Fraxel ลบรอยสิวได้จริงไหม, สีผิวเข้มเสี่ยงดำหลังเลเซอร์แค่ไหน?
By Dr. Kim2 min read

หลังสิวยุบแล้ว รอยแผลที่เหลือนั้นกลบด้วยเครื่องสำอางก็ยังไม่มิด หลายคนจึงได้ยินชื่อ Fraxel มาในที่สุด บอกว่าเลเซอร์ลบรอยสิวได้ ฟังดูน่าสนใจ แต่ก็อยากรู้ว่ามันจริงแค่ไหน และที่ได้ยินว่าหน้าดำหลังทำนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า
พูดตรงๆ เลย Fraxel ไม่ได้ลบรอยสิว แต่ทำให้รอยดูจางและเรียบขึ้น ผลขึ้นอยู่กับรูปแบบของรอยค่อนข้างมาก และในผิวคนเอเชียสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือสีผิวที่คล้ำขึ้นหลังทำ ด้านล่างนี้จะอธิบายหลักการทำงาน ผลต่อรอยแต่ละแบบ ความเสี่ยงเรื่องสีผิว และผลข้างเคียงทีละขั้น อ่านจบแล้วจะประเมินได้เองว่าเหมาะกับตัวเองหรือไม่

Fraxel คืออะไร
Fraxel เป็นชื่อแบรนด์ของเลเซอร์แบบ fractional ซึ่งหมายความว่าแทนที่จะยิงเลเซอร์ปกคลุมผิวทั้งหมดในครั้งเดียว ระบบนี้จะแบ่งลำแสงออกเป็นจุดเล็กๆ หลายพันจุด ระหว่างจุดเหล่านั้นจะมีผิวปกติเหลือไว้ ช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าเลเซอร์แบบเก่าที่ทำทั้งหน้าพร้อมกัน
Fraxel มีอยู่สองแบบหลัก แบบแรกคือแบบไม่ลอกผิว หรือ non-ablative ซึ่งไม่ทำลายผิวชั้นนอก แค่ให้ความร้อนแก่ชั้นหนังแท้ด้านใน พักฟื้นหนึ่งถึงสามวัน แบบที่สองคือแบบลอกผิว หรือ ablative ซึ่งใช้เลเซอร์ CO2 เจาะรูเล็กๆ ลงไปในผิวจริงๆ ผลแรงกว่า แต่มีสะเก็ดและต้องพักฟื้นห้าถึงสิบวัน และเสี่ยงสีผิวคล้ำมากกว่า มีจุดหนึ่งที่ควรทราบคือ Fraxel เป็นชื่อสินค้าของบริษัท Solta เมื่อคลินิกในไทยพูดถึง Fraxel อาจหมายถึงแบบ non-ablative หรือแบบ ablative ก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละที่ ระยะพักฟื้นและความเสี่ยงต่อสีผิวต่างกันมาก จึงควรถามให้ชัดก่อนนัด หลักการทำงานไม่ใช่การเติมรอย แต่คือการที่เลเซอร์กระตุ้นชั้นหนังแท้ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ คอลลาเจนที่เพิ่มขึ้นจะค่อยๆ ดันรอยที่บุ๋มลงขึ้นมาจากด้านใน ดังนั้นผลจึงไม่เห็นในวันนั้น แต่ค่อยๆ ปรากฏในช่วงหลายเดือน

ผลต่างกันตามรูปแบบของรอย
รอยสิวแบ่งออกได้เป็นสามรูปแบบหลัก รอย boxcar คือรอยบุ๋มกว้างขอบชัด รอย rolling คือรอยบุ๋มตื้นขอบโค้งมน และรอย icepick คือรอยแคบลึกแบบทิ่มเข็ม Fraxel ไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทั้งสามแบบ
ดังกราฟด้านบน ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งรอย boxcar ดีขึ้นมากที่สุดประมาณ 59 เปอร์เซ็นต์ รอย rolling อยู่ตรงกลางที่ประมาณ 41 เปอร์เซ็นต์ แต่รอย icepick ดีขึ้นเพียงประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่รอย icepick ตอบสนองน้อยคือรอยแคบและลึกมาก เลเซอร์ยากที่จะส่งพลังงานลงไปถึงก้นรอยได้เพียงพอ คนที่มีรอย icepick เยอะแล้วทำ Fraxel อย่างเดียวจึงมักผิดหวัง ในกรณีนี้มักต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่น TCA CROSS ซึ่งหยดกรดลงตรงจุดรอย หรือการเจาะรอยออกด้วยหัวเจาะเล็กๆ สรุปคือรู้ก่อนว่ารอยของตัวเองเป็นแบบไหนสำคัญมาก และการแก้รอยสิวในชีวิตจริงมักต้องผสมหลายวิธีตามรูปแบบของรอย ดูในกระจกพอจะบอกได้คร่าวๆ ว่าบุ๋มกว้างหรือลึกแคบ แต่การวินิจฉัยที่แม่นยำและการวางแผนผสมวิธีควรปรึกษาแพทย์โดยตรง

ผิวเข้มเสี่ยงดำหลังทำจริงๆ
นี่คือเรื่องที่ต้องพูดตรงๆ มากที่สุด ในผิวคนเอเชียปัญหาที่พบบ่อยที่สุดหลังทำ Fraxel ไม่ใช่ผลที่น้อยเกินไป แต่คือสีผิวที่คล้ำขึ้นตรงบริเวณที่ทำ ทางการแพทย์เรียกว่า PIH หรือ post-inflammatory hyperpigmentation
ดังกราฟด้านบน ความเสี่ยง PIH เพิ่มขึ้นตามความเข้มของสีผิว แบบ non-ablative หากเตรียมตัวดีความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ซึ่งค่อนข้างต่ำ แต่ CO2 แบบ ablative ในผิวสีเข้มอาจสูงถึงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และในผิวที่เข้มมากบางงานวิจัยรายงานว่าสูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม PIH ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะค่อยๆ จางหายได้เองในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน จุดสำคัญคือปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงไม่ใช่ความแรงของเลเซอร์อย่างเดียว แต่เป็นความหนาแน่นของจุด หรือ density คือยิ่งยิงจุดถี่มากในครั้งเดียวยิ่งเสี่ยง สำหรับผิวคนเอเชียจึงแนะนำให้ลด density แล้วแบ่งทำหลายครั้งแทนที่จะแรงครั้งเดียว การป้องกันก็สำคัญ คือเตรียมผิวด้วยส่วนผสมเพื่อปรับสีผิวก่อนทำสองถึงสี่สัปดาห์ ทาครีมกันแดดอย่างจริงจังหลังทำ และหลีกเลี่ยงการทำในช่วงหน้าร้อนที่แสงแดดจัด

ต้องทำกี่ครั้งและดีขึ้นแค่ไหน
เรื่องจำนวนครั้งก่อน โดยทั่วไปแบบ non-ablative ทำสามถึงหกครั้ง แบบ ablative ทำสามถึงสี่ครั้ง เว้นระยะประมาณหนึ่งเดือนต่อครั้ง คิดซะว่าเป็นการสะสมไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ
ควรตั้งความคาดหวังให้ตรงกับความจริง รอยสิวไม่หายหมด แค่จางและดูเรียบขึ้น ดังกราฟด้านบน ในงานวิจัยที่ทำกับชาวเอเชียที่ได้รับเลเซอร์แบบ ablative พบว่าผู้เข้าร่วมที่ดีขึ้นไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์มีถึงประมาณ 66 เปอร์เซ็นต์ และคนที่ดีขึ้นมากกว่าครึ่งมีเพียงประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือส่วนใหญ่รอยจะดูนุ่มลงและเรียบขึ้น ไม่ใช่หายเกลี้ยง ผลยังใช้เวลาด้วย ทันทีหลังทำหน้าจะแดงและบวมซึ่งดูเด่นกว่าเดิมชั่วคราว แต่เนื่องจากคอลลาเจนต้องการเวลาในการสร้างใหม่ ปกติต้องรอสามถึงหกเดือนหลังทำจึงจะประเมินผลได้ชัดเจน และผลสุดท้ายดูที่ประมาณหกเดือนหลังครั้งสุดท้าย ระยะพักฟื้นก็ต่างกัน แบบ non-ablative ผิวแดงหายในหนึ่งถึงสามวัน แบบ ablative มีสะเก็ดอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ถึงสิบวัน หากมีนัดสำคัญควรจองวันทำให้ห่างจากนัดนั้นพอสมควร

ผลข้างเคียงและใครเหมาะกับการทำ
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือผิวแดงและบวมหลังทำทันที ถ้าเป็นแบบ ablative จะมีสะเก็ดด้วย แต่ส่วนใหญ่หายได้เองตามเวลา สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือ PIH ที่กล่าวไปแล้ว และแม้จะพบน้อยแต่บางกรณีอาจเกิดแผลเป็นใหม่ ติดเชื้อ หรือผิวแดงนานผิดปกติ จึงสำคัญมากที่ไม่รับพลังงานแรงเกินไป ใครที่สิวยังเป็นอยู่อย่างหนัก มีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ หรือตั้งครรภ์ควรเลื่อนออกไปก่อน มีเรื่องที่เข้าใจผิดกันบ่อยคือเรื่องยาสิว isotretinoin เดิมเชื่อว่าต้องหยุดยาและรอหกเดือนก่อนทำเลเซอร์ แต่งานวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่าแบบ non-ablative ทำได้ค่อนข้างปลอดภัยแม้ยังทานยาอยู่ อย่างไรก็ตามแบบ ablative ยังแนะนำให้ระมัดระวัง
แล้วใครเหมาะกับ Fraxel? เหมาะมากกับรอย boxcar และผิวที่หยาบโดยรวม รวมถึงรูขุมขนกว้าง ถ้าผิวค่อนข้างเข้มควรเลือกแบบ non-ablative ที่ density ต่ำเพื่อลดความเสี่ยง PIH ในทางกลับกันถ้ามีรอย icepick เยอะ Fraxel เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย และถ้าเป็นรอย rolling แบบบุ๋มกว้าง การเสริมด้วยการแยกพังผืดใต้ผิวจะช่วยให้ผลดีขึ้น ทางเลือกที่ใกล้เคียงกันคือเลเซอร์ที่ใช้เข็มนำกระแสไฟฟ้าความถี่สูงลงไปในผิว ซึ่งบางรายงานบอกว่าความเสี่ยง PIH พอๆ กันหรือต่ำกว่าเล็กน้อยในผิวสีเข้ม สรุปคือ Fraxel ไม่ใช่วิธีลบรอยสิวในครั้งเดียว แต่เป็นวิธีที่ให้ผลดีที่สุดเมื่อวินิจฉัยรอยให้ถูกแบบ ปรับ density ให้เหมาะกับสีผิว และทำอย่างสม่ำเสมอหลายครั้ง
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Coolfase RF กระชับผิวจริงไหม, ระบบ DCC ช่วยลดความเจ็บปวดได้แค่ไหน?
Coolfase คืออะไร ระบบ DCC ที่ปลายหัวสัมผัสผิวโดยตรงช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงหรือไม่ เปรียบเทียบกับ Thermage และ Volnewmer แล้วต่างกันอย่างไร พร้อมข้อมูลจากงานวิจัย monopolar RF จริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะยังไม่มีงานวิจัยทดสอบ Coolfase โดยเฉพาะสักชิ้น
By Dr. Lee

ปิโก้โทนิ่งลดฝ้าและจุดด่างดำได้จริงไหม?
ปิโก้โทนิ่งทำงานอย่างไร ทำไมเลเซอร์แต่ละความยาวคลื่นถึงเหมาะกับฝ้าและจุดด่างดำต่างกัน ได้ผลจริงแค่ไหนและเสี่ยงสีผิวคล้ำหลังทำไหม รีวิวจากงานวิจัยจริง พร้อมข้อเท็จจริงเรื่องฝ้ากลับมาซ้ำและความเสี่ยงสีผิวจางผิดปกติที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
By Dr. Lee

Volnewmer RF Monopolar กระชับผิวได้จริงแค่ไหน, เจ็บน้อยกว่า Thermage หรือเปล่า?
Volnewmer คืออะไร ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงหรือไม่ เปรียบเทียบกับ Thermage แล้วผลต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อมูลจากงานวิจัยจริงที่มีผู้เข้าร่วมแค่ 22 คน และที่มาของคำโฆษณาว่าทำครั้งเดียวอยู่ได้ปีเดียว
By Dr. Kim