Juvederm ฟิลเลอร์ดียังไง, Voluma Volbella ต่างกันตรงไหน และอยู่ได้นานแค่ไหน?
By Dr. Lee2 min read

ถ้าเคยหาข้อมูลเรื่องฟิลเลอร์ คงเคยเจอชื่อ Juvederm บ่อยมาก แต่พอเห็นชื่อท้ายอย่าง Voluma, Volux, Volbella ก็อาจงงว่าแต่ละตัวต่างกันยังไง และตัวเองควรใช้อันไหน
ขอตอบตรงๆ ก่อนเลย Juvederm ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียว แต่เป็นชื่อกลุ่มฟิลเลอร์ที่ทำจากสารตั้งต้นชนิดเดียวกัน คือกรดไฮยาลูโรนิก (HA) โดยแต่ละตัวถูกออกแบบให้มีความแข็งและความลึกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับส่วนต่างๆ ของใบหน้า ตั้งแต่ตัวแข็งสำหรับเติมปริมาตรที่โหนกแก้มหรือคาง ไปจนถึงตัวนุ่มสำหรับริมฝีปากหรือใต้ตา และจุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือถ้าเกิดปัญหาสามารถละลายออกได้ ต่อไปนี้จะไล่อธิบายทีละประเด็น ทั้งชนิด ความแตกต่าง ระยะเวลาที่อยู่ได้ และผลข้างเคียง

Juvederm คือฟิลเลอร์อะไร?
Juvederm คือฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก (HA) ผลิตโดย Allergan บริษัทสัญชาติอเมริกัน กรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารที่มีอยู่ในผิวหนังของเราตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ดูดน้ำเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและอิ่มฟู Juvederm แปรรูป HA นี้ให้เป็นเจล เมื่อฉีดเข้าไปแล้วก็จะเติมปริมาตรในบริเวณที่ต้องการได้ทันที
ถ้าเจาะลึกลงไปอีกนิด จะเห็นจุดเด่นของ Juvederm ชัดขึ้น เนื่องจาก HA บริสุทธิ์ถูกร่างกายย่อยสลายเร็ว จึงต้องใช้สาร BDDE เชื่อมโยงสายโมเลกุล HA เข้าหากัน เรียกว่ากระบวนการ cross-linking ยิ่งเชื่อมโยงแน่น ฟิลเลอร์ก็ยิ่งแข็งและอยู่ได้นานขึ้น Juvederm มีเทคโนโลยี 2 แบบ คือแบบเก่าชื่อ Hylacross และแบบใหม่ชื่อ Vycross ซึ่ง Vycross ผสม HA ขนาดต่างกันเพื่อเชื่อมโยงให้แน่นขึ้น ทำให้บวมน้อยลงและรูปทรงคงอยู่ได้นานกว่า
มีจุดสำคัญที่ต้องรู้ไว้ Juvederm ต่างจากการรักษาที่กระตุ้นคอลลาเจนใหม่อย่าง Sculptra หรือ Radiesse ตรงที่ Juvederm เติมปริมาตรได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ และข้อดีสำคัญอีกอย่างคือสามารถแก้ไขได้ ถ้าไม่พอใจผลลัพธ์หรือเกิดปัญหา แพทย์สามารถฉีด hyaluronidase (ไฮยาลูโรนิเดส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลาย HA) เพื่อละลายฟิลเลอร์ออกได้ ความสามารถในการย้อนกลับนี้ถือเป็นมาตรการความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของฟิลเลอร์ HA

ทำไมถึงมีหลายตัวนัก?
เหตุที่ Juvederm มีหลายตัวเพราะแต่ละบริเวณต้องการสมบัติที่แตกต่างกัน บริเวณที่ต้องรับน้ำหนักและเติมปริมาตรอย่างโหนกแก้มหรือคางต้องการฟิลเลอร์ที่แข็ง ส่วนบริเวณบางและเคลื่อนไหวมากอย่างริมฝีปากหรือใต้ตาต้องการฟิลเลอร์ที่นุ่มกว่า
ดังที่เห็นในกราฟ แต่ละตัวมีความแข็งต่างกัน Volux แข็งที่สุดใช้กับเส้นกรามและคาง Voluma แข็งรองลงมาใช้เติมปริมาตรโหนกแก้ม กระดูกโหนกแก้ม และขมับ Volift ความแข็งปานกลางเหมาะกับร่องแก้มและรอยย่น Volbella นุ่มที่สุดใช้กับริมฝีปาก ใต้ตา และรอยย่นละเอียด นอกจากนี้ยังมี Ultra และ Ultra Plus ที่ใช้มานานแล้ว ส่วนใหญ่สำหรับริมฝีปากและรอยย่น
สรุปง่ายๆ คือยิ่งแข็งยิ่งเหมาะกับการเติมปริมาตรลึก ยิ่งนุ่มยิ่งเหมาะกับการปรับรายละเอียดผิวเผิน ดังนั้นถ้าใช้ฟิลเลอร์ปริมาตรกับริมฝีปากก็จะเป็นก้อน และถ้าใช้ฟิลเลอร์นุ่มกับโหนกแก้มก็จะยุบเร็ว ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับบริเวณและวัตถุประสงค์ นั่นคือเหตุผลที่วิจารณญาณของแพทย์ในการเลือกตัวที่เหมาะสมมีความสำคัญมาก

อยู่ได้นานแค่ไหน?
ฟิลเลอร์ไม่ใช่ถาวร ร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมไปตามเวลา แต่ดังที่เห็นในกราฟ ระยะเวลาแตกต่างกันค่อนข้างมากตามชนิดของผลิตภัณฑ์
ที่อยู่ได้นานที่สุดคือตัวเติมปริมาตร Voluma ในการศึกษาหนึ่งที่ติดตาม 235 คนเป็นเวลา 2 ปี พบว่า 79% ยังคงเห็นผลลัพธ์หลังผ่านไป 2 ปี Volux สำหรับเส้นกรามก็อยู่ได้สูงสุดประมาณ 24 เดือนเช่นกัน Volift สำหรับรอยย่นอยู่ได้ประมาณ 18 เดือน ส่วน Volbella และ Ultra สำหรับริมฝีปากและใต้ตาอยู่ได้ประมาณ 12 เดือน ตัวที่ cross-linking แน่นกว่าจะถูกย่อยสลายช้ากว่า ส่วนตัวที่นุ่มกว่าจะถูกดูดซึมเร็วกว่า
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ใกล้เคียงกับค่าสูงสุด บริเวณที่เคลื่อนไหวมากและคนที่มีการเผาผลาญสูงจะสลายเร็วกว่า ตัวอย่างเช่น ริมฝีปากเคลื่อนไหวตลอดเวลาและมีการหมุนเวียนเลือดดี จึงสลายเร็วกว่าโหนกแก้ม คนที่ออกกำลังกายมากหรือผอมก็มักสลายเร็วกว่าด้วย จึงควรมองว่านี่คือการทำซ้ำเพื่อบำรุงรักษา ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ และเมื่อคำนวณค่าใช้จ่าย ควรคิดเป็นค่าดูแลรักษาทุก 1 ถึง 2 ปีจะสมจริงกว่า

ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติและได้ผลจริงไหม?
ผลลัพธ์นั้นชัดเจน ปริมาตรจะเกิดขึ้นทันทีในวันที่ฉีด และจากการศึกษา Voluma ข้างต้น มากกว่า 90% ของผู้ที่รับการรักษาพอใจกับผล รูปลักษณ์สุดท้ายจะนิ่งหลังบวมยุบในประมาณ 2 สัปดาห์
ความเป็นธรรมชาติขึ้นอยู่กับปริมาณและเทคนิค ถ้าฉีดมากเกินไปใบหน้าจะดูพอง เรียกว่า "overfilled face" ฉีดพอดีๆ ไว้ก่อนแล้วค่อยเติมเพิ่มทีหลังหากจำเป็นจะดีกว่า เพราะเพิ่มทีหลังทำได้ง่าย แต่ลดปริมาณที่ฉีดไปแล้วให้ดูเป็นธรรมชาติทำได้ยากกว่า
บริเวณบางและเคลื่อนไหวมากอย่างริมฝีปากหรือใต้ตามีโอกาสเกิด migration (ฟิลเลอร์เคลื่อนออกจากตำแหน่ง) และถ้าฉีดตื้นเกินไปใต้ตาอาจเกิด Tyndall effect คือผิวดูออกสีน้ำเงินอมเทา บริเวณที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ยิ่งต้องการแพทย์ที่มีประสบการณ์ซึ่งฉีดปริมาณน้อยแต่แม่นยำ หลังทำอาจบวมเล็กน้อยทำให้ดูอิ่มกว่าปกติ ควรรอ 1 ถึง 2 สัปดาห์ให้บวมยุบก่อนประเมินว่าต้องเติมเพิ่มหรือไม่
สรุปคือ Juvederm ถ้าทำได้ดีจะให้ปริมาตรที่ทันทีและดูเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าฉีดมากเกินไปหรือใช้ตัวที่ไม่เหมาะกับบริเวณก็ดูเทียมได้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการเลือกผลิตภัณฑ์ การควบคุมปริมาณ และมือของแพทย์ผู้ทำ

ผลข้างเคียงและใครเหมาะกับการรักษานี้?
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เล็กน้อย บริเวณที่ฉีดอาจบวม ช้ำ และรู้สึกแข็งสักระยะ แต่มักหายใน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามมีผลข้างเคียงที่รุนแรงที่ต้องรู้ไว้ แม้จะพบได้น้อย นั่นคือการที่ฟิลเลอร์เข้าไปในหลอดเลือดและอุดตัน ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังตายหรือในกรณีที่หายากมากอาจถึงขั้นตาบอดได้ จากกราฟด้านบนจะเห็นว่า การวิเคราะห์ผู้ป่วยประมาณ 200,000 รายพบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ 0.0041% ซึ่งน้อยมาก แต่ไม่ใช่ศูนย์ บริเวณที่เสี่ยงกว่าคือระหว่างคิ้ว จมูก และหน้าผาก เพราะมีหลอดเลือดที่อันตรายวิ่งผ่าน
จึงมีสิ่งสำคัญ 2 อย่าง อย่างแรกต้องรับการรักษาจากแพทย์ที่มีความรู้เรื่องกายวิภาคหลอดเลือด และอย่างที่สองต้องรับการรักษาในสถานที่ที่มี hyaluronidase (ไฮยาลูโรนิเดส เอนไซม์ที่ย่อยสลาย HA) พร้อมสำหรับกรณีฉุกเฉิน เหตุผลที่ฟิลเลอร์ HA ถือว่าปลอดภัยกว่าฟิลเลอร์ชนิดอื่นก็เพราะความสามารถในการย้อนกลับนี้เอง
ผู้ที่ไม่ควรรับการรักษา ได้แก่ สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติแพ้กรดไฮยาลูโรนิก และผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อในบริเวณที่จะฉีด
สรุปคือ Juvederm คือฟิลเลอร์ที่เติมปริมาตรได้ทันทีและย้อนกลับได้ถ้าไม่พอใจ ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติที่สุดเมื่อแพทย์ที่มีประสบการณ์เลือกตัวที่เหมาะกับบริเวณและฉีดในปริมาณที่เหมาะสม
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Belotero ฟิลเลอร์คืออะไร, Soft Balance Intense Volume ต่างกันตรงไหน และใต้ตาใช้ได้จริงไหม?
Belotero คืออะไร ทำไม Soft, Balance, Intense, Volume ถึงมีหลายตัวนัก แต่ละตัวต่างกันตรงไหนและใช้กับส่วนไหน บทความนี้อธิบายเทคโนโลยี CPM ว่าทำไมถึงเหมาะกับใต้ตา รวมถึงขั้นตอนการทำ ระยะเวลาที่อยู่ได้ ผลข้างเคียง และวิธีแก้ไขถ้ามีปัญหา
By Dr. Kim

Restylane ฟิลเลอร์มีกี่ชนิด Lyft Defyne Refyne Kysse ต่างกันยังไง และควรเลือกตัวไหน?
Restylane คืออะไร เทคโนโลยี NASHA ที่แข็งแน่นกับ OBT ที่นุ่มยืดหยุ่นต่างกันตรงไหน Lyft, Defyne, Refyne, Kysse ใช้กับส่วนไหนบ้าง อธิบายครบเป็นตาราง พร้อมผลลัพธ์ ระยะเวลา ผลข้างเคียง และวิธีแก้ไขถ้ามีปัญหา
By Dr. Lee

สกินโบท็อกซ์ต่างจากโบท็อกซ์ลบริ้วรอยอย่างไร ทำไมถึงช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมัน ลดรอยแดง และอยู่ได้นานแค่ไหน
สกินโบท็อกซ์ใช้สารตัวเดียวกับโบท็อกซ์ลบริ้วรอย แต่วิธีฉีดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายหลักการฉีดแบบตื้นและกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ออกฤทธิ์ต่อต่อมไขมัน กล้ามเนื้อมัดเล็กรอบรูขุมขน และปลายประสาท ไปจนถึงเหตุผลที่รอยแดงลดลง และระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่
By Dr. Lee