Acrief ดียังไง, ต่างจาก Differin ตรงไหน และใช้กับสิวหลังจริงไหม?
By Dr. Lee2 min read

ถ้าเคยหาข้อมูลยาทาสิวมาสักพัก คงเคยเจอชื่อ Acrief หรือ Aklief บ้าง หลายคนงงว่ามันคืออะไร ต่างจาก Differin ยังไง และที่บอกว่าใช้กับสิวหลังหรือสิวอกได้ด้วยนั้นจริงหรือเปล่า
ขอตอบตรงๆ ก่อนเลย Acrief อยู่ในกลุ่มเรตินอยด์เหมือน Differin แต่เป็นรุ่นหลังกว่า จุดที่ชัดที่สุดคือมันเป็นยาทาเรตินอยด์ตัวแรกที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้ใช้กับสิวทั้งบนหน้าและลำตัว ทั้งหลัง อก และไหล่ ผลการวิจัยออกมาค่อนข้างดี แต่ยังไม่มีการเปรียบเทียบโดยตรงว่ารักษาสิวบนหน้าได้ดีกว่า Differin และการระคายเคืองในช่วงแรกก็พบได้บ่อย สิ่งเหล่านี้ควรรู้ไว้ก่อน ด้านล่างนี้จะไล่ดูทีละประเด็น ทั้งกลไก ความแตกต่างจาก Differin ผลลัพธ์จากงานวิจัย และวิธีทาที่ถูกต้อง

Acrief คือยาอะไร?
Acrief คือครีมทาที่มีสารออกฤทธิ์ชื่อ trifarotene ความเข้มข้น 0.005% ผลิตโดย Galderma จัดอยู่ในกลุ่มเรตินอยด์รุ่น 4 เรตินอยด์เป็นสารสังเคราะห์จากวิตามินเอ ทำงานโดยช่วยให้เซลล์ผิวในรูขุมขนหลุดลอกได้ตามปกติ ลดการอุดตัน และลดการอักเสบที่เป็นต้นเหตุของสิว
จุดเด่นของ Acrief อยู่ที่ความจำเพาะ ผิวเราของมีตัวรับหลายชนิดที่เรตินอยด์ใช้จับเพื่อออกฤทธิ์ Acrief เลือกจับกับตัวรับที่ชื่อว่า RAR-gamma ซึ่งเป็นตัวรับที่พบมากที่สุดในผิวหนัง ส่วนตัวรับอื่นๆ จะถูกกระตุ้นน้อยกว่า แนวคิดคือทำงานในจุดที่ต้องการโดยลดการกระตุ้นที่ไม่จำเป็นออก ในไทยเป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป และที่โดดเด่นที่สุดคือเรื่องบริเวณที่ใช้ ต่างจากยาทาสิวส่วนใหญ่ที่รับรองเฉพาะบนหน้า Acrief ผ่านการวิจัยและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้ใช้ทั้งหน้า หลัง อก และไหล่ เหตุผลหนึ่งคือ trifarotene สลายตัวในร่างกายเร็วมาก ครึ่งชีวิตสั้นราว 5 นาที จึงไม่สะสมในกระแสเลือดแม้จะทาในพื้นที่กว้าง

ต่างจาก Differin ตรงไหน?
แม้ชื่อจะฟังคล้ายกัน แต่ Differin กับ Acrief ไม่ใช่ยาเดียวกัน Differin มีสารออกฤทธิ์คือ adapalene เป็นเรตินอยด์รุ่น 3 ส่วน Acrief มีสารออกฤทธิ์คือ trifarotene เป็นเรตินอยด์รุ่น 4 กลไกใหญ่คล้ายกัน ทั้งคู่ช่วยปรับการหลุดลอกของเซลล์ผิวและลดการอักเสบ
ความแตกต่างสรุปได้ 3 จุด จุดแรก Acrief ออกแบบมาให้จับกับ RAR-gamma ได้จำเพาะกว่า จุดที่สอง Acrief ได้รับการรับรองสำหรับสิวบนลำตัวด้วย ไม่ใช่แค่หน้า จุดที่สาม trifarotene สลายตัวเร็วมากในร่างกาย จึงปลอดภัยในการทาบริเวณกว้างอย่างหลังหรืออก
สำหรับคนที่กังวลเรื่องสิวทั้งหน้าและลำตัว Acrief มีข้อได้เปรียบตรงที่ใช้ยาตัวเดียวดูแลได้ทั้งสองส่วน แต่มีจุดสำคัญที่ต้องพูดตรงๆ ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบโดยตรงว่า Acrief รักษาสิวบนหน้าได้ดีกว่า Differin และมีข้อมูลบางชิ้นที่ชี้ว่า Acrief อาจระคายเคืองกว่า ดังนั้นการมองว่า Acrief ดีกว่า Differin ในทุกด้านอาจไม่ตรง ควรเข้าใจว่านี่คือตัวเลือกที่ครอบคลุมทั้งหน้าและลำตัวได้ในยาเดียว

ใช้ได้ผลจริงทั้งหน้าและลำตัวไหม?
ข้อมูลจากงานวิจัยค่อนข้างหนักแน่น การศึกษา PERFECT 1 และ PERFECT 2 รวมผู้เข้าร่วม 2,420 คน ผลหลัง 12 สัปดาห์พบว่าสัดส่วนผู้ที่ผิวเกือบสะอาดอยู่ที่ราว 42.3% สำหรับหน้า และ 42.6% สำหรับลำตัว เทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาหลอกซึ่งอยู่ในช่วง 20% กว่าๆ ทั้งบนหน้าและลำตัว ตัวเลขชัดว่าได้ผลดีกว่ายาหลอกทั้งสองบริเวณ
ถ้าดูจากจำนวนสิว ความเปลี่ยนแปลงยิ่งเห็นชัด จากการศึกษาชุดเดียวกัน สิวอักเสบบนหน้าลดลงราว 61% คือสิวแดงมากกว่าครึ่งค่อยๆ ยุบลง แต่มีอีกด้านที่ต้องพูดตรงๆ ด้วย สัดส่วนผู้ที่ผิว "เกือบสะอาด" อยู่ที่ประมาณ 3, 4 คนใน 10 คน แปลว่าไม่ใช่ทุกคนที่ผิวจะเรียบเนียนสะอาดหมด นอกจากนี้การศึกษานี้ทำในกลุ่มที่มีสิวระดับปานกลาง ถ้าเป็นสิวซีสต์ขนาดใหญ่และลึก ยาทาเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ ต้องพิจารณาร่วมกับยากิน ที่ชัดเจนคือ Acrief ช่วยดูแลสิวทั้งหน้าและลำตัวได้ในยาตัวเดียว สะดวกโดยเฉพาะสำหรับคนที่สิวหน้าค่อยดีขึ้นแล้วแต่ยังมีสิวหลังหรืออกที่รบกวนอยู่

ต้องรอนานแค่ไหนถึงเห็นผล?
เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าไม่รู้จะหยุดยากลางทาง Acrief ไม่ใช่ยาที่เห็นผลเร็ว แต่ค่อยๆ ดีขึ้นตามเวลา
จากการศึกษาพบว่าสิวอักเสบบนหน้าเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญในสัปดาห์ที่ 2 ส่วนลำตัวเริ่มเห็นความต่างในสัปดาห์ที่ 4 แต่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจริงๆ มาทีหลัง จากการศึกษาระยะยาว SATISFY ที่ติดตาม 1 ปี สัดส่วนผู้ที่หน้าเกือบสะอาดเพิ่มจาก 25.7% ที่ 12 สัปดาห์ เป็น 29.9% ที่ 26 สัปดาห์ รวมถึงจากข้อมูล Tan 2019 พบว่าผู้ที่ได้ผลดีต่อเนื่องมีสัดส่วนสูงถึง 65% ในสัปดาห์ที่ 52 กล่าวคือถ้าใช้แค่สองสามเดือนแล้วไม่เห็นผลมากนักก็เลิก จะพลาดช่วงที่ยาออกฤทธิ์ดีที่สุด
ช่วงหนึ่งถึงสองเดือนแรกมักเป็นช่วงที่ทนยากที่สุดเพราะมีการระคายเคือง สิ่งที่ช่วยให้ผ่านช่วงนี้ได้คือการเริ่มทาทุกสองวันแทนทุกวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มความถี่เมื่อผิวเริ่มปรับตัว Acrief จึงเป็นยาที่ต้องใช้ระยะยาวหลายเดือน ไม่ใช่ยาระยะสั้น ถ่ายรูปผิวเก็บไว้ทุกเดือนจะช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ตาเปล่าอาจมองข้ามไป

ผลข้างเคียงและวิธีทาที่ถูกต้อง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือการระคายเคืองบริเวณที่ทา ในช่วงแรกมักมีอาการแดง ผิวลอก แห้ง หรือแสบเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเล็กน้อยและจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อผิวปรับตัวแล้ว ตัวเลขที่แสดงให้เห็นคือมีเพียง 1.9% ที่หยุดใช้เพราะทนการระคายเคืองไม่ได้ แสดงว่าคนส่วนใหญ่ผ่านช่วงนี้ไปได้ อย่างไรก็ตามมีข้อควรรู้ที่สำคัญ เรตินอยด์ทุกชนิดรวมถึง Acrief ห้ามใช้ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผิวที่ใช้เรตินอยด์จะไวต่อแสง UV มากขึ้น ควรทาตอนกลางคืนและใช้กันแดดในเวลากลางวันทุกครั้ง
วิธีทาที่ช่วยลดการระคายเคือง เริ่มจากทาตอนกลางคืนหลังล้างหน้าและรอให้ผิวแห้งสนิทก่อน ใช้ปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเหลืองสำหรับทาทั่วใบหน้า ช่วงแรกทาทุกสองวันก่อนแล้วค่อยเพิ่มเป็นทุกคืนเมื่อผิวคุ้นชิน ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์คู่กันเสมอเพื่อลดความแห้งและการระคายเคือง หลีกเลี่ยงการทาบนผิวที่มีแผล ผื่น หรือผิวไหม้แดด
สรุปแล้ว Acrief คือเรตินอยด์รุ่น 4 ที่ดูแลสิวได้ทั้งหน้าและลำตัว ผลดีที่สุดจะได้เมื่อผ่านช่วงระคายเคืองในตอนแรกและใช้ต่อเนื่องหลายเดือน สำหรับสิวรุนแรงระดับซีสต์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาใช้ร่วมกับยากิน
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Differin กับสิวอุดตัน, อดาพาลีนทำงานยังไง และต้องรอนานแค่ไหน?
ดิฟเฟอรินคือยาทาสิวเรตินอยด์รุ่น 3 ที่มีหลักฐานรองรับชัดเจน แต่หลายคนเลิกเร็วเกินไปเพราะไม่รู้ว่าต้องรอ 8, 12 สัปดาห์ บทความนี้ไขกลไกการเปิดรูขุมขน ผลวิจัยจริง ช่วง purging และข้อห้ามสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเริ่มใช้
By Dr. Lee

Fraxel ลบรอยสิวได้จริงไหม, สีผิวเข้มเสี่ยงดำหลังเลเซอร์แค่ไหน?
Fraxel และ fractional laser ทำงานกับรอยสิวอย่างไร ผลต่างกันตามรูปแบบของรอย ความเสี่ยงเกิดสีผิวหลังทำในผิวคนเอเชียอยู่ระดับไหน พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยจริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะรอยสิวไม่ได้หายหมด แค่จางลง
By Dr. Kim

ปิโก้โทนิ่งลดฝ้าและจุดด่างดำได้จริงไหม?
ปิโก้โทนิ่งทำงานอย่างไร ทำไมเลเซอร์แต่ละความยาวคลื่นถึงเหมาะกับฝ้าและจุดด่างดำต่างกัน ได้ผลจริงแค่ไหนและเสี่ยงสีผิวคล้ำหลังทำไหม รีวิวจากงานวิจัยจริง พร้อมข้อเท็จจริงเรื่องฝ้ากลับมาซ้ำและความเสี่ยงสีผิวจางผิดปกติที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
By Dr. Lee