prettytime
Acne

Differin กับสิวอุดตัน — อดาพาลีนทำงานยังไง และต้องรอนานแค่ไหน?

By Dr. Lee1 min read

สิวเป็นปัญหาผิวอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นที่เพิ่มการผลิตซีบัมตลอดปี หลายคนเจอชื่อ "ดิฟเฟอริน" หรือ "Differin" จากคอมมูนิตี้ความงาม พันทิป หรือฟีดสกินแคร์ในโซเชียล ว่าเป็นยาทาสิวที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ แต่ทำให้รูขุมขนที่อุดตันเปิดออก

ปัญหาคือหลายคนลองใช้ได้สักสองอาทิตย์แล้วเลิก เพราะยังไม่เห็นผล หรือสิวดูขึ้นมากกว่าเดิมในช่วงแรก แล้วสรุปว่าแพ้ยาหรือยาไม่ได้เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนั้น ดิฟเฟอรินเป็นยาที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับชัดเจน แต่ต้องรู้วิธีใช้ที่ถูก และใจเย็นพอที่จะรอผล

ชื่อที่คล้ายกันอย่างเรตินอยด์ เทรตินอยน์ หรือ Aklief ทำให้สับสนอยู่บ่อยๆ บทความนี้พาไปดูว่าดิฟเฟอรินคืออะไร อยู่ตรงไหนในกลุ่มเรตินอยด์ ทำงานกับสิวยังไง และต้องรอนานแค่ไหนถึงจะเห็นผลจริง

ดิฟเฟอริน (Differin) เจลอดาพาลีน 0.1 เปอร์เซ็นต์

ดิฟเฟอริน (Differin) คืออะไรกันแน่?

ดิฟเฟอรินคือยาทาสิวที่มีสารออกฤทธิ์ชื่อว่า อดาพาลีน (adapalene) จัดอยู่ในกลุ่มเรตินอยด์ ซึ่งเป็นสารที่สังเคราะห์มาจากวิตามินเอ ผลิตโดย Galderma สูตรที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดคือเจลความเข้มข้น 0.1% เรตินอยด์ทำงานโดยปรับการสร้างและการหลุดลอกของเซลล์ผิวให้กลับเป็นปกติ ซึ่งตรงกับจุดอ่อนหลักของสิวอุดตัน

ในประเทศไทยดิฟเฟอรินจัดเป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ต่างจากในสหรัฐอเมริกาที่อนุมัติให้จำหน่ายเป็นยาสามัญ (OTC) ตั้งแต่ปี 2016 ดังนั้นการสั่งซื้อจากต่างประเทศหรือหาซื้อออนไลน์โดยไม่ผ่านแพทย์จึงมีความเสี่ยง เพราะความเข้มข้นและความถี่ในการใช้ต้องปรับตามสภาพผิวของแต่ละคน

สิ่งที่ดิฟเฟอรินทำไม่ใช่การฆ่าเชื้อ C. acnes มันทำงานที่ต้นเหตุของสิวอุดตัน คือขั้นตอนที่รูขุมขนถูกอุดตันตั้งแต่แรก ทำให้ต่างจากยาปฏิชีวนะทาหรือเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) อย่างสิ้นเชิง และเป็นเหตุผลที่ยาสองกลุ่มนี้เสริมฤทธิ์กันได้ดีเมื่อใช้คู่กัน ในไทยมียาผสมสำเร็จรูประหว่างอดาพาลีนกับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ อย่าง Epiduo ที่แพทย์หลายท่านใช้กับผู้ป่วยที่มีทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบร่วมกัน ส่วนยาสามัญ (generic) ที่มีอดาพาลีนเป็นส่วนประกอบก็มีจำหน่ายเช่นกัน — สารออกฤทธิ์เหมือนกัน กลไกเหมือนกันทุกประการ

เรตินอยด์แบ่งตามรุ่น — รุ่นแรกเทรตินอยน์ (Retin-A), รุ่นสามอดาพาลีน (ดิฟเฟอริน), รุ่นสี่ไตรฟาโรทีน (Aklief). ดิฟเฟอรินเป็นรุ่นสาม และ Aklief เป็นยาคนละตัวที่มีสารออกฤทธิ์ต่างกัน
เรตินอยด์แบ่งตามรุ่น — รุ่นแรกเทรตินอยน์ (Retin-A), รุ่นสามอดาพาลีน (ดิฟเฟอริน), รุ่นสี่ไตรฟาโรทีน (Aklief). ดิฟเฟอรินเป็นรุ่นสาม และ Aklief เป็นยาคนละตัวที่มีสารออกฤทธิ์ต่างกัน

เรตินอยด์มีหลายรุ่น — ดิฟเฟอรินอยู่รุ่นไหน?

เรตินอยด์ถูกแบ่งเป็นรุ่น (generation) ตามโครงสร้างโมเลกุลและช่วงเวลาที่พัฒนาขึ้น รุ่นแรกคือเทรตินอยน์ หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ Retin-A กับไอโซเทรตินอยน์แบบกิน อย่าง Isotane หรือ Acnotin ที่แพทย์ใช้กันในไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงแต่ระคายเคืองมากกว่า รุ่นสองใช้กับโรคสะเก็ดเงินเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับสิว ส่วนรุ่นสามคืออดาพาลีน นั่นคือดิฟเฟอริน

ที่ทำให้สับสนบ่อยคือ Aklief ซึ่งเป็นยาของ Galderma เหมือนกัน แต่สารออกฤทธิ์คือ ไตรฟาโรทีน (trifarotene) เรตินอยด์รุ่นสี่ที่เพิ่งพัฒนาล่าสุด ชื่อคล้ายกัน บริษัทเดียวกัน แต่คนละสาร คนละรุ่น จำง่ายๆ ว่า ดิฟเฟอริน = อดาพาลีน, Aklief = ไตรฟาโรทีน

อดาพาลีนต่างจากเทรตินอยน์รุ่นแรกตรงที่ระคายเคืองน้อยกว่าและเสถียรกว่ามาก โมเลกุลของอดาพาลีนออกแบบมาให้จับกับตัวรับ (receptor) เรตินอยด์เฉพาะบางชนิด ทำให้ระคายเคืองต่อผิวน้อยลง นอกจากนี้อดาพาลีนยังทนต่อแสงแดดได้ดีกว่า — การทดลองพบว่าเทรตินอยน์สลายตัวเกือบหมดภายใน 6 ชั่วโมงเมื่อถูก UV ในขณะที่อดาพาลีนยังคงสภาพได้ดี นี่คือเหตุผลที่นำอดาพาลีนมาผสมกับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์เป็นสูตรผสมได้โดยไม่ทำให้ยาเสื่อม

กลไกที่อดาพาลีนออกฤทธิ์กับสิว — ปรับการหลุดลอกของเซลล์ในรูขุมขนให้เป็นปกติ ยับยั้งการเกิดสิวอุดตันใหม่ และลดการอักเสบ แต่ไม่ลดปริมาณซีบัมโดยตรง
กลไกที่อดาพาลีนออกฤทธิ์กับสิว — ปรับการหลุดลอกของเซลล์ในรูขุมขนให้เป็นปกติ ยับยั้งการเกิดสิวอุดตันใหม่ และลดการอักเสบ แต่ไม่ลดปริมาณซีบัมโดยตรง

อดาพาลีนออกฤทธิ์กับสิวยังไง?

สิวเริ่มจากเซลล์ผิวที่ผิดปกติบริเวณปากรูขุมขน แทนที่จะหลุดลอกออกตามปกติ กลับสะสมกันจนอุดตัน เมื่อซีบัมถูกขังไว้ข้างในและเชื้อ C. acnes เจริญเติบโต ก็กลายเป็นสิวอุดตัน (comedone) และถ้ามีการอักเสบเพิ่มเข้ามาก็พัฒนาเป็นตุ่มแดงและตุ่มหนอง

อดาพาลีนเข้าจัดการที่ต้นทาง กลไกหลักสามขั้น คือ หนึ่ง — จับกับตัวรับเรตินอยด์ในเซลล์รอบรูขุมขน สอง — ปรับให้เซลล์หลุดลอกตามปกติ ยับยั้งไม่ให้เกิดสิวอุดตันใหม่ พร้อมช่วยให้สิวที่อุดตันอยู่แล้วเปิดออก สาม — ลดการอักเสบในรูขุมขน ซึ่งช่วยลดสิวแดงอักเสบได้ด้วย

แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัด: อดาพาลีนไม่ได้ลดปริมาณซีบัมที่ผิวผลิต ตรงนั้นคือจุดเด่นของไอโซเทรตินอยน์แบบกิน ซึ่งแพทย์ใช้กับสิวอักเสบรุนแรง ดิฟเฟอรินทาเน้นที่รูขุมขนอุดตันเป็นหลัก ผลจึงค่อยๆ เห็นเมื่อสิวอุดตันลดลงทีละน้อย และยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสิวอุดตันใหม่ด้วย นี่คือเหตุผลที่หลายคนใช้ต่อเนื่องแม้สิวจะดีขึ้นแล้ว เพื่อรักษาสภาพผิวไว้ในระยะยาว

ผลการทดลองทางคลินิก — หลังใช้อดาพาลีน 12 สัปดาห์ สิวอักเสบลดลงประมาณ 61 เปอร์เซ็นต์ และสิวอุดตันลดลงประมาณ 51 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลจะค่อยๆ ปรากฏในช่วง 8–12 สัปดาห์
ผลการทดลองทางคลินิก — หลังใช้อดาพาลีน 12 สัปดาห์ สิวอักเสบลดลงประมาณ 61 เปอร์เซ็นต์ และสิวอุดตันลดลงประมาณ 51 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลจะค่อยๆ ปรากฏในช่วง 8–12 สัปดาห์

แล้วสิวหายจริงไหม?

ข้อมูลจากงานวิจัยค่อนข้างชัดเจน จากการศึกษาในผู้ใช้อดาพาลีนนาน 12 สัปดาห์ พบว่าสิวอักเสบ (ตุ่มแดงและตุ่มหนอง) ลดลงประมาณ 60% และสิวอุดตันลดลงประมาณ 50% เมื่อรวบรวมการศึกษาเปรียบเทียบกับเทรตินอยน์รุ่นแรก ประสิทธิภาพโดยรวมใกล้เคียงกัน แต่อดาพาลีนระคายเคืองน้อยกว่า ผลเท่ากัน ทนใช้ได้นานกว่า — นั่นคือข้อได้เปรียบหลัก

ถ้าใช้คู่กับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ ผลจะดีกว่า การวิเคราะห์รวมจากหลายการศึกษาพบว่ายาผสม เช่น Epiduo ทำให้สิวดีขึ้นในอัตราสูงกว่ายาหลอกถึงสองเท่า ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการรักษาสิวปัจจุบันที่แนะนำให้ใช้เรตินอยด์ทาร่วมกับยาลดเชื้อสำหรับสิวส่วนใหญ่

แต่สิ่งที่คนมักไม่ได้รับรู้ก่อนใช้คือ ต้องรอ 8–12 สัปดาห์ถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน และในช่วงสัปดาห์แรกๆ สิวอาจดูขึ้นมากกว่าเดิม นั่นเพราะอดาพาลีนกำลังดันสิวอุดตันที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวให้โผล่ขึ้นมา ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่หลายคนรู้จักกันว่า "purging" ถ้าเลิกใช้ในช่วงนี้ก็จะไม่ได้เห็นผลที่แท้จริง นอกจากนี้ควรทาให้ทั่วบริเวณที่มักเกิดสิว ไม่ใช่จุดเฉพาะสิวที่เห็น เพราะจุดประสงค์หลักคือการป้องกันสิวที่กำลังก่อตัวอยู่ใต้ผิวด้วย

การใช้ยาทาสิวบริเวณที่มีปัญหา

ใช้ยังไง ผลข้างเคียงมีอะไร และใครเหมาะ?

วิธีใช้ไม่ซับซ้อน แต่มีจุดสำคัญที่ต้องทำให้ถูก ทาตอนกลางคืนหลังล้างหน้าและรอให้ผิวแห้งสนิทก่อน ถ้าผิวยังมีความชื้นอยู่จะยิ่งระคายเคืองมากขึ้น ทาบางๆ ให้ทั่วบริเวณที่มีปัญหา ช่วง 2–4 สัปดาห์แรกแนะนำให้ทาวันเว้นวันก่อน แล้วค่อยเพิ่มเป็นทุกคืนเมื่อผิวเริ่มชิน

การระคายเคืองช่วงแรกเป็นเรื่องปกติ ผิวแดง แห้ง ลอก หรือแสบเล็กน้อยในช่วง 2–4 สัปดาห์แรกไม่ได้แปลว่าแพ้ยา แต่เป็นขั้นตอนที่ผิวกำลังปรับตัว ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายในหนึ่งเดือน ถ้าระคายเคืองมากให้ลดความถี่และทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้เพียงพอ สำคัญมากคือกลางวันต้องทากันแดดทุกครั้ง เพราะผิวที่ใช้เรตินอยด์จะไวต่อแสง UV มากขึ้น ยิ่งในเมืองไทยที่แดดแรงตลอดปี ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

ข้อห้ามที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการตั้งครรภ์ เรตินอยด์ทุกชนิดรวมถึงอดาพาลีนไม่ควรใช้ระหว่างตั้งครรภ์ ถ้ากำลังวางแผนมีบุตรหรือตั้งครรภ์อยู่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรุปแล้ว ดิฟเฟอรินเหมาะกับคนที่มีสิวอุดตันและสิวอักเสบระดับเบาถึงปานกลาง และพร้อมดูแลต่อเนื่อง แต่ถ้ามีสิวอักเสบรุนแรงชนิดก้อน (nodule) หรือถุงหนอง (cyst) ยาทาคงไม่เพียงพอ ต้องพิจารณายากินร่วมด้วย และสำหรับรอยสิว ไม่ว่าจะเป็นรอยแดงหรือรอยดำที่เกิดขึ้นแล้ว อดาพาลีนไม่ได้รักษาโดยตรง ต้องจัดการแยกต่างหาก ถ้าเข้าใจว่ายาตัวนี้ต้องใช้เวลาและมีช่วงปรับตัว ดิฟเฟอรินก็เป็นตัวเลือกที่พิสูจน์แล้วสำหรับการแก้ต้นเหตุของสิวอุดตัน

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Acne

NeoBeam เลเซอร์สิว 1450nm: ประสิทธิผล ดาวน์ไทม์ และสิ่งที่ต้องรู้ก่อนทำ

NeoBeam คือเลเซอร์ชนิดใด ลดสิวอักเสบและไขมันส่วนเกินได้แค่ไหน ทำไมถึงได้ผลน้อยกับรอยสิวหลุม — รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยกลุ่มเลเซอร์ 1450nm พร้อมระบุว่านี่คือข้อมูลระดับคลาส ไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะอุปกรณ์

By Dr. Kim

Lifting

Linear Z ไฮฟู — ยิงแบบเส้นต่างจากจุดอย่างไร และยกหน้าได้จริงแค่ไหน

Linear Z ไฮฟู คืออะไร โหมดยิงเส้นดีกว่าจุดจริงหรือเปล่า หน้าจะยกได้แค่ไหน และส่วนไหนเป็นแค่การตลาด บทความนี้ไล่เรียงจากงานวิจัยจริง รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า Linear Z ยังไม่มีงานศึกษาทางคลินิกในมนุษย์โดยเฉพาะแม้แต่ชิ้นเดียว

By Dr. Lee

Botox

CoreTox โบท็อกซ์บริสุทธิ์จากเกาหลี: ดื้อยาน้อยกว่าจริง หรือแค่โฆษณา?

CoreTox คืออะไร ทำไมถึงไม่มีโปรตีนเสริม และที่โฆษณาว่าดื้อยาน้อยกว่านั้นมีหลักฐานรองรับแค่ไหน — รวบรวมจากงานวิจัยจริง พร้อมข้อมูลคลินิกของ CoreTox และวิธีลดการดื้อยาที่ได้ผลในทางปฏิบัติ

By Dr. Kim

Back to articles