prettytime
Skincare

หลักการที่ MGF โกรทแฟกเตอร์ในเข็มเบบี้กระตุ้นเซลล์ผิวให้สร้างคอลลาเจน พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

By Dr. Lee1 min read

ชื่อ "เข็มเบบี้" ไม่ใช่ชื่อทางการแพทย์ที่คลินิกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เป็นชื่อเล่นที่มาจากผลลัพธ์หลังทำ เมื่อใช้เข็มขนาดเล็กมากเจาะช่องทางจิ๋วบนผิว แล้วนำโกรทแฟกเตอร์ซึมผ่านช่องนั้นเข้าไป ผิวจะดูใสเนียนนุ่มราวกับผิวเด็กแรกเกิด หนึ่งในโกรทแฟกเตอร์ที่ใช้บ่อยคือ MGF หรือ mechanical growth factor ซึ่งเดิมทีเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเมื่อกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ และถูกนำคุณสมบัตินี้มาใช้ในการฟื้นฟูผิว

ทำไมหัตถการนี้ถึงถูกเรียกว่าเข็มเบบี้

ในทางการแพทย์เรียกหัตถการนี้ว่าไมโครนีดลิง หรือคอลลาเจนอินดักชันเธอราพี วิธีการคือใช้เข็มเล็กจิ๋วจิ้มลงบนผิวหลายจุดเพื่อสร้างแผลขนาดจิ๋ว จากนั้นให้สารผสมโกรทแฟกเตอร์ซึมผ่านช่องเหล่านั้นเข้าไปในผิว แต่ละคลินิกอาจผสมสูตรแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่มักประกอบด้วยโกรทแฟกเตอร์หลายชนิดผสมกัน เช่น epidermal growth factor, fibroblast growth factor และ MGF

MGF ย่อมาจาก mechano growth factor แปลตรงตัวว่าโกรทแฟกเตอร์เชิงกล ชื่อนี้มาจากคุณสมบัติที่มันถูกสร้างขึ้นทันทีเมื่อกล้ามเนื้อหรือเอ็นถูกยืดหรือได้รับแรงกระแทกทางกายภาพ ด้วยเหตุนี้เมื่อนำมาใช้ร่วมกับหัตถการที่สร้างบาดแผลจิ๋วบนผิว จึงเชื่อว่าจะกระตุ้นการตอบสนองที่คล้ายกับกลไกธรรมชาติของร่างกาย

MGF คือโกรทแฟกเตอร์ชนิดไหน

MGF เป็นโปรตีนแปรรูปที่แยกออกมาจาก IGF-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ยีน IGF-1 เปรียบเสมือนต้นฉบับเพียงชิ้นเดียว แต่ร่างกายสามารถตัดต่อและปรับแต่งต้นฉบับนี้แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ จนได้โปรตีนออกมาหลายเวอร์ชัน คล้ายกับการนำต้นฉบับเดียวกันไปพิมพ์ออกมาเป็นหลายฉบับตามความจำเป็นของแต่ละครั้ง

เมื่อเนื้อเยื่อได้รับความเสียหายทางกายภาพ ร่างกายจะตัดต่อยีนออกมาเป็นเวอร์ชัน MGF เป็นอันดับแรก จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะจึงเปลี่ยนไปตัดต่อเป็นเวอร์ชันที่ออกฤทธิ์ยาวนานกว่า กล่าวคือ MGF คือสารที่ปรากฏขึ้นเร็วที่สุดหลังการบาดเจ็บ ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเปิดฉากการฟื้นฟู และด้วยลำดับการทำงานเช่นนี้เอง การฟื้นฟูจึงดำเนินไปเป็นขั้นตอนอย่างพอดี ไม่เร็วหรือช้าเกินไป

นอกจากนี้ MGF ยังมีคุณสมบัติสลายตัวเร็ว ไม่คงอยู่ในร่างกายนาน เนื่องจากเป็นสัญญาณที่จำเป็นเฉพาะช่วงแรกของการบาดเจ็บเท่านั้น เมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคงอยู่ต่อ ด้วยเหตุนี้ในหัตถการจริงจึงไม่นิยมใช้ MGF เพียงตัวเดียว แต่มักผสมร่วมกับโกรทแฟกเตอร์ตัวอื่นที่ออกฤทธิ์ตามมา เพื่อให้สัญญาณการฟื้นฟูต่อเนื่องกันไม่ขาดตอน

หลักการที่สัญญาณความเสียหายกระตุ้นเซลล์ให้ทำงาน

หน้าที่หลักของ MGF สรุปได้เพียงประการเดียว คือปลุกเซลล์ที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูซึ่งกำลังพักตัวอยู่ให้ตื่นขึ้นและเพิ่มจำนวน ในร่างกายมีเซลล์กลุ่มหนึ่งที่ปกติจะพักตัวอยู่เฉยๆ แต่เมื่อเกิดความเสียหายจะรีบเคลื่อนตัวไปยังจุดนั้นเพื่อช่วยฟื้นฟู

MGF จะเข้าจับกับตัวรับบนผิวเซลล์เหล่านี้ และส่งสัญญาณให้เพิ่มจำนวนก่อนเป็นอันดับแรก เหตุผลที่เซลล์ไม่รีบลงมือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทันที แต่เลือกเพิ่มจำนวนก่อน ก็เพราะต้องมีกำลังคนเพียงพอ งานฟื้นฟูขั้นต่อไปจึงจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการรวบรวมคนงานให้พร้อมก่อนเริ่มก่อสร้างอาคาร หากข้ามขั้นตอนนี้ไป งานฟื้นฟูที่ตามมาก็จะทำได้ยากลำบากมากขึ้น

กระบวนการที่ต่อเนื่องไปถึงไฟโบรบลาสต์ผู้สร้างคอลลาเจน

เซลล์หลักที่รับผิดชอบการฟื้นฟูในชั้นผิวคือไฟโบรบลาสต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตโปรตีนที่เรียกว่าคอลลาเจน สัญญาณกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์จาก MGF จะส่งต่อไปถึงไฟโบรบลาสต์ด้วย ทำให้มีไฟโบรบลาสต์ทำงานมากกว่าปกติ

เมื่อจำนวนไฟโบรบลาสต์เพิ่มขึ้น ก็หมายความว่าร่างกายอยู่ในสภาวะที่สามารถผลิตคอลลาเจนได้มากขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันโกรทแฟกเตอร์ตัวอื่นที่ฉีดเข้าไปพร้อมกันก็จะแบ่งหน้าที่กัน บ้างสร้างหลอดเลือดใหม่ บ้างจัดการกับการอักเสบ ทำให้กระบวนการฟื้นฟูโดยรวมดำเนินไปตามลำดับขั้นตอน สรุปได้ว่า MGF เป็นผู้เปิดประตูบานแรกของการฟื้นฟู ส่วนการผลิตคอลลาเจนที่แท้จริงนั้นไฟโบรบลาสต์จะรับช่วงต่อไป

เหตุผลที่ต้องนำโกรทแฟกเตอร์เข้าสู่ผิวด้วยไมโครนีดเดิล

โกรทแฟกเตอร์เป็นโปรตีนที่มีโมเลกุลค่อนข้างใหญ่ หากทาลงบนผิวโดยตรงจะถูกกั้นด้วยชั้นขี้ไคลซึ่งเป็นแนวป้องกันที่แน่นหนา ไม่สามารถซึมเข้าไปได้ เปรียบเหมือนพัสดุชิ้นใหญ่ที่ไม่สามารถลอดผ่านช่องตู้ไปรษณีย์ที่เล็กเกินไป

ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้ไมโครนีดเดิลเจาะช่องทางเล็กๆ หลายจุด เพื่อให้โกรทแฟกเตอร์ซึมผ่านช่องเหล่านั้นลงไปถึงชั้นหนังแท้ได้ เนื่องจากไฟโบรบลาสต์และเซลล์ฟื้นฟูต่างๆ อยู่ในชั้นหนังแท้ โกรทแฟกเตอร์จึงต้องไปถึงตำแหน่งนี้จึงจะเกิดผลตอบสนองที่แท้จริง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าแผลขนาดจิ๋วที่ไมโครนีดเดิลสร้างขึ้นเองก็กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตอบสนองฟื้นฟู ซึ่งทำงานเสริมกับฤทธิ์ของโกรทแฟกเตอร์ไปพร้อมกัน

การปรับความยาวและความลึกของเข็มให้แตกต่างกันในแต่ละบริเวณของใบหน้าก็ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ เนื่องจากบริเวณที่ผิวบางกับบริเวณที่ผิวหนากว่ามีระยะห่างถึงชั้นหนังแท้ไม่เท่ากัน หากความลึกของช่องทางไม่เหมาะสม โกรทแฟกเตอร์ก็อาจไปไม่ถึงตำแหน่งที่ต้องการ

บทบาทของโกรทแฟกเตอร์ตัวอื่นที่ใช้ร่วมกัน

MGF ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง ในเข็มเบบี้มักผสมโกรทแฟกเตอร์หลายชนิดเข้าด้วยกัน โดยแต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกันไป

  • Epidermal growth factor (EGF): เร่งการฟื้นฟูของเซลล์ชั้นผิวหนังกำพร้า เพราะเซลล์เคราติโนไซต์ต้องสร้างขึ้นใหม่เร็วขึ้น แผลจิ๋วจากไมโครนีดเดิลจึงจะสมานตัวได้เร็ว
  • Fibroblast growth factor (FGF): ช่วยกระตุ้นให้เกิดหลอดเลือดใหม่ เนื่องจากเนื้อเยื่อที่กำลังฟื้นฟูต้องได้รับสารอาหารและออกซิเจนมากขึ้น เซลล์จึงจะทำงานได้อย่างเต็มที่
  • Platelet-derived growth factor (PDGF): ช่วยจัดการปฏิกิริยาอักเสบและนำไปสู่ขั้นตอนถัดไป เพราะหากการอักเสบคงอยู่นานเกินไปจะยิ่งทำให้การฟื้นฟูล่าช้าลง
  • Transforming growth factor (TGF-beta): ส่งสัญญาณโดยตรงให้ไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจน เป็นตัวที่เชื่อมโยงจำนวนไฟโบรบลาสต์ที่ MGF เพิ่มขึ้นให้กลายเป็นการผลิตจริง

การที่โกรทแฟกเตอร์หลายชนิดทำงานคนละช่วงเวลา คนละตำแหน่งเช่นนี้ ทำให้กระบวนการฟื้นฟูดำเนินไปได้ราบรื่นกว่าการใช้ตัวเดียว และนี่ก็คือเหตุผลที่สูตรผสมแบบนี้ปรากฏอยู่ในหัตถการที่เรียกกันว่าเข็มเบบี้แทบทุกสูตร

ระยะเวลาที่เห็นผลและข้อจำกัด

ผลลัพธ์จากการฉีดโกรทแฟกเตอร์อย่าง MGF แตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และความเร็วในการฟื้นฟูของแต่ละบุคคล การทำเพียงครั้งเดียวมักไม่เห็นผลชัดเจนแบบพลิกโฉม ส่วนใหญ่จึงทำต่อเนื่องเป็นชุดโดยเว้นระยะห่าง แล้วค่อยๆ สังเกตผลลัพธ์ที่สะสมขึ้นทีละน้อย

เพราะปฏิกิริยาฟื้นฟูจากไมโครนีดเดิลและสัญญาณจากโกรทแฟกเตอร์จะสะสมผลไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม การฉีดโกรทแฟกเตอร์ไม่ใช่การรักษาที่ย้อนวัยหรือฟื้นฟูความเสียหายให้กลับคืนสมบูรณ์ ควรเข้าใจว่าเป็นการกระตุ้นเสริมที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูและสร้างเซลล์ใหม่เท่านั้น และหลังทำเสร็จใหม่ๆ ผิวยังมีแผลขนาดจิ๋วอยู่ จึงควรกันแดดและหลีกเลี่ยงการระคายเคืองสัก 2-3 วันเพื่อให้ผิวฟื้นตัวได้ดี

ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของผิวเองก็มีผลต่อผลลัพธ์เช่นกัน ยิ่งอายุมากขึ้นและยิ่งสัมผัสแสงแดดนานเท่าไร ระดับการตอบสนองของไฟโบรบลาสต์ก็มักจะลดลงตามไปด้วย ต่อให้ MGF ส่งสัญญาณกระตุ้นการแบ่งตัวมากเพียงใด หากเซลล์ที่รับสัญญาณมีความกระฉับกระเฉงลดลง ผลลัพธ์ก็อาจปรากฏช้าลงตามไปด้วยเช่นกัน

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ริมฝีปากบางลงและมีริ้วรอยแนวตั้ง ลิปจูรัน หลักการฟื้นฟูผิวริมฝีปาก จำนวนครั้ง และการดูแลหลังทำ

ลิปจูรันคือหัตถการที่ฉีดสาร Polynucleotide (PN) เข้าสู่เนื้อเยื่อริมฝีปากโดยตรง เพื่อฟื้นฟูผิวสัมผัสและความชุ่มชื้น บทความนี้สรุปหลักการทำงานว่าต่างจากฟิลเลอร์ที่เน้นเพิ่มปริมาตรอย่างไร ริ้วรอยแนวตั้งจางลงได้อย่างไร รวมถึงจำนวนครั้งและความเจ็บที่ควรรู้

By Dr. Kim

Skincare

การกำจัดขนอ่อนบนใบหน้าไม่ได้แค่เอาขนออก แต่เปลี่ยนโทนผิวให้ดูสว่างขึ้นได้อย่างไร

ขนอ่อนบนใบหน้าคือเส้นขนที่เล็กและมีเม็ดสีน้อย มันกระจายแสงและดักจับเซลล์ผิวที่ตายแล้วกับความมัน ทำให้ผิวดูหมองคล้ำ เมื่อจัดการขนอ่อนออก ผิวจะเรียบขึ้นและสะท้อนแสงสม่ำเสมอ เมกอัพก็ติดทนขึ้นด้วย บทความนี้อธิบายว่าทำไมผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวจากพื้นผิว ไม่ใช่การทำให้ผิวขาวขึ้นจริง พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

By Dr. Kim

Diet

หลักการที่ Body InMode ใช้ความร้อนคลื่นวิทยุและแรงดูดสุญญากาศ ลดไขมันพร้อมกระชับผิว และวิธีดูแลหลังทำ

Body InMode เป็นหัตถการที่ใช้ความร้อนจากคลื่นวิทยุอุ่นชั้นไขมัน พร้อมแรงดูดสุญญากาศดึงเนื้อเยื่อให้กระจายพลังงานอย่างสม่ำเสมอ บทความนี้สรุปลำดับการทำงานของความร้อน แรงดูด และกระแสไฟฟ้า ว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ต่างกันในไขมันและผิวหนังอย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles