร้างเซราไมด์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเกราะผิวได้มากขึ้น ทำให้ผื่นแดงและอาการผิวบอบบางลดลงไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายง่ายๆ ว่ากลไกทั้งสองเส้นทางนี้เชื่อมโยงกันอย่างไร และความเข้มข้นที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไร
By Dr. Lee

หลักการที่ฟิลเลอร์เอลันเซ่ พีซีแอล สร้างวอลลุ่มและกระตุ้นคอลลาเจนได้พร้อมกัน กับระยะเวลาที่อยู่ได้นาน
เอลันเซ่เป็นฟิลเลอร์สองขั้นตอน ระหว่างที่เจลเติมวอลลุ่มทันที อนุภาค PCL ที่อยู่ข้างในจะค่อย ๆ เรียกคอลลาเจนของตัวเองให้มาสร้างใหม่ บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมกลไกนี้ถึงเป็นไปได้ และทำไมแต่ละรุ่นถึงอยู่ได้นานไม่เท่ากัน
By Dr. Kim