prettytime
Skincare

ความแตกต่างของส่วนประกอบระหว่าง Rejuran Healer กับ HB+ ลิโดเคนและไฮยาลูโรนิกแอซิดเปลี่ยนความเจ็บและการดูดซึมอย่างไร

By Dr. Kim1 min read

เวลาหาข้อมูลเรื่อง Rejuran Healer มักจะเจอชื่อ Rejuran HB+ โผล่มาด้วยเสมอ ชื่อที่คล้ายกันทำให้หลายคนคิดว่าเป็นหัตถการคนละแบบไปเลย แต่จริง ๆ แล้ว HB+ ไม่ใช่เครื่องมือใหม่หรือวัตถุดิบใหม่แต่อย่างใด เป็นเพียงสูตรที่พัฒนาต่อจาก Rejuran Healer เดิม โดยเติมส่วนประกอบเข้าไปอีกสองอย่างเท่านั้น

ทั้งสองสูตรมีส่วนประกอบหลักเหมือนกันคือ PN หรือ polynucleotide ซึ่งเป็นชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่สกัดจากปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมผิว เพียงแต่ใน HB+ จะมีการเติมลิโดเคน ซึ่งเป็นยาชาเฉพาะที่ และไฮยาลูโรนิกแอซิดเข้าไปเพิ่ม บทความนี้จะไล่ดูทีละส่วนว่าทำไมต้องเติมสองอย่างนี้ และเติมแล้วอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

ฟังชื่อส่วนประกอบแล้วอาจดูซับซ้อน แต่โครงสร้างจริง ๆ ง่ายกว่านั้นมาก PN คือแกนหลักที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูผิว ส่วนลิโดเคนกับไฮยาลูโรนิกแอซิดเป็นแค่สองกิ่งเสริมที่ช่วยให้รับ PN ได้สบายขึ้น เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์นี้ก่อน ก็จะเห็นความต่างของสองสูตรได้ชัดเจนขึ้นมาก

Rejuran Healer กับ HB+ ต่างกันตรงไหน?

ส่วนประกอบหลักของ Rejuran Healer คือ PN ซึ่งเป็นชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่สกัดจากอวัยวะสืบพันธุ์ของปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ เมื่อฉีดเข้าไปในผิวจะทำงานเหมือนสัญญาณที่บอกให้ร่างกายซ่อมแซมบาดแผล จึงช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิว

HB+ คือสูตรที่นำ PN ตัวเดิมมาผสมกับลิโดเคนและไฮยาลูโรนิกแอซิด ไม่ได้เปลี่ยนวัตถุดิบหลักไปเลย เพียงแค่เติมสารเสริมสองตัวเข้าไปในเนื้อ PN เดิมเท่านั้น พูดง่าย ๆ คือทั้งสองสูตรไม่ใช่หัตถการคนละแบบ แต่เป็นตัวเลือกที่ต่อยอดจากโครงสร้างเดียวกัน ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ทิศทางของปฏิกิริยาหลักที่เกิดขึ้นในผิวก็ยังเหมือนกัน

ตัวย่อ HB ที่ต่อท้ายชื่อก็ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด เป็นเพียงสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเติมสองส่วนประกอบเข้าไปในสูตร Healer เดิม คลินิกส่วนใหญ่จึงมักอธิบายว่าเป็นเวอร์ชันที่ปรับปรุงเรื่องความเจ็บและความสะดวกในการซึมซับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเลือกสูตรไหน ผลลัพธ์สุดท้ายก็ไม่ได้ต่างกันแบบสุดขั้ว สิ่งที่ต่างกันจริง ๆ คือความรู้สึกระหว่างทำและความเร็วที่รู้สึกถึงผลลัพธ์ในช่วงแรก

หลักการที่ลิโดเคนช่วยลดความเจ็บ

ลิโดเคนที่ผสมอยู่ใน HB+ เป็นยาชาเฉพาะที่ชนิดเดียวกับที่ใช้ในงานทำฟันหรือหัตถการเล็ก ๆ ทั่วไป ยานี้ทำงานโดยปิดกั้นโซเดียมแชนแนลชั่วคราว ซึ่งเป็นเหมือนประตูเล็ก ๆ บนเยื่อหุ้มเซลล์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าของความเจ็บจากปลายประสาท เมื่อประตูนี้ถูกปิดชั่วคราว ความรู้สึกเสียวแปลบตอนเข็มแทงเข้าไปก็จะลดลง

เนื้อ Rejuran Healer ดั้งเดิมมีความหนืดค่อนข้างสูง เวลาฉีดจึงต้องใช้แรงดันมากกว่าปกติ และแรงดันนั้นเองที่หลายคนรู้สึกว่าเป็นความเจ็บ ส่วนลิโดเคนทำงานโดยสกัดสัญญาณความเจ็บก่อนที่จะส่งไปถึงสมอง ไม่ได้เปลี่ยนปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อบริเวณที่ฉีดเลย พูดง่าย ๆ คือช่วยลดแค่ความเจ็บ แต่ปล่อยให้ปฏิกิริยาการฟื้นฟูดำเนินไปตามปกติ ดังนั้นความรู้สึกระหว่างทำจะนุ่มนวลขึ้น แต่กระบวนการฟื้นฟูหลังทำก็ยังเหมือนกับสูตรดั้งเดิมทุกประการ

ทำไมต้องเติมไฮยาลูโรนิกแอซิดเข้าไป?

ไฮยาลูโรนิกแอซิดเป็นสารที่มีคุณสมบัติดึงดูดและกักเก็บน้ำไว้ในผิว เปรียบเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำ สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองหลายร้อยเท่า

เมื่อเติมไฮยาลูโรนิกแอซิดเข้าไปใน HB+ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสองอย่าง อย่างแรกคือช่วยลดความหนืดของเนื้อสูตร ทำให้ฉีดได้นุ่มนวลขึ้น อย่างที่สองคือช่วยให้ผิวดูฉ่ำวาวชุ่มชื้นทันทีหลังทำ ถ้า PN เป็นตัวที่ค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนไปทีละน้อยตลอดหลายสัปดาห์ ไฮยาลูโรนิกแอซิดก็เป็นตัวที่มาเติมเต็มช่วงที่ผลลัพธ์ยังไม่ทันปรากฏ เพราะฉะนั้นในวันที่ทำเสร็จแล้วส่องกระจก ฝั่ง HB+ มักให้ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงที่เร็วกว่า

ความเข้มข้นของ PN ที่ลดลงหมายความว่าอย่างไร?

เนื่องจาก HB+ มีลิโดเคนและไฮยาลูโรนิกแอซิดผสมเพิ่มเข้ามาในปริมาตรเท่าเดิม ความเข้มข้นของ PN เองจึงต่ำกว่าสูตร Healer ดั้งเดิม เหมือนกับการเติมน้ำเชื่อมลงในแก้วน้ำเปล่า ยิ่งเติมมากสัดส่วนของน้ำเชื่อมในแก้วก็ยิ่งเจือจางลง

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าประสิทธิภาพจะลดลงตามไปด้วย เพราะความเจ็บที่น้อยลงทำให้ทำได้หลายบริเวณขึ้นโดยไม่ทรมาน และไฮยาลูโรนิกแอซิดที่เติมเข้าไปก็ช่วยเสริมความชุ่มชื้นในช่วงแรก ผลลัพธ์ที่รู้สึกได้จึงอาจใกล้เคียงกันหรือเร็วกว่าด้วยซ้ำ แต่ถ้ามองแค่แรงกระตุ้นจาก PN ล้วน ๆ สูตร Healer ดั้งเดิมก็ยังทำงานด้วยความเข้มข้นที่สูงกว่าเล็กน้อย พูดได้ว่าความแรงของแรงกระตุ้นการฟื้นฟูกับความสบายระหว่างทำเป็นสิ่งที่ต้องแลกกันไปมา

ด้วยเหตุนี้จึงยากที่จะบอกว่าสูตรไหนดีกว่ากันแบบเบ็ดเสร็จ ถ้าอยากได้ความเข้มข้นสูงสุด สูตร Healer ดั้งเดิมจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าอยากลดความเจ็บเพื่อทำได้ต่อเนื่องในระยะยาว HB+ ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า ในเมื่อทั้งคู่ใช้ส่วนประกอบชุดเดียวกันเพียงแค่ผสมในสัดส่วนต่างกัน สุดท้ายแล้วการเลือกจึงขึ้นอยู่กับว่าอยากได้ประสบการณ์การทำแบบไหน

ในผิวเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ บ้าง?

เมื่อ PN เข้าไปในผิว ร่างกายจะตีความว่าเป็นสัญญาณที่ต้องการการซ่อมแซม เกิดปฏิกิริยาคล้ายกับตอนที่มีบาดแผลเล็ก ๆ แล้วร่างกายส่งเซลล์เข้าไปฟื้นฟูบริเวณนั้น เพียงแต่ในระดับที่อ่อนกว่ามาก

ในกระบวนการนี้ ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ในผิวที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน) จะถูกกระตุ้นให้ทำงาน และมีการสร้างคอลลาเจนกับหลอดเลือดใหม่เข้ามาแทนที่ ลิโดเคนกับไฮยาลูโรนิกแอซิดไม่ได้เข้าไปยุ่งกับปฏิกิริยานี้เลย ตัวหนึ่งแค่ปิดกั้นสัญญาณความเจ็บชั่วคราว อีกตัวแค่กักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้เท่านั้น ทิศทางของปฏิกิริยาฟื้นฟูที่ PN สร้างขึ้นจึงเหมือนกันทั้งสองสูตร สุดท้ายแล้วตัวที่นำกระบวนการฟื้นฟูทั้งหมดคือ PN เสมอ ส่วนอีกสองส่วนประกอบมีหน้าที่แค่ช่วยให้กระบวนการนั้นสบายขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ไฮยาลูโรนิกแอซิดยังมีคุณสมบัติกักเก็บความชุ่มชื้นได้นาน จึงมีรายงานว่าช่วยรักษาสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บริเวณที่ PN กำลังทำงานให้ชุ่มชื้นขึ้นไปพร้อมกัน แม้จะไม่ได้เพิ่มความแรงของปฏิกิริยาฟื้นฟูโดยตรง แต่ก็เหมือนเป็นตัวช่วยจัดเตรียมเวทีให้ปฏิกิริยานั้นเกิดขึ้นได้ดีขึ้น

HB+ เหมาะกับใครเป็นพิเศษ?

HB+ มักเป็นตัวเลือกที่ทำได้สบายกว่าในกรณีต่อไปนี้

  • คนที่ไวต่อความเจ็บ: ลิโดเคนช่วยลดความเสียวแปลบตอนเข็มแทงเข้าไป จึงลดความกังวลสำหรับคนที่ทำครั้งแรก
  • ผิวบางและแห้ง: ไฮยาลูโรนิกแอซิดที่เติมเข้าไปช่วยลดอาการตึงหรือแห้งหลังทำ และรู้สึกถึงความชุ่มฉ่ำได้ทันที
  • กรณีทำหลายจุดในครั้งเดียว: เมื่อความเจ็บลดลง การทำหลายบริเวณติดต่อกันก็รู้สึกเหนื่อยล้าน้อยลง

ในทางกลับกัน หากอยากได้แรงกระตุ้นจาก PN ในความเข้มข้นสูงสุด บางคนก็ยอมทนความเจ็บเพื่อเลือกสูตร Healer ดั้งเดิม เรื่องนี้ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความไวต่อความเจ็บและผลลัพธ์ทันทีที่อยากได้ของแต่ละคนมากกว่า

สิ่งที่ควรดูแลหลังทำ

หลักการดูแลหลังทำของทั้งสองสูตรไม่ได้ต่างกันมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ไปรบกวนกระบวนการที่ PN กำลังลงหลักและทำปฏิกิริยาอยู่

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ HB+ ระหว่างที่ฤทธิ์ลิโดเคนยังไม่หมด ผิวหน้าอาจยังชาอยู่บ้าง จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกดหรือถูหน้าแรง ๆ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกหลังทำ เพราะแม้จะเจ็บน้อยกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าจะละเลยการดูแลได้

นอกจากนี้ เนื่องจากมีไฮยาลูโรนิกแอซิดผสมอยู่ อาการบวมในช่วงแรกอาจดูเด่นชัดขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติที่เกิดจากคุณสมบัติกักเก็บน้ำ และมักยุบลงภายในไม่กี่วัน ส่วนการทาครีมกันแดดก็มีรายงานว่าช่วยให้คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่คงอยู่ได้นานขึ้นในทั้งสองสูตร

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

รีจูราน Healer Eye HB ต่างกันอย่างไร ความเข้มข้น PN และสูตรที่ควรรู้ก่อนเลือก

Rejuran Healer, Eye และ HB แตกต่างกันที่ส่วนผสม ปริมาณ และบริเวณที่ใช้อย่างไร เปรียบเทียบให้เห็นชัดในตาราง พร้อมอธิบาย PN กับ PDRN ต่างกันตรงไหน HA ใน HB ทำอะไร และอาการบวมหลัง embossing จะยุบเมื่อไหร่

By Dr. Lee

Skincare

เหตุผลที่ลิซเน่ พีเอ็น สกินบูสเตอร์ใช้ได้นุ่มนวลแม้ในบริเวณรอบดวงตา ปาก และคอที่บางบอบบาง พร้อมผลลัพธ์ตามจำนวนครั้งที่ทำ

ลิซเน่เป็นสกินบูสเตอร์ที่ฉีด PN ซึ่งสกัดจากปลาตระกูลแซลมอนเข้าสู่ชั้นหนังแท้โดยตรง เพื่อช่วยฟื้นฟูผิวและเสริมสร้างเกราะป้องกัน สามารถใช้ได้อย่างนุ่มนวลแม้ในบริเวณที่บางและบอบบางอย่างรอบดวงตา รอบปาก ไปจนถึงลำคอ จึงถูกแนะนำในฐานะหัตถการที่เน้นการฟื้นฟูผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ บทความนี้สรุปหลักการว่าผลลัพธ์จะสะสมมากขึ้นอย่างไรเมื่อทำต่อเนื่องหลายครั้ง

By Dr. Kim

Acne

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร

ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้

By Dr. Kim

Back to articles