Restylane ฟิลเลอร์มีกี่ชนิด Lyft Defyne Refyne Kysse ต่างกันยังไง และควรเลือกตัวไหน?
By Dr. Lee2 min read

ถ้าเคยหาข้อมูลเรื่องฟิลเลอร์ คงเจอชื่อ Restylane บ่อย แต่พอเห็นชื่อท้ายอย่าง Lyft, Defyne, Refyne, Kysse ก็อาจงงว่าแต่ละตัวต่างกันยังไง และตัวเองควรเลือกอันไหน ยิ่งบางคนบอกว่า Restylane ตัวเดียวกันแต่บางตัวแข็งบางตัวนุ่ม ยิ่งทำให้สับสนมากขึ้นไปอีก
ขอตอบตรงๆ ก่อนเลย Restylane ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียว แต่เป็นชื่อกลุ่มฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก (HA) ที่แบ่งออกเป็น 2 สาย คือ NASHA ที่แข็งแน่น และ OBT ที่นุ่มยืดหยุ่น ว่าจะเสริมส่วนไหน รองรับหรือเคลื่อนไหวตามสีหน้า ก็เลือกผลิตภัณฑ์ต่างกัน ด้านล่างนี้จะอธิบายความต่างของสองเทคโนโลยี ชนิดต่างๆ รวมถึงผลลัพธ์ ระยะเวลาที่อยู่ได้ และผลข้างเคียง

Restylane คือฟิลเลอร์อะไร?
Restylane คือฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก (HA) ที่เริ่มต้นจากสวีเดน และปัจจุบันผลิตโดย Galderma กรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารที่มีอยู่ในผิวหนังของเราตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ดูดซับน้ำเพื่อให้ผิวอิ่มฟูและชุ่มชื้น Restylane ผลิต HA จากกระบวนการหมัก ไม่ได้สกัดจากสัตว์ แล้วนำมาแปรรูปเป็นเจลฉีดเข้าไปเพื่อเติมปริมาตรในบริเวณที่ยุบทันที เห็นผลในวันเดียวกับที่ทำ
Restylane ถือเป็นฟิลเลอร์ HA รุ่นเก่าแก่ที่สุดรุ่นหนึ่ง จึงมีข้อมูลทางคลินิกสะสมมากและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง จุดสำคัญที่ควรรู้ไว้คือ Restylane เป็นฟิลเลอร์ HA ดังนั้นถ้าไม่พอใจผลลัพธ์หรือเกิดปัญหา แพทย์สามารถฉีด hyaluronidase (ไฮยาลูโรนิเดส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลาย HA) เพื่อละลายฟิลเลอร์ออกได้ ความสามารถในการย้อนกลับนี้คือมาตรการความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของฟิลเลอร์ HA และ Restylane ต่างจาก Sculptra หรือ Radiesse ตรงที่เติมปริมาตรได้ทันที ไม่ได้กระตุ้นคอลลาเจนใหม่อย่างช้าๆ ชนิดดูเยอะ แต่พอรู้จักแบ่งสายก็เลือกง่ายขึ้นมากทันที

สองเทคโนโลยี NASHA และ OBT
อยากเข้าใจ Restylane จริงๆ ต้องรู้จักสองเทคโนโลยีก่อน ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Restylane ผลิตด้วย NASHA หรือ OBT อย่างใดอย่างหนึ่ง และทั้งสองมีลักษณะที่ต่างกันอย่างชัดเจน
NASHA คือเทคโนโลยีที่ทำให้เจลแข็งแน่นและคงรูป อนุภาคมีความชัดเจนและคงรูปร่างได้ดี เหมาะกับบริเวณที่ต้องรองรับน้ำหนักและเสริมโครงสร้าง เช่น โหนกแก้มที่ต้องการเติมปริมาตรและดึงรูปหน้า ส่วน OBT ที่บริษัทเรียกอีกชื่อว่า XpresHAn Technology ทำให้เจลนุ่มและยืดหยุ่น ยืดและกระจายตัวได้ดี จึงเคลื่อนไหวตามสีหน้าได้เป็นธรรมชาติ เหมาะกับบริเวณที่เคลื่อนไหวมาก เช่น รอบปาก ร่องแก้ม เพราะแม้ยิ้มก็ไม่เป็นก้อนแปลกๆ
พูดง่ายๆ คือ NASHA เหมาะรองรับโครงสร้าง ส่วน OBT เหมาะกลมกลืนกับสีหน้า ไม่ใช่ว่าตัวไหนดีกว่า แต่ขึ้นอยู่กับว่าบริเวณนั้นต้องการรองรับน้ำหนักหรือต้องการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ พอเข้าใจแบ่งสายนี้แล้ว ชื่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้านล่างก็จะเข้าใจง่ายขึ้นทันที

แต่ละชนิดต่างกันยังไง?
5 ชนิดที่ใช้บ่อยสรุปเป็นตารางได้ดังนี้
| ผลิตภัณฑ์ | เทคโนโลยี | ลักษณะเจล | บริเวณที่ใช้หลัก |
|---|---|---|---|
| Restylane Lyft | NASHA | แข็งแน่น รองรับดีมาก | โหนกแก้ม เสริมปริมาตร ร่องแก้ม |
| Restylane Defyne | OBT | แน่นแต่ยืดหยุ่น | ร่องแก้มลึก รอบปาก |
| Restylane Refyne | OBT | นุ่มและยืดหยุ่น | ร่องแก้มตื้น บริเวณที่เคลื่อนไหวตามสีหน้า |
| Restylane Kysse | OBT | นุ่มและยืดหยุ่นมีสปริง | ริมฝีปาก |
| Restylane Contour | OBT | ปริมาตรที่ยืดหยุ่น | โหนกแก้ม กลางใบหน้า ขมับ |
จากตาราง จะเห็นว่ามีเพียง Lyft เท่านั้นที่ใช้ NASHA เพื่อรองรับโครงสร้าง ส่วน Defyne, Refyne, Kysse และ Contour ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติในการเคลื่อนไหวทั้งหมดใช้ OBT Lyft ใช้เติมปริมาตรโหนกแก้มที่ยุบและรองรับร่องแก้ม Defyne กับ Refyne ทั้งคู่ใช้กับร่องแก้มเหมือนกัน แต่ถ้าร่องลึกใช้ Defyne ที่แน่นกว่า ถ้าร่องตื้นและสีหน้าสำคัญใช้ Refyne ที่นุ่มกว่า Kysse เป็นตัวเฉพาะสำหรับริมฝีปาก ให้ความยืดหยุ่นอ่อนนุ่ม ส่วน Contour ให้ปริมาตรที่ยืดหยุ่นเพื่อเสริมโหนกแก้มและกลางใบหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ย่อยอีก เช่น Silk สำหรับริ้วรอยละเอียดและริมฝีปาก และ Eyelight สำหรับใต้ตา ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบของสองเทคโนโลยีเดิม ดังนั้นแทนที่จะจำชื่อ ให้ถามก่อนว่าบริเวณนั้นต้องรองรับหรือต้องเคลื่อนไหว แล้วเลือกผลิตภัณฑ์กับแพทย์

ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติไหม?
ผลลัพธ์นั้นชัดเจน บริเวณที่ยุบจะถูกเติมและริ้วรอยจะเรียบขึ้นทันทีในวันที่ฉีด รูปลักษณ์สุดท้ายจะนิ่งหลังบวมยุบใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะตัว OBT ที่ออกแบบมาให้เคลื่อนไหวตามสีหน้า จึงไม่ดูแข็งทื่อแม้ยิ้มหรือพูด งานวิจัยพบว่าผู้ที่รับ OBT บริเวณร่องแก้มยังรู้สึกเป็นธรรมชาติแม้ในขณะยิ้ม
อย่างไรก็ตาม ความเป็นธรรมชาติขึ้นอยู่กับปริมาณ เทคนิค และการเลือกผลิตภัณฑ์ ถ้าฉีดมากเกินไปใบหน้าจะดูโป่ง ดีกว่าที่จะฉีดพอเหมาะแล้วเติมเพิ่มทีหลังถ้าต้องการ เพราะการลดปริมาณที่ฉีดไปแล้วให้ดูเป็นธรรมชาติทำได้ยากกว่า ดังนั้นการเริ่มน้อยๆ ไว้ก่อนจึงปลอดภัยกว่า การเลือกเทคโนโลยีให้ตรงกับบริเวณก็สำคัญมาก ถ้าฉีด NASHA ที่แข็งลึกเกินไปในบริเวณที่เคลื่อนไหวอย่างรอบปากก็อาจเป็นก้อนตอนยิ้ม ในทางกลับกัน ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ที่นุ่มเกินกับโหนกแก้มที่ต้องรองรับน้ำหนักก็จะยุบเร็ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือฟิลเลอร์คือการเติมปริมาตร ไม่ใช่การยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ถ้าต้องการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยด้วยฟิลเลอร์อย่างเดียวอาจทำให้ดูหนักมากขึ้นแทน ควรพิจารณาทำควบคู่กับการยกกระชับด้วยวิธีอื่น

ทำยังไง และอยู่ได้นานแค่ไหน?
การทำโดยทั่วไปใช้เวลาสั้น แพทย์จะทาครีมชาหรือใช้สูตรที่ผสม lidocaine เพื่อลดความเจ็บปวด แล้วฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มเล็กหรือ cannula (หัวท่อปลายมน) เข็มให้ความแม่นยำสูง ส่วน cannula เข้าได้ครั้งเดียวแต่ส่งฟิลเลอร์ได้หลายทิศทาง ช่วยลดรอยช้ำและความเสี่ยงต่อหลอดเลือด การทำใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 20 นาทีขึ้นอยู่กับบริเวณ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
ช่วงพักฟื้นเบาค่อนข้างมาก อาจมีรอยแดง บวมเล็กน้อย หรือช้ำหลังทำ แต่ส่วนใหญ่หายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ถ้ากังวลเรื่องรอยช้ำควรเว้นระยะจากนัดสำคัญอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ระยะเวลาที่อยู่ได้แตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์และบริเวณ โดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 6 ถึง 18 เดือน ผลิตภัณฑ์ที่แข็งแน่นและฉีดลึกอย่าง Lyft หรือบริเวณที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวอย่างโหนกแก้มมักอยู่ได้นานกว่า ส่วนบริเวณที่เคลื่อนไหวมากอย่างริมฝีปากหรือรอบปากสลายเร็วกว่า คนที่มีการเผาผลาญสูงก็จะดูดซึมเร็วกว่าเช่นกัน จึงควรมองว่านี่คือการทำซ้ำเพื่อบำรุงรักษา ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ และเมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายควรคิดเป็นค่าดูแลรักษาระยะยาวจะสมจริงกว่า

ผลข้างเคียงและใครเหมาะกับการรักษานี้?
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เล็กน้อย บริเวณที่ฉีดอาจบวม ช้ำ และรู้สึกแข็งสักระยะ แต่มักหายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ บางครั้งอาจคลำได้ก้อนเล็กๆ บริเวณที่ฉีด ส่วนใหญ่หายเองหรือนวดออกได้ ในบางกรณีอาจเกิด nodule ที่ล่าช้าหลังจากทำไปแล้วหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แต่ส่วนใหญ่รักษาหายได้ อย่างไรก็ตาม มีผลข้างเคียงที่รุนแรงที่ต้องรู้ไว้ นั่นคือการที่ฟิลเลอร์เข้าไปในหลอดเลือดและอุดตัน ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังตายหรือในกรณีที่หายากมากอาจถึงขั้นตาบอดได้ บริเวณที่เสี่ยงกว่าคือระหว่างคิ้ว จมูก และใต้ตา เพราะมีหลอดเลือดที่อันตรายวิ่งผ่าน
จึงมีสิ่งสำคัญ 2 อย่าง อย่างแรกต้องรับการรักษาจากแพทย์ที่มีความรู้เรื่องกายวิภาคหลอดเลือด และอย่างที่สองต้องรับการรักษาในสถานที่ที่มี hyaluronidase (ไฮยาลูโรนิเดส) พร้อมสำหรับกรณีฉุกเฉิน เหตุผลที่ Restylane ถือว่าปลอดภัยกว่าฟิลเลอร์ชนิดอื่นก็เพราะ HA สามารถถูกละลายออกได้นี่เอง ผู้ที่ไม่ควรรับการรักษา ได้แก่ สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติแพ้กรดไฮยาลูโรนิก และผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อในบริเวณที่จะฉีด
สรุปคือ Restylane คือฟิลเลอร์ HA ที่ใช้สองเทคโนโลยีแยกกัน คือ NASHA ที่แข็งแน่นสำหรับรองรับโครงสร้าง และ OBT ที่นุ่มยืดหยุ่นสำหรับบริเวณที่ต้องเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติที่สุดเมื่อแพทย์ที่มีประสบการณ์เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับบริเวณและฉีดในปริมาณที่พอดี
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Juvederm ฟิลเลอร์ดียังไง, Voluma Volbella ต่างกันตรงไหน และอยู่ได้นานแค่ไหน?
Juvederm คืออะไร ทำไม Voluma, Volux, Volbella ถึงมีหลายตัวนัก แต่ละตัวใช้กับส่วนไหนและอยู่ได้นานแค่ไหน บทความนี้ตอบจากงานวิจัยจริง ทั้งเรื่องผลลัพธ์ ความเป็นธรรมชาติ ผลข้างเคียง และวิธีแก้ไขถ้ามีปัญหา
By Dr. Lee

Belotero ฟิลเลอร์คืออะไร, Soft Balance Intense Volume ต่างกันตรงไหน และใต้ตาใช้ได้จริงไหม?
Belotero คืออะไร ทำไม Soft, Balance, Intense, Volume ถึงมีหลายตัวนัก แต่ละตัวต่างกันตรงไหนและใช้กับส่วนไหน บทความนี้อธิบายเทคโนโลยี CPM ว่าทำไมถึงเหมาะกับใต้ตา รวมถึงขั้นตอนการทำ ระยะเวลาที่อยู่ได้ ผลข้างเคียง และวิธีแก้ไขถ้ามีปัญหา
By Dr. Kim

Profhilo ฟื้นผิวได้จริงไหม? HA ไบโอรีโมเดลลิ่งต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร
Profhilo คืออะไร ต่างจากฟิลเลอร์และ Rejuran อย่างไร ผลด้านความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นจากข้อมูลคลินิกจริง ผลเริ่มเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน ผลข้างเคียงและความปลอดภัยมีอะไรบ้าง จากมุมมองแพทย์ในห้องตรวจ
By Dr. Lee