prettytime
Filler

เรดิเอส CaHA กระตุ้นคอลลาเจนที่คอและหลังมือ: หลักฐานจากงานวิจัย ผลอยู่นานแค่ไหน และข้อควรรู้ก่อนฉีด

By Dr. Lee2 min read

คอและหลังมือมักเปิดเผยอายุก่อนจุดอื่น ดูแลหน้าดีแค่ไหน ถ้าคอเริ่มมีรอยย่นแนวนอนหรือหลังมือเห็นเส้นเอ็นนูนชัด ก็ยากจะซ่อน ยิ่งในไทยที่แสงแดดหนักตลอดปี คอลลาเจนที่คอและมือสลายเร็วกว่าคนในหลายประเทศ ผิวจึงดูแก่ก่อนวัยได้ง่าย

ทุกวันนี้ในคลินิกเวชกรรมความงามทั่วกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่ เรดิเอส (Radiesse) ถูกนำมาใช้กับบริเวณเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ สารออกฤทธิ์หลักคือ CaHA หรือแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุชนิดเดียวกับที่พบในกระดูกและฟันของเรา ร่างกายจึงรู้จักและยอมรับสารนี้ได้ดี

เรดิเอสทำสองอย่างพร้อมกัน: เติมปริมาตรได้ทันทีหลังฉีด และกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ด้วยตัวเอง เมื่อเจือจางมากขึ้นจะทำหน้าที่เป็นสกินบูสเตอร์ที่ฟื้นฟูเนื้อผิวในวงกว้างมากกว่าเพิ่มปริมาตรเฉพาะจุด สำหรับคนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องคอและหลังมือ เรดิเอสเป็นตัวเลือกที่ผมแนะนำบ่อยที่สุด

กล่องผลิตภัณฑ์และกระบอกฉีดยาเรดิเอส

เรดิเอสคืออะไร และทำงานอย่างไร

เรดิเอสเป็นยาฉีดที่ประกอบด้วยไมโครสเฟียร์ขนาดจิ๋วของ CaHA กระจายตัวอยู่ในเจลพาหะ เมื่อฉีดเข้าไป เจลจะสร้างปริมาตรทันที จากนั้นเมื่อเจลค่อยๆ ถูกดูดซึม ไมโครสเฟียร์จะยังคงอยู่ในชั้นหนังแท้ กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ตัวไมโครสเฟียร์เองจะค่อยๆ สลายเป็นแคลเซียมและฟอสเฟต ใช้เวลาประมาณหนึ่งปีจึงสลายหายไปหมด กลไกสองขั้นตอนนี้คือหัวใจของเรดิเอส

เมื่อเจือจาง (hyperdilute) ด้วยน้ำเกลือหรือยาชา ฤทธิ์เติมปริมาตรจะลดลง แต่แลกกับการกระจายตัวในพื้นที่กว้างขึ้น เน้นกระตุ้นคอลลาเจนและปรับเนื้อผิวโดยรวม เหมาะกับบริเวณที่ผิวบางและกว้าง เช่น คอ เดโกลเต้ และหลังมือ

ถ้าเปรียบกับตัวเลือกอื่นในกลุ่มเดียวกัน แต่ละตัวมีจุดยืนต่างกัน สคัลพ์ตร้า (Sculptra) ไม่มีปริมาตรทันที แต่กระตุ้นคอลลาเจนได้นานกว่า 2 ปี เอลลันเซ่ (Ellanse) ใช้ PCL บนพื้น CMC เจล เติมปริมาตรทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน มีสูตรหลายระยะตั้งแต่ 1 ถึง 4 ปีขึ้นไป นิยมใช้มากที่ใบหน้า รีจูราน (Rejuran) เน้นฟื้นฟูผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ใช่ปริมาตร ส่วน HA ฟิลเลอร์อย่าง Juvederm และ Restylane เติมปริมาตรได้ดีและย้อนกลับได้ด้วยไฮยาลูโรนิดาส แต่ไม่กระตุ้นคอลลาเจน จุดแข็งของเรดิเอสอยู่ที่รวมทั้งปริมาตรทันทีและคอลลาเจนระยะยาวไว้ด้วยกัน พร้อมงานวิจัยทางคลินิกที่บริเวณคอ เดโกลเต้ และหลังมือมากที่สุดในกลุ่ม

ด้านความปลอดภัย เรดิเอสมีประวัติการใช้มายาวนานและข้อมูลสะสมหนาแน่น สิ่งที่ต้องรู้ไว้ก่อนคือเมื่อฉีดแล้วย้อนกลับได้ยากกว่า HA ฟิลเลอร์ ไม่มียาละลายเหมือนไฮยาลูโรนิดาส ดังนั้นการออกแบบตำแหน่ง ความเข้มข้น และปริมาณตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก

ในทางการแพทย์ เรดิเอสจัดอยู่ในกลุ่ม ไบโอสติมูเลเตอร์ คือสารที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นเอง ไม่ใช่การเติมสารจากภายนอก เมื่อไมโครสเฟียร์ฝังตัวในหนังแท้ ร่างกายจะส่งไฟโบรบลาสต์มาล้อมรอบ กระบวนการนี้เองที่เป็นตัวสร้างคอลลาเจน อัตราส่วนเจือจางปรับได้ตามวัตถุประสงค์ ถ้าเน้นกระตุ้นคอลลาเจนที่คอหรือเดโกลเต้ มักเจือจาง 2, 3 เท่าหรือมากกว่า ถ้าต้องการปริมาตรด้วยก็เจือจางน้อยลง ความยืดหยุ่นนี้คือสิ่งที่ทำให้ยาตัวเดียวใช้ได้หลายวัตถุประสงค์

กราฟแสดงสัดส่วนคอลลาเจนชนิดที่ 3 ที่สร้างใหม่ในผิวหนัง 2 เดือนหลังฉีดเรดิเอส ผิวที่ได้รับการรักษามีคอลลาเจนใหม่ 34.4% เทียบกับผิวที่ไม่ได้รับการรักษา 1.8% จากการตัดชิ้นเนื้อในผู้เข้าร่วม 5 ราย (Zerbinati et al., Clin Cosmet Investig Dermatol 2018)
กราฟแสดงสัดส่วนคอลลาเจนชนิดที่ 3 ที่สร้างใหม่ในผิวหนัง 2 เดือนหลังฉีดเรดิเอส ผิวที่ได้รับการรักษามีคอลลาเจนใหม่ 34.4% เทียบกับผิวที่ไม่ได้รับการรักษา 1.8% จากการตัดชิ้นเนื้อในผู้เข้าร่วม 5 ราย (Zerbinati et al., Clin Cosmet Investig Dermatol 2018)

คอลลาเจนใหม่เกิดขึ้นจริงไหม?

กราฟด้านบนมาจากงานวิจัยที่เปรียบเทียบผิวที่ฉีดเรดิเอสกับผิวที่ไม่ได้ฉีด โดยตัดชิ้นเนื้อมาตรวจที่ 2 เดือนหลังรักษา ผลชัดเจน: ผิวที่รักษาแล้วมีคอลลาเจนชนิดที่ 3 ที่สร้างใหม่ถึง 34.4% ขณะที่ผิวที่ไม่รักษามีเพียง 1.8% ต่างกันเกือบยี่สิบเท่า

คอลลาเจนชนิดที่ 3 คือสิ่งที่ร่างกายสร้างเป็นอันดับแรกเมื่อเริ่มกระบวนการฟื้นฟู สัดส่วนที่สูงขึ้นบ่งบอกว่ากระบวนการสร้างคอลลาเจนกำลังทำงานอย่างจริงจัง แม้กลุ่มตัวอย่างมีเพียง 5 คน แต่ข้อมูลจากชิ้นเนื้อเป็นหลักฐานทางชีววิทยาโดยตรงที่บอกทิศทางได้ชัดเจน

คอลลาเจนที่สร้างขึ้นจะค่อยๆ พัฒนาตามเวลา งานวิจัยการตัดชิ้นเนื้ออีกชิ้นพบว่าที่ 4 เดือน คอลลาเจนชนิดที่ 3 มีมากที่สุด จากนั้นที่ 7 เดือนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1 ที่แข็งแรงกว่า พร้อมกับอีลาสตินและหลอดเลือดฝอยที่เพิ่มขึ้นด้วย ในงานวิจัยชิ้นนั้นคะแนนคอลลาเจนชนิดที่ 3 เพิ่มจาก 2.38 ก่อนรักษาเป็น 5.26 ที่ 4 เดือน มากกว่าเดิมสองเท่า

เข้าใจได้ง่ายถ้าเปรียบกับการก่อสร้าง คอลลาเจนชนิดที่ 3 เหมือนโครงสร้างชั่วคราวที่ตั้งขึ้นเร็วแต่ยังไม่แข็งแรงพอ พอถึงเวลา โครงชั่วคราวนี้จะถูกแทนที่ด้วยโครงเหล็กถาวร คือคอลลาเจนชนิดที่ 1 นั่นเองที่อธิบายว่าทำไมผลจึงค่อยๆ ชัดขึ้นในช่วง 3, 7 เดือน ไม่ใช่เห็นทันทีหลังฉีด

การสุกตัว 2 ขั้นตอนนี้ยังอธิบายว่าทำไมผลถึงอยู่นาน เมื่อคอลลาเจนอ่อนแปลงสภาพเป็นคอลลาเจนแข็งและฝังตัวแน่น แม้ไมโครสเฟียร์จะสลายไปแล้ว คอลลาเจนของตัวเองก็ยังอยู่รับช่วงต่อ ผลจากเรดิเอสจึงไม่ได้มาจากปริมาตรทันทีเพียงอย่างเดียว แต่มาจากคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเองและสะสมอยู่ในผิว

กราฟแสดงสัดส่วนผู้ป่วย 22 รายที่ผลดีขึ้นที่ 4 เดือนหลังฉีดเรดิเอสเจือจางที่คอ ประเมินโดยรวม 90.9% รอยย่นแนวนอน 86.4% ผิวหย่อนคล้อย 81.8% (Trindade de Almeida et al., 2023)
กราฟแสดงสัดส่วนผู้ป่วย 22 รายที่ผลดีขึ้นที่ 4 เดือนหลังฉีดเรดิเอสเจือจางที่คอ ประเมินโดยรวม 90.9% รอยย่นแนวนอน 86.4% ผิวหย่อนคล้อย 81.8% (Trindade de Almeida et al., 2023)

ผลที่คอและเดโกลเต้เป็นอย่างไร?

บริเวณที่เรดิเอสโดดเด่นที่สุดคือคอ กราฟด้านบนมาจากงานวิจัยที่ฉีดเรดิเอสเจือจางที่คอผู้ป่วย 22 ราย และประเมินผลที่ 4 เดือน ไม่ว่าจะดูตัวชี้วัดไหน ทั้งการประเมินโดยรวม รอยย่นแนวนอน หรือผิวหย่อนคล้อย ส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับ และแปดในสิบของผู้เข้าร่วมบอกว่าพึงพอใจมากหรือมากที่สุด แทบทุกคนรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

คอเป็นเป้าหมายที่ดีเพราะผิวบริเวณนี้บางและเคลื่อนไหวตลอดเวลา เสี่ยงต่อการหย่อนและรอยย่นมากกว่าใบหน้า แต่การเติมปริมาตรด้วย HA ฟิลเลอร์มักดูไม่เป็นธรรมชาติที่นี่ เรดิเอสเจือจางจึงเหมาะกว่า เพราะเน้นกระตุ้นคอลลาเจนและปรับเนื้อผิวโดยรวม เดโกลเต้และหลังมือก็ใช้หลักการเดียวกัน

ในไทย ปัญหาคอหนักกว่าในหลายประเทศ รังสียูวีทำลายคอลลาเจนที่คอไวมาก ผิวจึงบางและหย่อนเร็วกว่า ยิ่งคนที่นอนตะแคงเป็นประจำจะเห็นรอยย่นแนวนอนที่คอลึกขึ้นตามอายุ

สำหรับหลังมือ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าระดับผิวดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังรักษา เส้นเอ็นและหลอดเลือดที่นูนชัดจะดูน้อยลงเมื่อผิวหนาขึ้น ผู้ป่วยที่มาปรึกษาเรื่องหลังมือมักประหลาดใจมากที่สุดกับผลลัพธ์ที่ได้

เดโกลเต้เป็นอีกบริเวณที่ใช้บ่อย รอยย่นแนวตั้งจากการนอนตะแคงหรือความเสียหายจากแดดแก้ยากด้วยวิธีอื่น เรดิเอสเจือจางช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในบริเวณนี้และลดรอยย่นละเอียดได้ดี แต่ต้องปรับความเข้มข้นและความลึกในการฉีดให้เหมาะกับแต่ละบริเวณ ผิวที่คอ เดโกลเต้ และหลังมือไม่เหมือนกัน

กราฟแสดงความหนาของหนังแท้ที่คอวัดด้วยอัลตราซาวน์ 4 เดือนหลังฉีดเรดิเอส เพิ่มขึ้น 9.6%, 23% ตามบริเวณ ค่าเฉลี่ย 14.9% จากผู้เข้าร่วม 22 ราย (Trindade de Almeida et al., 2023)
กราฟแสดงความหนาของหนังแท้ที่คอวัดด้วยอัลตราซาวน์ 4 เดือนหลังฉีดเรดิเอส เพิ่มขึ้น 9.6%, 23% ตามบริเวณ ค่าเฉลี่ย 14.9% จากผู้เข้าร่วม 22 ราย (Trindade de Almeida et al., 2023)

ผิวหนาขึ้นจริงๆ ไหม? ข้อมูลจากอัลตราซาวน์

นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็น งานวิจัยชิ้นเดิมยังวัดความหนาของหนังแท้ที่คอด้วยอัลตราซาวน์ที่ 4 เดือน ผลออกมาชัดเจน: หนาขึ้น 9.6%, 23% แล้วแต่บริเวณ ค่าเฉลี่ย 14.9% นี่ไม่ใช่การประเมินแบบอัตวิสัย แต่เป็นการวัดเชิงปริมาณที่พิสูจน์ว่าผิวหนาขึ้นจริง

ที่น่าสนใจคือบริเวณบนของคอหนาขึ้นมากที่สุด แสดงว่าแม้ใช้สารเดียวกัน ผลก็ขึ้นกับสภาพผิวเดิมและระดับการหย่อนคล้อยของแต่ละจุด ดังนั้นการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลจึงสำคัญมากต่อผลลัพธ์

ทำไมความหนาถึงสำคัญ? เพราะหนังแท้เป็นชั้นที่รับผิดชอบความยืดหยุ่นและความหนาของผิว เมื่อบางลงตามอายุ ผิวจะดูเหมือนกระดาษบาง รอยย่นเกิดง่าย แสงสะท้อนไม่เรียบ เมื่อชั้นนี้หนาขึ้น รอยย่นดูตื้นลงและผิวมีความสดใสขึ้น ตัวเลข 14.9% จากอัลตราซาวน์จึงสัมพันธ์กับความรู้สึก "ผิวอิ่มขึ้น" ที่ผู้ป่วยรายงานหลังรักษา

กระบวนการนี้สอดคล้องกับที่อธิบายไปก่อนหน้า ไมโครสเฟียร์กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ ซึ่งสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ชั้นหนังแท้หนาขึ้น นั่นจึงอธิบายว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้นใน 2, 3 เดือน ไม่ใช่ทันที การที่ตัวเลขจากอัลตราซาวน์และความพึงพอใจของผู้ป่วยชี้ไปทิศทางเดียวกัน ทำให้ผมมั่นใจในการแนะนำตัวเลือกนี้สำหรับการฟื้นฟูผิวที่คอ แม้ขนาดตัวอย่าง 22 รายยังไม่ใหญ่ ก็ควรมองว่าเป็นหลักฐานชี้ทิศทาง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว

กล่องผลิตภัณฑ์เรดิเอส

ผลอยู่นานแค่ไหน และต่างจากสกินบูสเตอร์ตัวอื่นอย่างไร?

ความยาวนานของผลเป็นจุดแข็งของเรดิเอส ปริมาตรเริ่มต้นอยู่ประมาณ 1 ปี แต่เมื่อรวมกับคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ โดยทั่วไปผลอยู่ได้ 12, 18 เดือน งานวิจัยติดตามระยะยาวพบว่าที่ 30 เดือนหลังรักษา ยังมี 40% ที่การปรับปรุงยังคงอยู่ และในการติดตาม 3 ปี ไม่พบปัญหาร้ายแรงอย่างก้อนนูน (nodule) หรือเนื้อเยื่อแกรนูโลมาแม้แต่รายเดียว

เปรียบกับตัวเลือกอื่น แต่ละตัวมีที่ยืนของตัวเอง สคัลพ์ตร้าอยู่ได้นานกว่า 2 ปี แต่ไม่มีปริมาตรทันที เอลลันเซ่มีหลายสูตรตั้งแต่ 1 ถึง 4 ปีขึ้นไป เติมปริมาตรทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนด้วย PCL แต่นิยมใช้ที่ใบหน้าเป็นหลัก HA ฟิลเลอร์ย้อนกลับได้ แต่ไม่กระตุ้นคอลลาเจนและสลายเร็วกว่า

ฟิลเลอร์กับไบโอสติมูเลเตอร์มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ฟิลเลอร์เหมาะเมื่อต้องการปริมาตรชัดทันที ส่วนเรดิเอสเหมาะเมื่อต้องการให้ผิวพัฒนาขึ้นเองตามเวลา ไม่มีตัวไหนดีกว่าตัวไหนโดยไม่มีเงื่อนไข ขึ้นอยู่กับว่าต้องการอะไร: ปริมาตรชัดทันทีหรือผิวที่ดีขึ้นอย่างธรรมชาติในระยะยาว

ในคลินิก เมื่อผู้ป่วยมาปรึกษา ผมจะถามก่อนว่าเป้าหมายคืออะไร ถ้าต้องการเติมปริมาตรชัดๆ ที่ใบหน้าก็แนะนำสิ่งอื่น แต่ถ้าต้องการปรับเนื้อผิวโดยรวมที่คอ เดโกลเต้ หรือหลังมือ เรดิเอสมีข้อมูลทางคลินิกสนับสนุนมากที่สุดสำหรับบริเวณเหล่านี้

เพราะผลสะสมตามเวลา การวางแผนจึงควรมองระยะยาว ปกติจะรอดูผลหลังฉีดครั้งแรกสัก 3-4 เดือน แล้วค่อยพิจารณาว่าต้องเสริมหรือไม่ ฉีดบ่อยๆ ไม่ได้ดีกว่าเสมอ และอย่าลืมทาครีมกันแดดทุกวันเพราะสำคัญมากในการรักษาผลให้นาน รังสียูวีทำลายคอลลาเจนที่สร้างใหม่ได้ไวมาก โดยเฉพาะในสภาพอากาศของไทย

แพทย์กำลังทำการรักษาด้วยกระบอกฉีดเรดิเอส

เหมาะกับใคร และต้องระวังอะไร?

เรดิเอสเหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อย บาง และมีรอยย่นละเอียดที่คอ เดโกลเต้ หรือหลังมือ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวโดยไม่ผ่าตัด ต้องการทั้งผลทันทีและคอลลาเจนระยะยาว และต้องการเน้นเส้นขากรรไกรหรือแก้มด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนก็ใช้ได้เช่นกัน

กรณีที่ไม่เหมาะมีชัดเจน ริมฝีปากหรือบริเวณที่เคลื่อนไหวมากและใกล้เยื่อเมือกเสี่ยงต่อการเกิด nodule สูงกว่า ในงานวิจัยพบ nodule ที่ริมฝีปากเป็นหลัก ขณะที่บริเวณสกินบูสเตอร์อย่างคอและหลังมือพบน้อยมาก ถ้าต้องการเติมปริมาตรชัดๆ ขนาดใหญ่ที่ใบหน้า HA ฟิลเลอร์เหมาะกว่า

ผลข้างเคียงร้ายแรงพบน้อยกว่า 1% สิ่งที่ต้องระวังมี:

  • Nodule (ก้อนนูน): ลดความเสี่ยงได้ด้วยการเจือจางให้เพียงพอและกระจายให้ทั่ว ไม่ให้สารเกาะกัน
  • หลอดเลือดอุดตัน: หายากแต่อันตราย อาจทำให้เนื้อเยื่อตายหรือสูญเสียการมองเห็น จำเป็นต้องเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคหลอดเลือดบริเวณใบหน้า
  • บวม ช้ำ เจ็บ: เกิดได้ตามปกติและหายเองภายใน 1, 2 สัปดาห์
  • ย้อนกลับยากกว่า HA ฟิลเลอร์: ไม่มียาละลาย ต้องออกแบบการรักษาให้แม่นตั้งแต่แรก

วิธีฉีด: เจือจางแล้วฉีดเข้าชั้นหนังแท้อย่างสม่ำเสมอด้วยเข็มเล็กหรือแคนนูล่า (cannula) ปลายมน นวดเบาๆ หลังฉีดเพื่อกระจายสาร ลดความเสี่ยงเกิดก้อนนูน

ผู้ที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนรักษา ได้แก่ ผู้ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นม มีการอักเสบหรือติดเชื้อที่บริเวณที่จะรักษา มีแนวโน้มเกิดแผลนูน (keloid) หรือรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด

การพูดคุยกับแพทย์เพื่อทำความเข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัดก่อนเริ่มรักษา จะช่วยให้ความพึงพอใจในผลลัพธ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นคือพื้นฐานของผลลัพธ์ที่ดี

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Filler

สคัลป์ตร้ากับจูฟลุค วอลุ่ม ต่างกันตั้งแต่สารตั้งต้น ทั้งการกระตุ้นคอลลาเจน ระยะอยู่ยาว และหลักฐาน

สคัลป์ตร้ากับจูฟลุค วอลุ่ม ถูกจัดอยู่ในกลุ่มฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่สารตั้งต้น กลไกการทำงาน รูปร่างอนุภาค และปริมาณหลักฐานที่สะสมมา บทความนี้ค่อยๆ เรียบเรียงจากงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบว่าผลลัพธ์เห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน และควรใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือก

By Dr. Kim

Filler

สกัลทร้า PLLA: คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างเอง กับผลที่อยู่นานกว่าฟิลเลอร์ธรรมดา

สกัลทร้าทำงานอย่างไร ทำไมถึงไม่เห็นผลทันที PLLA กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวได้จริงไหม ผลอยู่ได้นานแค่ไหน เหมาะกับใคร และเรื่องก้อนนูนที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ, รวบรวมจากงานวิจัยและมุมมองคลินิก

By Dr. Lee

Botox

โบทอกซ์กล้ามเนื้อทราพีเซียส ปรับไหล่ให้ดูเรียบตรง วอลลุ่มไหล่ลดจริงไหม อยู่ได้นานแค่ไหน

การฉีดโบทอกซ์เข้ากล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบนที่นูนขึ้นมา เพื่อให้คอดูยาวขึ้นและเส้นไหล่เรียบเนียนขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Barbie Botox มีหลักการทำงานอย่างไร ให้ผลลัพธ์และอยู่ได้นานแค่ไหน มีผลข้างเคียงอย่างไหล่หมดแรงหรือไม่ เหมาะกับใครบ้าง สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Back to articles