รูขุมขนที่เคยขยายแล้ว ทำไมถึงไม่หดกลับเองและดูเหมือนจะกว้างขึ้นอีกไม่ว่าจะดูแลแค่ไหน
By Dr. Kim1 min read

บางวันเวลาส่องกระจกใกล้ ๆ จะเห็นรูขุมขนบริเวณข้างจมูกหรือแก้มดูใหญ่ขึ้นมาผิดปกติ แต่งหน้าปกปิดยังไงก็ไม่มิดสักที และเมื่อโดนแสงไฟก็เห็นเป็นจุดเงาเล็ก ๆ ชัดเจนขึ้นมาทันที หลายคนคิดว่าถ้าดูแลผิวดี ๆ รูขุมขนก็น่าจะเล็กลงได้เอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว รูขุมขนที่เคยขยายไปแล้วมักไม่หดแคบกลับมาเองตามธรรมชาติ
การที่รูขุมขนขยายกว้างขึ้นนั้นมีสาเหตุชัดเจน มีทั้งแรงที่ดันออกมาจากด้านใน และแรงที่คอยยึดโครงสร้างไว้จากด้านนอก เมื่อสมดุลของสองแรงนี้เสียไป รูขุมขนก็จะขยายกว้างขึ้น บทความนี้จะค่อย ๆ ไล่อธิบายว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้น และทำไมมันถึงไม่กลับมาแคบเองได้ง่าย ๆ
ทำไมผิวเราถึงมีรูขุมขนตั้งแต่แรก?
รูขุมขนไม่ใช่รูที่เจาะทะลุผิวหนัง แต่เป็นทางเชื่อมระหว่างรูขุมขน (follicle) ที่สร้างเส้นขน กับต่อมไขมัน (sebaceous gland) ที่ผลิตน้ำมัน น้ำมันที่ต่อมไขมันสร้างขึ้นต้องไหลผ่านทางเดินนี้ขึ้นมาสู่ผิวหน้า ผิวจึงจะไม่แห้งและคงความชุ่มชื้นไว้ได้
ปัญหาคือความกว้างของทางเดินนี้ไม่ได้คงที่เสมอไป เมื่อมีสิ่งสะสมอยู่ภายในมากขึ้น หรือแรงที่ค้ำผนังทางเดินอ่อนแอลง ปากทางก็จะกว้างขึ้น จนกลายเป็นรูขุมขนที่มองเห็นได้ชัดขึ้น พูดง่าย ๆ คือ การขยายตัวของรูขุมขนไม่ใช่การเกิดทางเดินใหม่ขึ้นมา แต่เป็นทางเดินเดิมที่ค่อย ๆ กว้างขึ้นด้วยหลายสาเหตุ
ทำไมไขมันส่วนเกินถึงดันรูขุมขนจากด้านใน?
ต่อมไขมันในแต่ละบริเวณของใบหน้ามีขนาดและความเคลื่อนไหวไม่เท่ากัน บริเวณที่ต่อมไขมันใหญ่และมีจำนวนมาก อย่างจมูก หน้าผาก และแก้ม จึงมักเห็นรูขุมขนชัดกว่าที่อื่น เพราะยิ่งต่อมไขมันทำงานหนักผลิตน้ำมันออกมามาก ปริมาณที่ไปเติมเต็มทางเดินก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
เหมือนกับลูกโป่งที่ยิ่งเป่าลมเข้าไป ผนังก็ยิ่งยืดตึงออก รูขุมขนที่มีการผลิตไขมันมากก็จะถูกแรงดันจากด้านในค่อย ๆ ดันให้ผนังทางเดินขยายออกทีละน้อย ยิ่งถ้ามีเซลล์ผิวที่ตายแล้ว (dead skin cells) หลุดลอกไม่ทันและสะสมอยู่ในทางเดินร่วมด้วย ไขมันกับเซลล์ผิวเหล่านี้ก็จะจับตัวเป็นก้อน ทำให้แรงดันจากด้านในยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
ทางเดินที่ขยายไปแล้วแบบนี้ ต่อให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันน้อยลง ก็ไม่ได้หดกลับไปเท่าขนาดเดิมทันที เพราะเนื้อเยื่อผนังที่ยืดออกไปแล้วมักมีแนวโน้มจะคงรูปร่างนั้นไว้ในระดับหนึ่ง การลดปริมาณไขมันเพียงอย่างเดียวจึงไม่ค่อยทำให้รูขุมขนแคบลงจนสังเกตเห็นได้ชัด
ทำไมความยืดหยุ่นที่ลดลงถึงทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น?
รอบ ๆ ผนังรูขุมขนมีโปรตีนเส้นใยอย่างคอลลาเจนและอีลาสตินถักทอกันเป็นร่างแหคอยยึดทางเดินไว้ ถ้าเปรียบคอลลาเจนเป็นเสาที่ค้ำยันผิว อีลาสตินก็เหมือนหนังยางที่คอยเชื่อมเสาแต่ละต้นเข้าด้วยกัน เมื่อเสาและหนังยางเหล่านี้ยังแข็งแรงดี ทางเดินของรูขุมขนก็จะยังคงแคบอยู่
แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือโดนแสงแดดสะสมเป็นเวลานาน เอนไซม์ที่ชื่อ MMP (matrix metalloproteinase เอนไซม์ที่ทำหน้าที่เหมือนกรรไกรตัดคอลลาเจน) จะทำงานมากขึ้น ขณะที่ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนใหม่กลับลดลง เมื่อเสาค่อย ๆ สั้นลงและหนังยางก็เสื่อมความยืดหยุ่น แรงที่เคยยึดผนังรูขุมขนไว้ก็อ่อนลง จนสู้แรงโน้มถ่วงและน้ำหนักของผิวเองไม่ไหว รูขุมขนจึงหย่อนคล้อยลงและดูกว้างขึ้น
กระบวนการนี้ต่างจากการขยายตัวที่เกิดจากไขมันส่วนเกิน รูขุมขนแบบไขมันมาจากแรงดันจากด้านใน ส่วนรูขุมขนแบบความยืดหยุ่นลดลงมาจากแรงยึดจากด้านนอกที่อ่อนแอลง ในความเป็นจริงทั้งสองสาเหตุมักเกิดร่วมกัน คือช่วงวัยรุ่นมักมาจากไขมันเป็นหลัก พอเข้าสู่วัยที่มากขึ้นความยืดหยุ่นที่ลดลงก็จะเข้ามาเสริม ทำให้รูขุมขนดูชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ทำไมรูขุมขนถึงไม่หดกลับมาเองได้?
หลายคนสงสัยว่าทำไมรอยฟกช้ำหรือแผลถึงหายเองได้เมื่อเวลาผ่านไป แต่รูขุมขนกลับไม่เป็นแบบนั้น เหตุผลคือการขยายตัวของรูขุมขนไม่ใช่การบาดเจ็บฉับพลัน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ค่อย ๆ สะสมเรื้อรังมาเป็นเวลานาน
- เมื่อเส้นใยคอลลาเจนที่ประกอบเป็นผนังทางเดินขาดหรือบางลงครั้งหนึ่งแล้ว ร่างกายจะซ่อมแซมด้วยเส้นใยใหม่ในอัตราที่ช้ามาก เพราะไม่มีสัญญาณซ่อมแซมฉับพลันเหมือนตอนเกิดบาดแผล
- ขนาดของต่อมไขมันที่ขยายไปแล้วก็ไม่หดเล็กลงง่าย ๆ เช่นกัน ถึงจะดูแลลดการผลิตไขมันแล้ว แต่ขนาดจริงของต่อมที่โตขึ้นแล้วก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาเท่าเดิม
- หากยังคงโดนแสงแดดซ้ำ ๆ หรือกระบวนการชราของผิวยังดำเนินต่อไป การทำงานของ MMP ก็มีแนวโน้มจะคงระดับสูงหรือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความเสียหายมักจะนำหน้าการซ่อมแซมอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ การดูแลผิวประจำวัน อย่างการล้างหน้าหรือใช้เครื่องสำอางที่ช่วยกระชับรูขุมขน จึงมักไม่เพียงพอที่จะแก้โครงสร้างทางกายภาพของทางเดินที่ขยายไปแล้ว แต่การควบคุมไขมันส่วนเกินและกันแดดอย่างสม่ำเสมอก็ยังมีส่วนช่วยชะลอความเร็วในการขยายตัวของรูขุมขนได้เช่นกัน
การดูแลผิวกับการรักษาทางการแพทย์เล็งเป้าไปที่จุดไหนต่างกัน?
การดูแลผิวประจำวันกับการรักษาโดยหัตถการนั้นเล็งเป้าไปคนละจุด การดูแลผิวมักมุ่งควบคุมไขมันส่วนเกินและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นแรงดันจากด้านใน ส่วนการรักษามักเน้นไปที่การฟื้นฟูคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งเป็นแรงยึดจากด้านนอก
- สาร salicylic acid หรือ retinoid ช่วยให้เซลล์ผิวที่สะสมอยู่ในทางเดินรูขุมขนหลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงดันจากด้านในได้ในระดับหนึ่ง
- สารที่ช่วยควบคุมการผลิตไขมัน รวมถึงการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็มีบทบาทช่วยลดวัตถุดิบที่ไปเติมเต็มทางเดินรูขุมขน
- หัตถการที่ใช้ RF (คลื่นวิทยุความถี่สูง ที่ส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่ชั้นผิวด้านใน) หรือเข็มไมโครนีดเดิล จะกระตุ้นชั้นหนังแท้ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ วิธีนี้จึงมักเน้นแก้ปัญหารูขุมขนแบบความยืดหยุ่นลดลงมากกว่า
- เลเซอร์บางชนิดสร้างความเสียหายในระดับที่ควบคุมได้ให้กับหนังกำพร้าและหนังแท้บางส่วน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ในกระบวนการฟื้นฟู วิธีนี้จึงมักถูกพิจารณาในกรณีที่มีทั้งรูขุมขนแบบไขมันและแบบความยืดหยุ่นลดลงผสมกัน
ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน การจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ต้องอาศัยการเติมคอลลาเจนใหม่เข้าไปในเนื้อเยื่อผนังทางเดินที่ขยายไปแล้ว จึงมักไม่เห็นผลทันทีหลังทำ แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์หลังหัตถการ และในบางรายอาจกินเวลานานถึง 6 เดือนกว่าจะเห็นผลเต็มที่
ทำไมรูขุมขนแต่ละบริเวณบนใบหน้าถึงดูไม่เหมือนกัน?
แม้จะอยู่บนใบหน้าเดียวกัน แต่จมูกมักมีรูขุมขนใหญ่กว่าแก้มที่ดูเล็กกว่าค่อนข้างชัด เพราะแต่ละบริเวณมีความหนาแน่นและขนาดของต่อมไขมัน รวมถึงความหนาของเนื้อเยื่อคอลลาเจนที่ค้ำผิวไม่เท่ากัน บริเวณรอบจมูกมีต่อมไขมันขนาดใหญ่และอยู่กันแน่นตั้งแต่แรก จึงมักเห็นรูขุมขนแบบไขมันชัดกว่า ขณะที่แก้มหรือรอบดวงตามักเริ่มเห็นรูขุมขนแบบความยืดหยุ่นลดลงก่อนเมื่ออายุมากขึ้น
ด้วยความแตกต่างของแต่ละบริเวณแบบนี้ การดูแลทั้งใบหน้าด้วยวิธีเดียวกันหมดอาจไม่เหมาะเท่ากับการแยกสาเหตุตามบริเวณแล้วดูแลให้ตรงจุด เช่น เน้นควบคุมไขมันที่จมูก และเน้นเสริมความยืดหยุ่นที่แก้มหรือรอบดวงตา วิธีนี้จะช่วยให้วางแผนดูแลผิวได้ง่ายขึ้น
สรุปสั้น ๆ แล้ว สาเหตุที่รูขุมขนดูกว้างขึ้นก็คือผลรวมของสองกระแส คือไขมันและเซลล์ผิวที่ดันจากด้านใน กับคอลลาเจนและอีลาสตินที่อ่อนแรงจนยึดไม่อยู่จากด้านนอก การเข้าใจภาพรวมของสมดุลระหว่างสองแรงนี้ แทนที่จะมองแค่สาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง จะช่วยให้เข้าใจได้เองว่าทำไมการดูแลผิวเพียงอย่างเดียวถึงมีข้อจำกัด และทำไมการรักษาถึงเล็งเป้าไปที่การฟื้นฟูคอลลาเจนเป็นหลัก
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

เซลลูไลท์ที่ต้นขาไม่หายไปแม้ลดน้ำหนักแล้ว เพราะอะไรและมีวิธีแก้อย่างไร?
เซลลูไลท์ไม่ได้เกิดจากไขมันเยอะเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างพังผืดใต้ผิวที่ดึงรั้งเอาไว้ บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่หลักการว่าทำไมโครงสร้างนี้ยังอยู่แม้ลดน้ำหนักแล้ว และการรักษาเข้าไปจัดการกับโครงสร้างนี้อย่างไร
By Dr. Kim

หูดแบนขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ ทั่วใบหน้า ทำไมบีบหรือแกะแล้วยิ่งลามกว้างกว่าเดิม
หูดแบนเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่สิว การบีบหรือแกะจึงไม่ทำให้หายแต่กลับพาเชื้อไปติดผิวข้างเคียง บทความนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ต่างจากไฝหรือสิวอย่างไร และการรักษาพร้อมป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำมีหลักการอย่างไร
By Dr. Kim

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว
เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim