Coolfase RF กระชับผิวจริงไหม, ระบบ DCC ช่วยลดความเจ็บปวดได้แค่ไหน?
By Dr. Lee2 min read

เมื่อผิวเริ่มหย่อนคล้อยและสูญเสียความยืดหยุ่น หลายคนอยากหาทางกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด ช่วงนี้ชื่อ Coolfase เริ่มได้ยินบ่อยขึ้นตามคลินิกต่างๆ เป็นเครื่อง RF สัญชาติเกาหลี และมักพ่วงด้วยคำโฆษณาว่าเย็นสบายไม่ต้องใช้แก๊ส เจ็บน้อยกว่าเดิม ฟังดูน่าสนใจ แต่ก็ทำให้อยากรู้ว่าเป็นความจริงแค่ไหน
พูดตรงๆ เลย Coolfase เป็นเครื่อง RF lifting ตระกูลเดียวกับ Thermage และ Volnewmer ใช้หลักการเดียวกัน ความแตกต่างหลักอยู่ที่วิธีระบายความร้อนที่ผิว ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดความเจ็บปวด แต่การเจ็บน้อยกับผลลัพธ์ที่ดีกว่าเป็นคนละเรื่องกัน และที่สำคัญ ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบ Coolfase โดยเฉพาะสักชิ้นเดียว ด้านล่างนี้จะอธิบายหลักการทำงาน ผลที่ได้ หลักฐานที่มี และผลข้างเคียงทีละขั้น อ่านจบแล้วจะแยกแยะโฆษณากับข้อเท็จจริงได้เอง

Coolfase คืออะไร
Coolfase เป็นเครื่อง RF lifting ที่ผลิตโดย Asterasys บริษัทสัญชาติเกาหลี RF ย่อมาจาก radiofrequency หรือพลังงานไฟฟ้าความถี่วิทยุ ซึ่งนำส่งความร้อนลงสู่ชั้นผิวลึกเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
Coolfase ใช้คลื่น monopolar หรือแบบขั้วเดียว ซึ่งเหมือนกับ Thermage และ Volnewmer จึงอยู่ในตระกูลเดียวกัน แล้วต่างกันตรงไหน? เนื่องจากหลักการหลักทั้งสามเครื่องเหมือนกัน ความต่างจึงอยู่ที่วิธีระบายความร้อนที่ผิวและความสะดวกสบายระหว่างทำเป็นหลัก Thermage ใช้ก๊าซเย็นพ่นที่ผิวเพื่อป้องกันชั้นบนสุด Volnewmer ใช้น้ำระบายความร้อน ส่วน Coolfase ก้าวไปอีกขั้นด้วยการให้ปลายหัวสัมผัสผิวโดยตรง ไม่ต้องใช้ก๊าซทำความเย็น และมีเซ็นเซอร์อุณหภูมิในตัวหัวเพื่อควบคุมอุณหภูมิผิวอย่างต่อเนื่อง บริษัทเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า DCC หรือ Direct Contact Cooling ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างทำ อย่างไรก็ตาม ความต่างของวิธีระบายความร้อนนี้เป็นเรื่องของความสะดวกสบายและความเจ็บปวด ไม่ใช่หลักฐานว่ากระชับผิวได้ดีกว่า เพราะทั้งสามเครื่องใช้ RF ชนิดเดียวกันกระตุ้นคอลลาเจนชนิดเดียวกัน ไม่ต้องผ่าตัดและปกติทำแค่ครั้งเดียว แทบไม่มีช่วงพักฟื้น มีจุดหนึ่งที่ควรทราบ Coolfase ได้รับการรับรองจาก อย. เกาหลีในเดือนเมษายน 2024 และผ่าน FDA สหรัฐฯ ในปี 2025 แต่อยู่ในหมวดเครื่องผ่าตัดไฟฟ้าทั่วไป ไม่ใช่หมวดความงามเฉพาะ และการผ่าน FDA ก็เป็นการรับรองว่าคล้ายคลึงกับเครื่องที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่การพิสูจน์ประสิทธิภาพใหม่ การได้รับรองหมายความว่าใช้ได้อย่างปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าผลการกระชับผิวได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว

RF ทำให้ผิวกระชับได้อย่างไร
หลักการไม่ซับซ้อน คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่หดตัวเมื่อได้รับความร้อน เหมือนยางที่เจอความร้อนแล้วหด ดังนั้นทันทีหลังทำจะรู้สึกว่าผิวตึงขึ้นเล็กน้อยก่อน แล้วผลที่ลึกกว่านั้นจึงค่อยตามมา
ดังในภาพด้านบน คลื่น RF ผ่านชั้นผิวแล้วกระจายออกทั่วหนังแท้ อุ่นคอลลาเจนที่อยู่ภายในให้ได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ผิวที่ได้รับความร้อนในระดับที่เหมาะสมจะกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ในช่วงหลายเดือนถัดมา พอคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ผิวก็จะแน่นขึ้นและริ้วรอยตื้นลง มีจุดที่น่าสังเกตว่า RF ต่างจาก HIFU หรืออัลตราซาวน์ยกกระชับตรงที่ HIFU จะรวมพลังงานที่จุดเดียวในความลึกที่ต้องการ ส่วน RF กระจายความร้อนทั่วหนังแท้ จึงเหมาะกับการปรับปรุงผิวและความยืดหยุ่นโดยรวมมากกว่าการยกกระชับแบบจุดเดียว ผลค่อยๆ ปรากฏก็มาจากเหตุผลเดียวกัน คอลลาเจนใช้เวลาในการสร้างใหม่ ใครที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงชัดเจนภายในไม่กี่วันมักผิดหวัง

ทำไมอุณหภูมิถึงสำคัญ
อุณหภูมิคือตัวแปรสำคัญที่สุดใน RF lifting ดังในกราฟด้านบน ชั้นหนังแท้ที่ถูกอุ่นที่ประมาณ 42 ถึง 55 องศาเซลเซียสจะอยู่ในโซนที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ถ้าอยู่ในช่วง 55 ถึง 65 องศาเซลเซียสคอลลาเจนจะหดตัวทันที แต่ถ้าร้อนกว่านั้น ไขมันและเส้นประสาทด้านล่างอาจได้รับความเสียหาย
นี่คือเหตุผลที่ระบบระบายความร้อนสำคัญมาก ถ้าไม่ระบายความร้อนที่ผิว ชั้นบนสุดจะร้อนเกินก่อนที่ความร้อนจะถึงหนังแท้ที่ลึกกว่า ทำให้เสี่ยงต่อการไหม้ ระบบ DCC ของ Coolfase มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันชั้นผิวบนสุดนี้ เช่นเดียวกับระบบก๊าซของ Thermage และระบบน้ำของ Volnewmer ต่างเป็นระบบป้องกันผิวชั้นบนโดยมีหลักการเดียวกัน เพียงแต่วิธีที่ต่างกัน ผลตามลำดับเวลาก็น่าสังเกต โดยทั่วไปจะเริ่มรู้สึกถึงความยืดหยุ่นที่ดีขึ้นในสองถึงสี่สัปดาห์แรก เห็นผลชัดเจนที่สุดในสองถึงสามเดือน และอาจยาวนานถึงหกเดือน การที่ผลค่อยๆ ปรากฏไม่ใช่แค่ข้อเสีย เพราะหน้าไม่เปลี่ยนทันที ทำให้ดูเป็นธรรมชาติและไม่มีคนสังเกตว่าเพิ่งทำ

ได้ผลจริงไหม
นี่คือจุดที่ต้องพูดตรงๆ ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบ Coolfase โดยเฉพาะสักชิ้นเดียว ดังนั้นหากจะประเมินประสิทธิภาพ ต้องอิงจากหลักฐานของ monopolar RF โดยรวมซึ่งเป็นตระกูลเดียวกัน
โชคดีที่หลักฐานในตระกูลนี้สะสมอยู่พอสมควร ดังกราฟด้านบน งานวิจัยชิ้นหนึ่งวัดปริมาณคอลลาเจนในผิวจริงๆ สามเดือนหลังทำ RF พบว่าคอลลาเจนชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นตัวรองรับผิวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 66 เปอร์เซ็นต์เป็น 81 เปอร์เซ็นต์ คอลลาเจนชนิดที่ 3 เพิ่มจากประมาณ 61 เปอร์เซ็นต์เป็น 74 เปอร์เซ็นต์ และความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมอยู่ที่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือมีข้อมูลที่วัดได้จริงว่า RF ช่วยเพิ่มคอลลาเจนในผิวได้จริง ในระดับที่ใหญ่กว่านั้น มีงานวิจัยที่นำ monopolar RF มาเปรียบเทียบกับ Thermage โดยตรงในผู้เข้าร่วม 212 คน พบว่าประสิทธิภาพทั้งสองไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สรุปคือทิศทางที่ว่า RF ช่วยกระชับผิวได้มีหลักฐานรองรับ แต่ตัวเลขเหล่านี้มาจากเครื่องในตระกูลเดียวกัน ไม่ใช่จาก Coolfase โดยตรง ควรเข้าใจจุดนี้ก่อนเริ่ม

หลักฐานมีแค่ไหน
อย่างที่เห็น RF lifting โดยรวมมีหลักฐานรองรับในระดับหนึ่ง แต่ความเหนือกว่าของ Coolfase โดยเฉพาะเป็นอีกเรื่อง ดังกราฟด้านบน ในภาพรวมของ monopolar RF ทั้งตระกูลมีการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมกว่า 600 คน และงานวิจัยเปรียบเทียบ 212 คน แต่ Coolfase ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบโดยเฉพาะสักชิ้นเดียว
ดังนั้นเมื่ออ่านโฆษณาควรกรองด้วยความระมัดระวัง คำที่พบบ่อยที่สุดคือ "ดีกว่า Thermage" หรือ "ไม่เจ็บเลย" แต่เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบ Coolfase กับ Thermage โดยตรง จึงไม่มีหลักฐานรองรับว่าฝ่ายใดดีกว่า ระบบ DCC ที่ปลายหัวสัมผัสผิวโดยตรงนั้นสมเหตุสมผลในเชิงหลักการและน่าจะช่วยลดความเจ็บปวดได้จริง แต่นั่นเป็นอุปกรณ์ลดความเจ็บปวด ไม่ใช่หลักฐานว่ากระชับผิวได้ดีกว่า คำว่า "ไม่เจ็บเลย" ก็ควรระวัง เพราะในงานวิจัย monopolar RF ที่ทำกับ 212 คน ยังมีประมาณหนึ่งในสิบที่รู้สึกเจ็บ ควรเข้าใจว่าเป็นการออกแบบให้เจ็บน้อยลง ไม่ใช่ไม่เจ็บเลย เมื่อเปรียบเทียบกับ Thermage และ Volnewmer Thermage มีข้อมูลสะสมมากกว่าเนื่องจากใช้มานานกว่า ส่วน Coolfase และ Volnewmer ซึ่งเป็นเครื่องเกาหลีมักมีข้อได้เปรียบด้านราคาและความสะดวกในการเข้าถึง แต่ไม่มีงานวิจัยเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างสามเครื่องนี้ ดังนั้นแทนที่จะเลือกตามชื่อเครื่อง ควรพิจารณาสภาพผิวของตัวเองและประสบการณ์ของผู้ทำมากกว่า

รู้สึกอย่างไรระหว่างทำ และใครเหมาะกับการทำ
แล้วระหว่างทำรู้สึกอย่างไร? โดยทั่วไปจะทำความสะอาดใบหน้าก่อน แล้วอาจทาครีมชาเบาๆ ตามบริเวณที่ทำ เมื่อเริ่มทำ ปลายหัวสัมผัสผิวสลับกับความรู้สึกอุ่นและรู้สึกแสบเบาๆ ส่วนชั้นผิวบนจะเย็นสบายจาก DCC ทำให้รับได้ ถ้าทำทั้งใบหน้าใช้เวลาประมาณ 20 ถึง 30 นาที หลังทำผิวจะแดงแต่มักจะหายภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหนึ่งวัน สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เลย แทนที่จะคาดหวังผลในวันเดียวกัน ควรรอสองถึงสามเดือนแล้วถ่ายรูปในมุมเดิมเปรียบเทียบ นั่นจะเป็นตัวบอกผลที่แม่นยำกว่า
ผลข้างเคียงโดยทั่วไปอยู่ในระดับเบา สิ่งที่พบบ่อยที่สุดหลังทำคือผิวแดงและบวมเล็กน้อย ซึ่งมักหายภายในวันเดียว ในงานวิจัยตระกูลเดียวกันที่ทำกับกว่า 600 คน มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นน้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ และไม่มีปัญหาถาวร อย่างไรก็ตามหากใส่พลังงานมากเกินไปหรือหัวมีปัญหาอาจเกิดรอยไหม้ หรือไขมันแก้มลดลงจนดูแฟบลงได้ ดังนั้นการรับพลังงานในระดับที่เหมาะสมสำคัญกว่าการรับให้แรงที่สุด และประสบการณ์ของผู้ทำเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความพึงพอใจ มีบางกลุ่มที่ไม่ควรทำ ได้แก่ ผู้ที่มีอุปกรณ์การแพทย์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกายเช่น pacemaker ผู้ที่มีโลหะในบริเวณที่จะทำ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีการอักเสบในบริเวณนั้น Coolfase เหมาะกับคนที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยตื้นในระดับน้อยถึงปานกลาง และโดยเฉพาะคนที่กลัวเจ็บจนลังเลมาตลอด ระบบ DCC เป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจนสำหรับกลุ่มนี้ ในทางกลับกัน ถ้าผิวหย่อนมากหรือยืดลึกถึงชั้นโครงสร้าง RF เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรปรึกษาเรื่องทางเลือกอื่นร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นไหมร้อย เส้นใย หรือการผ่าตัด
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Volnewmer RF Monopolar กระชับผิวได้จริงแค่ไหน, เจ็บน้อยกว่า Thermage หรือเปล่า?
Volnewmer คืออะไร ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงหรือไม่ เปรียบเทียบกับ Thermage แล้วผลต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อมูลจากงานวิจัยจริงที่มีผู้เข้าร่วมแค่ 22 คน และที่มาของคำโฆษณาว่าทำครั้งเดียวอยู่ได้ปีเดียว
By Dr. Kim

Fraxel ลบรอยสิวได้จริงไหม, สีผิวเข้มเสี่ยงดำหลังเลเซอร์แค่ไหน?
Fraxel และ fractional laser ทำงานกับรอยสิวอย่างไร ผลต่างกันตามรูปแบบของรอย ความเสี่ยงเกิดสีผิวหลังทำในผิวคนเอเชียอยู่ระดับไหน พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยจริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะรอยสิวไม่ได้หายหมด แค่จางลง
By Dr. Kim

ปิโก้โทนิ่งลดฝ้าและจุดด่างดำได้จริงไหม?
ปิโก้โทนิ่งทำงานอย่างไร ทำไมเลเซอร์แต่ละความยาวคลื่นถึงเหมาะกับฝ้าและจุดด่างดำต่างกัน ได้ผลจริงแค่ไหนและเสี่ยงสีผิวคล้ำหลังทำไหม รีวิวจากงานวิจัยจริง พร้อมข้อเท็จจริงเรื่องฝ้ากลับมาซ้ำและความเสี่ยงสีผิวจางผิดปกติที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
By Dr. Lee