หลักการทำงานของการสเกลลิ่งรูขุมขนที่ขจัดไขมันส่วนเกินและเซลล์ผิวเก่าพร้อมกันจนรูขุมขนดูกระชับขึ้น พร้อมวิธีดูแลหลังทำ
By Dr. Lee1 min read

เวลาส่องกระจกใกล้ ๆ บางครั้งจะเห็นรูขุมขนบริเวณจมูกและแก้มดูเด่นชัดขึ้นมาผิดปกติ ยิ่งบริเวณที่ต่อมไขมันหลั่งน้ำมันมาก ไขมันและเซลล์ผิวเก่าก็ยิ่งสะสมจับตัวกันในรูขุมขนจนปากรูขุมขนดูขยายกว้างขึ้นได้ง่าย เมื่อเจอปัญหานี้ คลินิกผิวหนังหรือร้านดูแลผิวมักแนะนำการดูแลที่เรียกว่าการสเกลลิ่งรูขุมขน เป็นการดูแลที่ขจัดของเสียที่สะสมอยู่ในรูขุมขนออกไป แต่หลายคนเข้ารับการดูแลโดยไม่รู้ว่ากำลังขจัดอะไรออกไปด้วยหลักการแบบไหน บทความนี้จะอธิบายทีละขั้นว่าไขมันและเซลล์ผิวเก่าถูกละลายและหลุดออกไปได้อย่างไร
ทำไมรูขุมขนถึงดูกว้างขึ้น
ต่อมไขมันทำงานผลิตน้ำมันอยู่ตลอดทั้งวันโดยไม่หยุดพัก โดยเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก และคาง มีต่อมไขมันอยู่หนาแน่นกว่าบริเวณอื่น จึงหลั่งน้ำมันออกมามากกว่าที่อื่น บริเวณนี้จึงมักถูกเรียกว่าโซน T เพราะเป็นจุดที่ต่อมไขมันหลั่งน้ำมันออกมามากอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
เมื่อไขมันเหล่านี้ผสมปนกับเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว จะกลายเป็นก้อนเหนียวข้นที่อุดปากรูขุมขนไว้ คล้ายกับเส้นผมและคราบไขมันที่พันกันจนอุดท่อระบายน้ำ ทำให้ปากท่อดูโป่งพองขึ้นมา ก้อนที่อุดอยู่ด้านในจะดันผนังรูขุมขนออก ทำให้ปากรูขุมขนดูกว้างขึ้น และเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนจนเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน สีก็จะเข้มขึ้นและยิ่งดูเด่นชัด นอกจากนี้เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและเส้นใยความยืดหยุ่นที่เคยพยุงผนังรูขุมขนไว้ก็ลดน้อยลง ทำให้ผนังรูขุมขนหย่อนคล้อยและดูกว้างขึ้นซ้อนทับเข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หัตถการนี้ดูแลได้จริงคือส่วนของก้อนไขมันและเซลล์ผิวเก่าเท่านั้น ส่วนรูขุมขนที่กว้างขึ้นจากความยืดหยุ่นที่ลดลงต้องอาศัยวิธีอื่นแทน
การสเกลลิ่งรูขุมขนขจัดอะไรออกไปกันแน่?
การสเกลลิ่งรูขุมขนไม่ใช่หัตถการที่ดึงรากรูขุมขนออกจากส่วนลึก แต่เป็นการดูแลที่ค่อย ๆ คลายและขจัดก้อนไขมันกับเซลล์ผิวเก่าที่อยู่บริเวณปากรูขุมขนและใต้ปากรูขุมขนออกไปอย่างนุ่มนวลมากกว่า
โดยทั่วไปจะใช้สองวิธีร่วมกัน วิธีแรกคือการทาสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดเพื่อคลายพันธะระหว่างไขมันกับเซลล์ผิวเก่าด้วยกลไกทางเคมี ส่วนวิธีที่สองคือการใช้เครื่องมือสั่นด้วยคลื่นอัลตราซาวด์เพื่อดึงก้อนที่คลายตัวแล้วออกด้วยแรงทางกายภาพ เป็นโครงสร้างที่ใช้การเคมีบำบัดต่อด้วยแรงกระตุ้นทางกายภาพตามลำดับ เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมในรูขุมขนออกไป
ด้วยเหตุนี้ วิธีการจึงต่างจากการบีบเค้นด้วยมือที่คุ้นเคยกันโดยสิ้นเชิง การบีบเค้นเป็นการใช้แรงกดดันก้อนที่แข็งตัวอยู่แล้วให้หลุดออก จึงอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อโดยรอบได้ ในขณะที่การสเกลลิ่งรูขุมขนจะคลายก้อนให้นุ่มก่อน แล้วจึงใช้แรงสั่นสะเทือนดึงออก แรงกดที่กระทบผิวจึงน้อยกว่าเมื่อเทียบกัน
หลักการทางเคมีที่ละลายไขมันและเซลล์ผิวเก่า
ส่วนประกอบที่ใช้กันบ่อยในขั้นตอนนี้คือ salicylic acid (กรดที่มักเรียกกันว่า BHA เป็นสารผลัดเซลล์ผิวชนิดละลายในไขมัน) ด้วยคุณสมบัติที่ละลายในน้ำมันได้ดี salicylic acid จึงซึมลึกเข้าไปถึงด้านในรูขุมขนที่เต็มไปด้วยไขมันได้มากกว่าสารที่ละลายในน้ำ
เซลล์ผิวเก่าเรียงตัวกันคล้ายก้อนอิฐที่ยึดติดกันแน่นด้วยกาว salicylic acid จะเข้าไปคลายพันธะระหว่างเซลล์เหล่านี้ให้หลวมลง ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่เดิมทีอุดรูขุมขนอยู่หลุดออกมาเองตามธรรมชาติ ส่วนสารที่ละลายในน้ำอย่าง glycolic acid (AHA) นั้นเก่งในการขจัดเซลล์ผิวเก่าบนพื้นผิว แต่ซึมลึกเข้าไปถึงด้านในรูขุมขนที่เต็มไปด้วยน้ำมันได้ไม่เท่า salicylic acid
ด้วยเหตุนี้ หากกังวลเรื่องก้อนไขมันในรูขุมขน มักจะแนะนำสารกลุ่ม BHA ก่อนกลุ่ม AHA เพราะต้องเป็นสารที่ผสมเข้ากับน้ำมันได้ ถึงจะไปถึงด้านในรูขุมขนที่เต็มไปด้วยน้ำมันได้ ต่อให้สารที่ละลายในน้ำจะมีฤทธิ์แรงแค่ไหน แต่ถ้าซึมผ่านชั้นน้ำมันไม่ได้ ก็จะจัดการได้แค่พื้นผิวเท่านั้น
แรงสั่นสะเทือนและแรงกระตุ้นทางกายภาพทำหน้าที่อะไร
แม้สารเคมีจะคลายก้อนให้หลวมแล้ว แต่ก้อนเหล่านั้นก็ไม่ได้หลุดออกมาเองทั้งหมด ตรงนี้เองที่เครื่องอัลตราซาวด์สเกลเลอร์เข้ามามีบทบาท เครื่องมือชนิดนี้จะสั่นสะเทือนอย่างละเอียดด้วยความเร็วสูงมาก พร้อมกวาดไปตามผิวหนัง
หลักการคล้ายกับสกรูที่ขึ้นสนิม หากหยอดน้ำมันแล้วปล่อยไว้เฉย ๆ ก็ยังคลายยาก แต่ถ้าหยอดน้ำมันแล้วเขย่าเบา ๆ ตามไปด้วย ก็จะคลายออกได้ง่ายกว่ามาก เมื่อสารเคมีทำให้พันธะอ่อนตัวลงแล้วเสริมด้วยแรงสั่นสะเทือนทางกายภาพ ก้อนเซลล์ผิวเก่าและไขมันก็จะถูกดันออกจากรูขุมขน มีรายงานว่าปริมาณที่ขจัดออกได้จะมากกว่าการใช้วิธีเคมีอย่างเดียวหรือแรงสั่นสะเทือนอย่างเดียว เมื่อใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน
ในหลายกรณี เครื่องมือจะฉีดพ่นน้ำไปพร้อมกับการสั่นสะเทือนด้วย เพราะเมื่อมีความชื้น แรงสั่นสะเทือนจะส่งผ่านไปยังผิวหนังได้สม่ำเสมอมากขึ้น และเศษเซลล์ผิวเก่ากับไขมันที่หลุดออกมาก็จะถูกชะล้างออกไปทันที ช่วยลดโอกาสที่มันจะกลับเข้าไปอุดรูขุมขนอีกครั้ง
ต่างจากการดูแลเซลล์ผิวที่บ้านอย่างไร
salicylic acid ที่ผสมอยู่ในโทนเนอร์หรือเซรั่มก็สามารถให้ผลลัพธ์ในทำนองเดียวกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ที่บ้านมักปรับความเข้มข้นของสารให้ต่ำลงเพื่อลดการระคายเคือง จึงเป็นวิธีที่ใช้ทีละน้อยทุกวันแล้วค่อย ๆ ขจัดสิ่งสกปรกออกไปทีละนิดมากกว่า
ในทางกลับกัน การสเกลลิ่งรูขุมขนที่ทำในคลินิกจะมีผู้เชี่ยวชาญปรับความเข้มข้นของสารและความแรงของแรงสั่นสะเทือนตามสภาพผิวหน้างานจริง แม้จะขจัดสิ่งสกปรกออกได้มากในเวลาอันสั้น แต่ก็มีข้อแตกต่างตรงที่ผิวจะได้รับแรงกระตุ้นมากในคราวเดียวเช่นกัน โดยทั่วไปจึงมักปรับความแรงตามแต่ละบริเวณ เช่น ลดความแรงลงในจุดที่ผิวบอบบาง และใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อยในจุดที่ไขมันสะสมหนาแน่น
ทำไมรูขุมขนถึงดูกระชับขึ้น
เมื่อก้อนที่ดันผนังรูขุมขนให้ขยายออกหลุดออกไปแล้ว ผนังรูขุมขนก็จะกลับเข้าสู่ตำแหน่งที่แคบลงอีกครั้ง คล้ายกับลูกโป่งที่พอปล่อยลมออกก็จะยุบตัวลง
อย่างไรก็ตาม ขนาดหรือจำนวนของรูขุมขนเองไม่ได้ลดลงจริงทางกายภาพ เพราะขนาดของรูขุมขนถูกกำหนดโดยขนาดของต่อมไขมันและปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นหลัก เมื่อสิ่งแปลกปลอมที่ดันผนังจากด้านในหายไปและพื้นผิวเรียบเนียนขึ้น แสงก็จะสะท้อนได้สม่ำเสมอมากขึ้น จึงเกิดผลลัพธ์ที่มองด้วยตาแล้วเห็นว่าปากรูขุมขนดูแคบลงและโทนสีผิวก็ดูสว่างขึ้นด้วย
ใครที่จะได้ประโยชน์เป็นพิเศษ?
ยิ่งผิวที่ไขมันและเซลล์ผิวเก่าสะสมเร็ว ก็จะยิ่งรู้สึกถึงผลลัพธ์ของการสเกลลิ่งรูขุมขนได้ชัดเจนขึ้น
- ผิวมันและผิวผสม: มีปริมาณการหลั่งน้ำมันมากอยู่แล้ว ก้อนที่สะสมในรูขุมขนจึงกลับมาสะสมใหม่ได้เร็วเช่นกัน การดูแลเป็นประจำจึงเห็นความแตกต่างชัดเจนมากขึ้น
- ผิวที่มีสิวอุดตันบริเวณจมูกและคางบ่อย: เป็นบริเวณที่ต่อมไขมันหนาแน่น ก้อนไขมันที่ออกซิไดซ์แล้วจึงสะสมซ้ำได้ง่าย เมื่อได้รับทั้งการเคมีบำบัดและแรงกระตุ้นทางกายภาพพร้อมกัน จะขจัดออกได้ในปริมาณมากในครั้งเดียว
- ผิวที่แต่งหน้าแล้วลอกและเป็นคราบง่าย: เมื่อก้อนในรูขุมขนทำให้พื้นผิวขรุขระ เครื่องสำอางที่แต่งทับก็จะไม่แนบเนียนสม่ำเสมอ เมื่อพื้นผิวเรียบเนียนขึ้น การยึดเกาะของเครื่องสำอางก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
สำหรับผิวแห้งหรือผิวบอบบางที่ไวต่อการระคายเคือง อาจมีอาการแสบร้อนหรือหน้าแดงเมื่อสัมผัสกับสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด จึงควรลดความแรงและความถี่ในการทำลงเพื่อความปลอดภัย
สิ่งที่ควรดูแลหลังทำหัตถการ
ทันทีหลังทำการสเกลลิ่งรูขุมขน ผิวจะอยู่ในสภาวะที่ไวกว่าปกติ เนื่องจากชั้นเซลล์ผิวเก่าบางส่วนที่เคยปกคลุมพื้นผิวถูกขจัดออกไปพร้อมกันด้วย
- ควรทาครีมกันแดดให้ทั่วถึงกว่าปกติ เพราะชั้นเซลล์ผิวเก่าบางลง รังสียูวีจึงก่อการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น
- ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวชนิดอื่นและเรตินอลความเข้มข้นสูงสักสองสามวัน เพราะหากเพิ่มแรงกระตุ้นซ้ำบนผิวที่เพิ่งถูกดูแลไปแล้ว อาจทำให้หน้าแดงซ้อนทับกันได้
- ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นเติมเต็มเกราะปกป้องผิว เพราะบริเวณที่ไขมันและเซลล์ผิวเก่าหลุดออกไป ความชุ่มชื้นก็มักจะระเหยออกได้ง่ายเช่นกัน
แค่ปฏิบัติตามการดูแลเหล่านี้เพียงไม่กี่วัน ก็ช่วยให้รักษาผลลัพธ์ผิวเรียบเนียนโดยไม่ระคายเคืองได้ยาวนานขึ้น
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการที่ MGF โกรทแฟกเตอร์ในเข็มเบบี้กระตุ้นเซลล์ผิวให้สร้างคอลลาเจน พร้อมวิธีดูแลหลังทำ
เข็มเบบี้คือหัตถการที่ใช้เข็มขนาดจิ๋วนำโกรทแฟกเตอร์เข้าสู่ผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หนึ่งในนั้นคือ MGF ซึ่งเป็นโกรทแฟกเตอร์ที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเมื่อเนื้อเยื่อได้รับความเสียหาย ทำหน้าที่ส่งสัญญาณฟื้นฟูไปยังเซลล์ บทความนี้อธิบายกลไกการทำงานบนผิวและความแตกต่างจากโกรทแฟกเตอร์ตัวอื่น
By Dr. Lee

หลักการสครับหนังศีรษะ ขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่อุดตันรูขุมขน ฟื้นฟูสมดุลหนังศีรษะ พร้อมรอบเวลาที่เหมาะสม
การสครับหนังศีรษะคือการดูแลที่ช่วยขจัดความมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่สะสมจนอุดตันรูขุมขน เพื่อคืนสมดุลให้หนังศีรษะ บทความนี้อธิบายตั้งแต่สาเหตุที่รูขุมขนอุดตันทำให้เกิดกลิ่นและอาการคัน ไปจนถึงสิ่งที่การสครับขจัดออกจริง ๆ และควรทำบ่อยแค่ไหนจึงจะปลอดภัย โดยเน้นอธิบายตามหลักการ
By Dr. Kim

หลักการที่ Density RF ใช้คลื่นวิทยุ 2 โหมด กระชับผิวทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และต้องทำกี่ครั้ง
Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง
By Dr. Kim