prettytime
Skincare

รอยดำหลังเลเซอร์กำจัดขน เกิดจากแผลไหม้ได้อย่างไร พร้อมวิธีดูแลผิวป้องกันไว้ก่อน

By Dr. Lee1 min read

หลังทำเลเซอร์กำจัดขน บางคนพบว่าบริเวณที่ทำเป็นรอยด่างสีน้ำตาลเป็นหย่อม ๆ ทั้งที่ขนหายไปแล้ว แต่พอมีรอยเหลืออยู่กลับยิ่งกังวลกว่าเดิม รอยแบบนี้ส่วนใหญ่คือรอยดำ และถ้าย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น มักจะพบว่ามาจากผิวหนังกำพร้าที่ไหม้เล็กน้อยระหว่างทำ ทำไมเลเซอร์ที่ดูปกติดีถึงทิ้งรอยไหม้ไว้ได้ และแผลไหม้นั้นกลายเป็นรอยดำได้อย่างไร ลองไล่ดูหลักการทีละขั้น จะเห็นชัดว่าควรป้องกันตรงจุดไหนบ้าง

ทำไมถึงเกิดรอยดำหลังกำจัดขน

รอยดำเป็นปฏิกิริยาที่ผิวสร้างเมลานินขึ้นมามากกว่าปกติ เพื่อปกป้องตัวเองหลังถูกกระตุ้น เมื่อผิวมีบาดแผลหรือโดนความร้อน เซลล์เมลาโนไซต์ในผิวจะตกใจและหลั่งเม็ดสีออกมามากเกินความจำเป็น

ในการทำเลเซอร์กำจัดขน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของปฏิกิริยานี้คือแผลไหม้ เมื่อพลังงานเลเซอร์ไม่ได้ให้ความร้อนแค่ขนในรากขน แต่แผ่ไปถึงผิวหนังกำพร้าด้วย ความร้อนที่ตกค้างนั้นจะไปกระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ให้ทำงานหนักขึ้น หลายคนจึงพบว่าหลังทำเสร็จใหม่ ๆ ผิวยังดูปกติดี แต่พอผ่านไป 2 สัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน รอยสีน้ำตาลก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีหลัง

จุดสำคัญที่ควรเข้าใจคือ รอยดำเองไม่ใช่โรค แต่เป็นกระบวนการฟื้นตัวตามปกติที่ผิวตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เพียงแต่ถ้าปฏิกิริยานี้เข้มข้นเกินไปและอยู่นานเกินไป ก็กลายเป็นรอยที่กวนใจในแง่ความสวยงาม ดังนั้นวิธีลดรอยดำที่ได้ผลจริงที่สุดจึงไม่ใช่การมาลบรอยทีหลัง แต่คือการไม่ปล่อยให้เกิดแผลไหม้ซึ่งเป็นตัวจุดชนวนตั้งแต่แรก

หลักการที่เลเซอร์เลือกทำลายเฉพาะเส้นขน

เลเซอร์กำจัดขนทำงานด้วยหลักการที่เรียกว่าการทำลายด้วยแสงและความร้อนแบบเลือกเป้าหมาย พูดง่าย ๆ คือการเลือกความยาวคลื่นแสงเลเซอร์ที่จะถูกดูดซับได้ดีโดยสารสีเข้มโดยเฉพาะ ขนในรากขนมีเมลานินเข้มข้นจึงมองเห็นเป็นสีดำ และเมลานินตัวนี้จะดูดซับแสงเลเซอร์ได้แรงจนเปลี่ยนเป็นความร้อน

เมื่อความร้อนนั้นส่งต่อไปถึงรากขน เซลล์ที่สร้างขนจะเสียหายและไม่สามารถสร้างขนใหม่ได้อีก ตามหลักการแล้วเหมือนกับว่าเลเซอร์เลือกให้ความร้อนเฉพาะเส้นขนเท่านั้น แต่ปัญหาคือผิวหนังกำพร้าเองก็มีเมลานินอยู่เช่นกัน เมลานินที่กำหนดสีผิวของเรานี้ก็ดูดซับแสงเลเซอร์บางส่วนไปด้วยเหมือนกัน

การเข้าใจหลักการนี้ให้ชัดเจนช่วยให้เข้าใจได้ว่าทำไมเลเซอร์กำจัดขนถึงถูกออกแบบต่างจากเลเซอร์ชนิดอื่น เลเซอร์รักษาเม็ดสีหรือเลเซอร์ลบรอยสักมักใช้การยิงแสงระยะสั้นมากในเสี้ยววินาที เพื่อทำลายเป้าหมายให้แตกออกทันที ในขณะที่เลเซอร์กำจัดขนต้องส่งความร้อนไปถึงรากขนอย่างช้า ๆ จึงต้องใช้เวลายิงแสงที่นานกว่า ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ผิวหนังกำพร้าต้องสัมผัสความร้อนนานขึ้นตามไปด้วย และยิ่งนานยิ่งเสี่ยงที่ผิวกำพร้าจะเสียหาย

แผลไหม้ที่เกิดเมื่อความร้อนล้นไปถึงผิวหนังกำพร้า

ในสถานการณ์ที่สมบูรณ์แบบ พลังงานเลเซอร์ควรส่งไปถึงระดับรากขนพอดีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เมื่อเมลานินในผิวหนังกำพร้าดูดซับแสงเลเซอร์ไปก่อนจนร้อนขึ้น ความร้อนนั้นจะไหม้ผิวหนังกำพร้าเองก่อนที่จะไปถึงรากขนด้วยซ้ำ คล้ายกับแสงแดดที่ลอดผ่านกระจกหน้าต่างแล้วไปทำให้ผ้าม่านร้อนขึ้นก่อน

เมื่อผิวหนังกำพร้าร้อนเกินไปแบบนี้ ก็จะเกิดรอยแดง แสบร้อน และถ้ารุนแรงขึ้นอาจกลายเป็นตุ่มน้ำหรือสะเก็ดแผล ความเสียหายจากความร้อนระดับนี้คือแผลไหม้ พอแผลไหม้เริ่มสมาน เมลานินก็จะรวมตัวกันในบริเวณนั้นและกลายเป็นรอยดำในที่สุด

ทำไมโทนผิวและระดับผิวไหม้แดดถึงเป็นตัวกำหนดความเสี่ยง

ยิ่งผิวหนังกำพร้ามีเมลานินมากเท่าไร ก็ยิ่งดูดซับแสงเลเซอร์ไว้ก่อนมากขึ้นเท่านั้น คนที่มีผิวสีเข้มโดยธรรมชาติ หรือคนที่เพิ่งผ่านการตากแดดมาไม่นาน จึงมีความเสี่ยงแผลไหม้สูงกว่าแม้จะใช้พลังงานเท่ากัน เพราะผิวหนังกำพร้าที่มีเกราะสีเข้มอยู่แล้วจะแย่งดูดซับแสงเลเซอร์ไปก่อน

ถ้าทำเลเซอร์กำจัดขนช่วงหน้าร้อนหลังผิวคล้ำแดดมาสด ๆ หรือช่วงที่มีกิจกรรมกลางแจ้งบ่อย ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ ในทางกลับกัน ถ้าผิวมีโทนอ่อนโดยธรรมชาติและไม่ได้โดนแดดมากช่วงหลัง เมลานินในผิวหนังกำพร้าก็มีน้อย แสงเลเซอร์จึงส่งไปถึงรากขนได้ค่อนข้างดี นี่คือเหตุผลที่คลินิกมักถามเรื่องโทนผิวและประวัติการตากแดดก่อนทำเสมอ

ด้วยเหตุผลเดียวกัน ความเสี่ยงยังต่างกันไปตามตำแหน่งของร่างกายด้วย บริเวณอย่างรักแร้หรือขาหนีบซึ่งมีสีเข้มกว่าปกติ จะมีเมลานินในผิวหนังกำพร้ามากกว่าบริเวณแขนขา จึงตอบสนองไวกว่าแม้ใช้กำลังไฟเท่ากัน ด้วยเหตุนี้คลินิกแต่ละแห่งจึงปรับกำลังไฟให้ต่างกันตามตำแหน่ง และการปรับนี้เองคือมาตรการความปลอดภัยที่ช่วยลดแผลไหม้ได้จริง

ความยาวคลื่นและระบบทำความเย็นช่วยป้องกันแผลไหม้อย่างไร

การใช้ความยาวคลื่นที่ยาวขึ้นจะช่วยให้แสงเข้าถึงเมลานินลึกในรากขนได้ดีกว่าเมลานินในผิวหนังกำพร้า เพราะความยาวคลื่นยิ่งยาว ยิ่งทะลุลึกเข้าไปในผิวได้มากขึ้น สัดส่วนที่ถูกดูดซับไประหว่างผ่านผิวหนังกำพร้าก็ลดลงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้คนที่มีโทนผิวเข้มจึงมักได้รับการพิจารณาให้ใช้เลเซอร์ความยาวคลื่นยาวเป็นตัวเลือกแรก

ระบบทำความเย็นก็ทำงานเพื่อจุดประสงค์เดียวกันนี้ เมื่อสัมผัสหัวเย็นหรือพ่นแก๊สเย็นบนผิวระหว่างทำ ผิวหนังกำพร้าจะถูกทำให้เย็นลงแบบเจาะจง ช่วยชะลอความเร็วที่ความร้อนจะสะสมตัว รากขนซึ่งอยู่ลึกกว่าในผิวจะได้รับผลจากความเย็นน้อยกว่า ในขณะที่ผิวหนังกำพร้าเย็นตัวได้เร็วกว่า ทำให้แม้ใช้พลังงานเลเซอร์เท่าเดิม ผิวหนังกำพร้าก็มีความทนทานมากขึ้น

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนทำเลเซอร์มีอะไรบ้าง

การเตรียมตัวก่อนทำช่วยลดความเสี่ยงแผลไหม้ได้จริง รายการต่อไปนี้เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้เมลานินในผิวหนังกำพร้าอยู่ในสภาพคงที่ ทำให้เลเซอร์ทำงานได้ตามที่คาดไว้

  • ตรวจสอบว่าเพิ่งตากแดดหรือโดนแดดจัดมาหรือไม่: ถ้าผิวคล้ำแดดมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แสดงว่าเมลานินในผิวหนังกำพร้าเพิ่มขึ้นชั่วคราว ความเสี่ยงแผลไหม้จึงสูงขึ้น ควรเลื่อนการทำออกไปจนกว่าผิวจะกลับสู่ภาวะปกติ
  • ทดสอบยิงเลเซอร์จุดเล็ก ๆ ก่อน: ก่อนทำบริเวณกว้าง ควรยิงเลเซอร์ที่จุดเล็ก ๆ เพื่อดูปฏิกิริยาของผิวก่อน จะช่วยคัดกรองได้ว่าผิวตอบสนองไวกว่าที่คาดหรือไม่
  • ตรวจสอบยาหรือส่วนผสมที่เพิ่มความไวต่อแสง: ยารักษาสิวหรือยาปฏิชีวนะบางชนิดทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงแผลไหม้แม้ใช้พลังงานเท่าเดิม ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า
  • ตรวจสอบประวัติการทำหัตถการฟอกขาวหรือขัดผิวช่วงหลัง: หากผิวหนังกำพร้าบางลง พลังงานเลเซอร์อาจแทรกลึกเข้าไปมากกว่าที่คาด จึงแนะนำให้เว้นระยะห่างระหว่างการทำแต่ละครั้งให้เพียงพอ

การดูแลหลังทำที่ช่วยลดความเสี่ยงแผลไหม้

ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังทำ ผิวหนังกำพร้าจะอยู่ในสภาพไวเป็นพิเศษ การดูแลในช่วงนี้จึงเป็นตัวชี้ว่าจะลามไปเป็นรอยดำหรือไม่ แม้จะเกิดแผลไหม้ขึ้นแล้ว ถ้าดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็ยังช่วยลดโอกาสที่จะกลายเป็นรอยดำได้

  • ถ้าหลังทำเสร็จมีรอยแดงหรือแสบร้อน การประคบเย็นช่วยระบายความร้อนออกได้ เพราะยิ่งความร้อนตกค้างนาน เซลล์เมลาโนไซต์ก็ยิ่งถูกกระตุ้นนานขึ้นตามไปด้วย
  • ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอในบริเวณที่ทำเป็นเวลาสองสามวัน เพราะถ้าผิวที่ไวอยู่แล้วโดนแสงแดดซ้ำ รอยดำอาจเข้มขึ้นได้อีก
  • ถ้ามีสะเก็ดแผลหรือตุ่มน้ำเกิดขึ้น สำคัญมากที่ห้ามแกะออกเอง เพราะการรบกวนแผลด้วยตัวเองจะทำให้กระบวนการฟื้นตัวเริ่มใหม่และการอักเสบยืดเยื้อออกไป
  • ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีความร้อนสูงอย่างซาวน่าหรือห้องอบไอน้ำไปก่อนสักพัก เพราะความร้อนเพิ่มเติมอาจทำให้เซลล์เมลาโนไซต์ที่ถูกกระตุ้นอยู่แล้วตอบสนองซ้ำอีกครั้ง

หากเกิดรอยดำขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่มักจางลงเองตามเวลา และการทากันแดดอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงนั้นคือการดูแลพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แต่ถ้ารอยยังเข้มและอยู่นานผิดปกติ ควรไปให้แพทย์ผิวหนังตรวจดูอาการเพื่อความปลอดภัย สุดท้ายแล้ว การใส่ใจลดความร้อนที่นำไปสู่แผลไหม้ทั้งก่อนและหลังทำอย่างละเอียดแค่ไหน คือตัวชี้ขาดว่าจะได้ผิวเรียบเนียนหรือรอยด่างหลังกำจัดขน

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

หลักการฉีดสลายไขมันหน้าที่กำจัดเซลล์ไขมันพร้อมกระตุ้นน้ำเหลืองลดบวม และวิธีดูแลผลลัพธ์ให้อยู่นาน

เข็มฉีดกำหนดเส้นหน้าไม่ได้มีตัวยาเดียว แต่เป็นส่วนผสมที่รวมสารสลายเยื่อหุ้มเซลล์ไขมันกับสารกระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลืองเข้าไว้ด้วยกัน บทความนี้อธิบายว่าสองกลไกนี้ทำงานต่างช่วงเวลากันอย่างไร ส่งผลต่ออาการบวมและเส้นหน้าอย่างไร และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

By Dr. Kim

Skincare

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด

อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Lifting

หลักการที่โซฟเวฟเลือกให้ความร้อนเฉพาะชั้นหนังแท้กลางได้แม่นยำ พร้อมลดความเสี่ยงแผลไหม้ และเงื่อนไขการฟื้นตัว

โซฟเวฟทำงานด้วยการซ้อนลำคลื่นอัลตราซาวด์หลายเส้นให้มาบรรจบกันที่จุดเดียว จนความร้อนไปกระจุกตัวอยู่ที่ชั้นหนังแท้กลางเท่านั้น บทความนี้อธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่าทำไมลำคลื่นถึงผ่านชั้นหนังกำพร้าไปได้โดยไม่ทำร้าย แล้วไปร้อนขึ้นเฉพาะชั้นที่มีคอลลาเจน และความร้อนนั้นนำไปสู่การสร้างคอลลาเจนใหม่ได้อย่างไร

By Dr. Lee

Back to articles