prettytime
Skincare

ปิโก้โทนิ่งลดฝ้าและจุดด่างดำได้จริงไหม?

By Dr. Lee1 min read

ถ้ารำคาญใจกับฝ้าหรือจุดด่างดำที่แป้งปกปิดไม่มิดสักที หลายคนมักจะได้ยินชื่อปิโก้โทนิ่งเข้าสักวันหนึ่ง ว่าเป็นเลเซอร์ที่ยิงสลายเม็ดสีได้ ฟังดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าผิวจะใสขึ้นจริงไหม แล้วที่เล่ากันว่าทำแล้วกลับดำกว่าเดิมนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า

พูดตรงๆ เลย ปิโก้โทนิ่งได้ผลดีกับจุดด่างดำและกระ แต่กับฝ้าแท้นั้นไม่ใช่หายได้ในครั้งเดียว และกลับมาซ้ำได้บ่อยด้วย ผลขึ้นอยู่กับชนิดของรอยสีและความยาวคลื่นที่เลือกใช้ค่อนข้างมาก ความคาดหวังก็มีผลต่อความพึงพอใจมากไม่แพ้กัน ต่อไปนี้จะค่อยๆ อธิบายหลักการทำงาน ความยาวคลื่น ผลที่ได้จริง และผลข้างเคียงทีละขั้น อ่านจบแล้วจะแยกโฆษณาออกจากข้อเท็จจริงได้เอง

เครื่องเลเซอร์ปิโก้วินาทีสำหรับปิโก้โทนิ่ง

ปิโก้โทนิ่งคืออะไร

ปิโก้โทนิ่งคือการยิงเลเซอร์ปิโก้วินาทีพลังงานต่ำหลายๆ ครั้งติดต่อกัน ปิโก้วินาทีหมายถึง 1 ใน 1 ล้านล้านส่วนของวินาที คือสั้นมากจนแทบนับไม่ได้ คำว่า "โทนิ่ง" หมายถึงการค่อยๆ ปรับผิวด้วยพลังงานอ่อนหลายรอบ ไม่ใช่ยิงแรงครั้งเดียวจบ

หลักการทำงานมีดังนี้ เม็ดสีในผิวของเราคือเม็ดเมลานิน เมื่อเลเซอร์ส่งพลังงานเข้าไปในเสี้ยววินาที เม็ดสีจะแตกแยกเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นร่างกายจะค่อยๆ กวาดชิ้นส่วนเหล่านั้นออกไป สีผิวจึงจางลงทีละนิด จุดต่างจากเลเซอร์นาโนวินาทีรุ่นเก่าคือ นาโนวินาทีปล่อยแสงนานกว่าปิโก้วินาทีถึงประมาณ 1,000 เท่า ความร้อนจึงกระจายออกสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง ส่งผลระคายเคืองมาก ส่วนปิโก้วินาทีนั้นสั้นจนความร้อนยังไม่ทันกระจาย จึงสร้างแรงกระแทกแบบคลื่นความดันซึ่งสลายเม็ดสีได้เหมือนบดเป็นผง ความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยกว่าทำให้ระคายเคืองผิวรอบข้างน้อยลง และความเสี่ยงเกิดรอยคล้ำหลังทำก็ต่ำกว่าด้วย แต่ต้องบอกตามตรงว่า แม้หลักการที่ว่าปิโก้วินาทีระคายเคืองน้อยกว่าจะฟังดูสมเหตุสมผล แต่งานวิจัยที่ยืนยันว่าได้ผลดีกว่านาโนวินาทีอย่างชัดเจนนั้นยังมีไม่มากพอ รอยสีที่ปิโก้โทนิ่งรักษาได้มีหลากหลาย ทั้งฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยสีแต่กำเนิดอย่างโอตะ เนวัส ไปจนถึงรอยสักและรูขุมขนกว้าง

กราฟแสดงการดูดซับแสงของเมลานินตามความยาวคลื่น ความยาวคลื่นสั้น 532nm ถูกดูดซับแรงมากจึงเหมาะกับรอยสีชั้นตื้น ส่วนความยาวคลื่นยาว 1064nm ถูกดูดซับอ่อนกว่าแต่ทะลุลึกกว่าจึงถึงรอยสีชั้นลึก (ค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเมลานิน OMLC)
กราฟแสดงการดูดซับแสงของเมลานินตามความยาวคลื่น ความยาวคลื่นสั้น 532nm ถูกดูดซับแรงมากจึงเหมาะกับรอยสีชั้นตื้น ส่วนความยาวคลื่นยาว 1064nm ถูกดูดซับอ่อนกว่าแต่ทะลุลึกกว่าจึงถึงรอยสีชั้นลึก (ค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเมลานิน OMLC)

ทำไมความยาวคลื่นถึงสำคัญ

การจะเข้าใจปิโก้โทนิ่งได้ดี ต้องเข้าใจความยาวคลื่นก่อน เพราะเม็ดสีจะแตกตัวได้ก็ต่อเมื่อดูดซับแสงเข้าไป และเมลานินชนิดเดียวกันดูดซับแสงต่างกันมากตามความยาวคลื่น

ดูกราฟด้านบนแล้วจะเข้าใจทันที ยิ่งความยาวคลื่นสั้น เมลานินยิ่งดูดซับแสงแรง ยิ่งคลื่นยาวการดูดซับยิ่งอ่อนลง ในทางปฏิบัติ 532nm ให้การดูดซับแรงกว่า 1064nm ถึงประมาณ 7-8 เท่า แล้วคลื่นสั้นดีกว่าเสมอไหม ไม่ใช่เลย คลื่นสั้นที่ดูดซับแรงนั้นถูกดูดไปหมดที่ชั้นผิวตื้นๆ จึงเหมาะกับกระหรือจุดด่างดำที่อยู่ตื้น แต่คลื่นยาวที่ดูดซับอ่อนกว่ากลับเดินทางลึกกว่า จึงไปถึงรอยสีในชั้นหนังแท้ ฝ้า หรือโอตะ เนวัสได้ กล่าวคือความแรงของการดูดซับกับความลึกที่ทะลุได้นั้นสวนทางกันพอดี จึงใช้ 532nm กับจุดด่างดำชั้นตื้น และ 1064nm กับฝ้าชั้นลึก โดยเฉพาะในคนไทยหรือคนเอเชียที่ผิวค่อนข้างเข้ม การใช้ 532nm ซึ่งดูดซับแรงอาจกลับทำให้เกิดรอยคล้ำได้ง่าย ดังนั้น 1064nm จึงปลอดภัยกว่าสำหรับฝ้า สรุปคือไม่มีความยาวคลื่นไหนดีหรือแย่กว่ากัน แต่ต้องเลือกให้ตรงกับตำแหน่งของรอยสี

กราฟแสดงผลของปิโก้โทนิ่งต่อฝ้า ในการทดลองหนึ่ง 1064nm ลด MASI ลงประมาณ 36% ส่วน 755nm ลดลงประมาณ 26% และครีมทาเพื่อลดจุดด่างดำลดลงประมาณ 24% (Manosupha 2023, 60 คน, 3 ครั้ง, 24 สัปดาห์)
กราฟแสดงผลของปิโก้โทนิ่งต่อฝ้า ในการทดลองหนึ่ง 1064nm ลด MASI ลงประมาณ 36% ส่วน 755nm ลดลงประมาณ 26% และครีมทาเพื่อลดจุดด่างดำลดลงประมาณ 24% (Manosupha 2023, 60 คน, 3 ครั้ง, 24 สัปดาห์)

ได้ผลกับฝ้าจริงไหม

เรื่องผลต่อฝ้าควรมองตามความเป็นจริง มีการทดลองหนึ่งติดตามผู้ที่มีผิวเข้มจำนวน 60 คนหลังรับการรักษา 3 ครั้งนาน 24 สัปดาห์ จากกราฟด้านบน 1064nm ลดค่า MASI ของฝ้าลงได้ประมาณ 36% ส่วน 755nm ลดลงประมาณ 26%

แต่ในการทดลองเดียวกัน กลุ่มที่ทาแค่ครีมลดจุดด่างดำโดยไม่ใช้เลเซอร์เลยก็ลดลงประมาณ 24% เช่นกัน นั่นคือ 1064nm ได้ผลดีกว่าครีมจริง แต่ความต่างไม่ได้ห่างกันมาก ส่วน 755nm ให้ผลใกล้เคียงครีมมากทีเดียว อีกเรื่องที่ควรรู้ไว้คือ ยังยากที่จะสรุปได้ชัดว่าปิโก้วินาทีได้ผลกับฝ้าดีกว่านาโนวินาทีจริงหรือไม่ งานวิจัยที่เปรียบเทียบทั้งสองแบบพบว่าผลใกล้เคียงกัน แต่ปิโก้วินาทีมีอาการข้างเคียงหลังทำน้อยกว่าเล็กน้อย ดังนั้นกับฝ้า ควรตั้งความคาดหวังว่าจะค่อยๆ จางลงทีละนิดจากหลายๆ ครั้ง ไม่ใช่หายหมดในครั้งเดียว การรีบทำถี่และแรงเพราะอยากเห็นผลเร็วนั้นไม่ดี เพราะมีความเสี่ยงผลข้างเคียงที่จะกล่าวถึงในส่วนต่อไป

กราฟแสดงการกลับมาซ้ำของฝ้า แม้เลเซอร์จะกำจัดฝ้าไปได้ แต่ถ้าสาเหตุอย่างแสงแดดและฮอร์โมนยังอยู่ ฝ้าจะกลับมาใหม่ใน 3 เดือนถึง 1 ปีใน 6 ใน 10 ถึง 8 ใน 10 คน (Kim 2024 review)
กราฟแสดงการกลับมาซ้ำของฝ้า แม้เลเซอร์จะกำจัดฝ้าไปได้ แต่ถ้าสาเหตุอย่างแสงแดดและฮอร์โมนยังอยู่ ฝ้าจะกลับมาใหม่ใน 3 เดือนถึง 1 ปีใน 6 ใน 10 ถึง 8 ใน 10 คน (Kim 2024 review)

จุดด่างดำได้ผลดี แต่ฝ้ากลับมาซ้ำ

แม้จะเป็นปิโก้โทนิ่งเหมือนกัน แต่ผลกับจุดด่างดำกับฝ้านั้นต่างกันมาก กระและจุดด่างดำมีรอยสีที่รวมกันชัดเจนที่ชั้นผิวตื้น เลเซอร์จึงเล็งได้แม่นยำ หลายคนทำแค่ 1-2 ครั้งก็เห็นรอยจางลงชัด และความพึงพอใจโดยรวมก็สูง

ปัญหาอยู่ที่ฝ้า จากกราฟด้านบนจะเห็นว่า แม้เลเซอร์จะกำจัดฝ้าไปได้ แต่ใน 6 ใน 10 ถึง 8 ใน 10 คน ฝ้าก็กลับมาใหม่ภายใน 3 เดือนถึง 1 ปี ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าอย่างแสงแดด ฮอร์โมน และพันธุกรรมยังคงอยู่เหมือนเดิม ต่อให้กวาดเม็ดสีออกไปมากแค่ไหน ร่างกายก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้อีก เลเซอร์เปรียบได้กับการทำความสะอาดเม็ดสีที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การหยุดการสร้างเม็ดสีใหม่ ดังนั้นฝ้าจึงไม่ใช่การรักษาที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการดูแลอย่างต่อเนื่อง การทากันแดดสม่ำเสมอทุกวันและการใช้ tranexamic acid ชนิดรับประทานหรือส่วนผสมทาเพื่อลดจุดด่างดำควบคู่กันไปจึงสำคัญมาก จริงๆ แล้ว tranexamic acid มีหลักฐานรองรับค่อนข้างแข็งแกร่งในการรักษาฝ้า การผสมวิธีเหล่านี้เข้าด้วยกันแทนที่จะพึ่งเลเซอร์อย่างเดียวจะช่วยให้ผิวใสอยู่ได้นานกว่า

การรับการรักษาด้วยปิโก้โทนิ่ง

ผลข้างเคียงและใครเหมาะกับการทำ

มาที่เรื่องผลข้างเคียงกันก่อน ผิวแดงและบวมเล็กน้อยทันทีหลังทำถือเป็นเรื่องปกติ และมักหายได้เองในไม่ช้า สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือรอยคล้ำหลังทำ แม้ปิโก้โทนิ่งจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าเลเซอร์รุ่นเก่า แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงเลย โดยเฉพาะถ้าใช้ 532nm ที่ดูดซับแรงกับผิวที่ค่อนข้างเข้ม อาจทำให้ผิวคล้ำขึ้นแทนได้ อีกเรื่องที่ต้องระวังมากกว่าคือ hypopigmentation หรือสีผิวจางผิดปกติ ถ้าทำถี่เกินไปหรือพลังงานแรงเกินไปซ้ำๆ เม็ดสีอาจถูกทำลายจนผิวเป็นจุดด่างขาว และบางกรณีก็ไม่กลับมาเป็นปกติ ดังนั้นการทำโทนิ่งนั้น สำคัญที่สุดคือไม่โลภ เลือกพลังงานที่เหมาะสมและเว้นระยะห่างให้พอดี

มีบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงด้วย ได้แก่ ผู้ตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร ผู้ที่เพิ่งใช้ยาสิว isotretinoin มาก่อนหน้า ผู้ที่มีการอักเสบบริเวณที่จะทำ หรือมีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ รวมถึงผู้ที่โดนแดดเผาหนักๆ มาไม่นาน แล้วใครเหมาะกับปิโก้โทนิ่ง? ถ้าเป็นกังวลเรื่องกระ จุดด่างดำ และรอยสีชั้นตื้น ปิโก้โทนิ่งให้ผลเร็วและได้ผลดี แต่ถ้าฝ้าเป็นปัญหาหลัก ควรตั้งความคาดหวังไว้ต่ำกว่านั้น เลือก 1064nm พลังงานอ่อน ค่อยๆ ทำทีละครั้ง และดูแลผิวคู่กันด้วยกันแดดและยากิน สรุปคือปิโก้โทนิ่งไม่ใช่เวทมนตร์ที่ลบรอยสีได้ครั้งเดียวจบ แต่เมื่อวินิจฉัยชนิดรอยสีได้ถูกต้อง เลือกความยาวคลื่นให้เหมาะ และไม่โลภพลังงาน จะให้ผลที่น่าพอใจที่สุด

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Acne

Fraxel ลบรอยสิวได้จริงไหม, สีผิวเข้มเสี่ยงดำหลังเลเซอร์แค่ไหน?

Fraxel และ fractional laser ทำงานกับรอยสิวอย่างไร ผลต่างกันตามรูปแบบของรอย ความเสี่ยงเกิดสีผิวหลังทำในผิวคนเอเชียอยู่ระดับไหน พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยจริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะรอยสิวไม่ได้หายหมด แค่จางลง

By Dr. Kim

Skincare

SkinVive กับ Belotero Revive ต่างกันตรงไหน และควรเลือกตัวไหนดี?

SkinVive และ Belotero Revive เป็น HA skin booster เหมือนกัน แต่สูตร บทบาทของ glycerol ข้อมูลทางคลินิก และสถานะการอนุมัติต่างกัน บทความนี้สรุปข้อเท็จจริงจากงานวิจัยจริง พร้อมแนวทางการเลือกที่ใช้ได้จริง

By Dr. Kim

Lifting

Coolfase RF กระชับผิวจริงไหม ระบบ DCC ช่วยลดความเจ็บปวดได้แค่ไหน?

Coolfase คืออะไร ระบบ DCC ที่ปลายหัวสัมผัสผิวโดยตรงช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงหรือไม่ เปรียบเทียบกับ Thermage และ Volnewmer แล้วต่างกันอย่างไร พร้อมข้อมูลจากงานวิจัย monopolar RF จริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะยังไม่มีงานวิจัยทดสอบ Coolfase โดยเฉพาะสักชิ้น

By Dr. Lee

Back to articles