เซลลูไลท์ที่ต้นขาไม่หายไปแม้ลดน้ำหนักแล้ว เพราะอะไรและมีวิธีแก้อย่างไร?
By Dr. Kim1 min read

หลายคนลองคลำต้นขาด้านหลังหรือสะโพกแล้วต้องแปลกใจ เพราะเจอผิวที่เป็นหลุมเป็นบ่อไม่เรียบเนียน ทั้งที่ออกกำลังกายอย่างหนักและลดน้ำหนักไปแล้วก็ตาม แต่พื้นผิวขรุขระแบบนี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม จนรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย ปรากฏการณ์นี้คือเซลลูไลท์นั่นเอง
เซลลูไลท์ไม่ใช่แค่ปัญหาไขมันเยอะธรรมดา แต่เกิดจากโครงสร้างของเนื้อเยื่อพังผืดที่อยู่ใต้ผิวหนังโดยตรง จึงเกิดขึ้นได้กับคนผอมด้วยเช่นกัน ไม่เกี่ยวกับน้ำหนักตัวเลย บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นว่าโครงสร้างแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมมันถึงไม่หายไปง่าย ๆ แม้ลดน้ำหนักแล้วก็ตาม
เซลลูไลท์คือปรากฏการณ์แบบไหนกันแน่?
เซลลูไลท์ คือปรากฏการณ์ที่ผิวบริเวณต้นขา สะโพก หรือหน้าท้อง มีลักษณะขรุขระคล้ายเปลือกส้มหรือผิวที่นอน บางจุดยุบตัวลงไป ส่วนจุดข้าง ๆ กลับนูนขึ้นมาเล็กน้อย
ความไม่เรียบนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ผิวชั้นบนสุด แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นลึกกว่านั้นแล้วสะท้อนออกมาให้เห็นทางผิวด้านนอก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการนวดหรือทาครีมที่ผิวชั้นนอกอย่างเดียวถึงไม่ค่อยช่วยให้หายไปได้ง่าย ๆ
หลักการที่พังผืดดึงรั้งไขมันคืออะไร?
ระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อจะมีชั้นไขมันอยู่ และภายในชั้นไขมันนี้มีพังผืด ซึ่งเป็นเส้นใยคอลลาเจนที่ตั้งอยู่ในแนวตั้ง คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำยันผิวและเนื้อเยื่อ เส้นใยคอลลาเจนเหล่านี้เชื่อมผิวหนังกับกล้ามเนื้อไว้ด้วยกันคล้ายร่างแห อยู่ภายในชั้นไขมันนั่นเอง
ปัญหาคือเส้นใยเหล่านี้ยืดหยุ่นน้อยกว่าไขมันมาก จุดที่มีเส้นใยจะถูกดึงผิวลงไปแบบตึง ๆ ส่วนไขมันที่อยู่ระหว่างเส้นใยแต่ละเส้นจะมีพื้นที่ว่างมากกว่า จึงพองนูนขึ้นมา ลองนึกภาพผ้านวมที่เย็บเป็นตาราง จุดที่เย็บติดจะกดยุบเป็นร่อง ส่วนช่วงที่มีนุ่นอัดอยู่ระหว่างรอยเย็บจะพองนูนขึ้นมา หลักการเดียวกันเป๊ะ
สุดท้ายแล้วจุดที่ถูกดึงจะดูยุบลงไป ส่วนจุดที่ไม่ถูกดึงจะดูนูนออกมา ทำให้พื้นผิวโดยรวมขรุขระไม่เรียบเนียน
เซลลูไลท์ต่างจากภาวะอ้วนทั่วไปอย่างไร?
จริงอยู่ว่าไขมันในร่างกายยิ่งเยอะ เซลลูไลท์ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้น แต่ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่ปัญหาเดียวกัน หลักฐานคือคนผอมก็เป็นเซลลูไลท์ได้บ่อย และหลายคนลดน้ำหนักแล้วเซลลูไลท์ก็ยังไม่หายไป
- ผู้หญิงมีเซลลูไลท์มากกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด เพราะพังผืดของผู้หญิงเรียงตัวตั้งฉากกับผิวหนังในแนวตรง ทำให้แรงดึงรวมไปทางเดียวกัน ในขณะที่พังผืดของผู้ชายมีโครงสร้างเป็นร่างแหไขว้กันเป็นแนวเฉียง แรงดึงจึงกระจายไปหลายทิศทาง
- ผิวยิ่งบาง เซลลูไลท์ยิ่งเห็นชัด เพราะผิวบางไม่มีความหนาพอที่จะปิดบังความขรุขระของชั้นไขมันด้านล่าง โครงสร้างข้างในจึงสะท้อนออกมาให้เห็นตรง ๆ
- อายุที่มากขึ้นมักทำให้เซลลูไลท์เด่นชัดขึ้น เพราะคอลลาเจนในผิวลดลงตามเวลา ผิวบางลงและความยืดหยุ่นลดลง ทำให้บทบาทเป็นเบาะรองที่เคยปิดบังความขรุขระข้างในอ่อนแรงลงไปด้วย
พูดง่าย ๆ คือปริมาณของไขมันไม่ใช่ตัวแปรหลัก แต่รูปแบบการเรียงตัวของพังผืด ความหนา และความยืดหยุ่นของผิวต่างหากที่มีผลมากกว่าต่อความชัดของเซลลูไลท์ ดังนั้นการมุ่งลดตัวเลขบนตาชั่งอย่างเดียวอาจไม่ใช่วิธีที่ตรงจุดเท่ากับการดูแลสภาพผิวและเนื้อเยื่อชั้นล่างไปพร้อมกัน
ทำไมลดน้ำหนักแล้วเซลลูไลท์ยังอยู่เหมือนเดิม?
เวลาลดน้ำหนัก เซลล์ไขมันแต่ละเซลล์จะมีขนาดเล็กลง แต่โครงสร้างพังผืดที่ตั้งอยู่ในแนวตั้งภายในชั้นไขมันนั้นไม่ได้หายไปพร้อมกับน้ำหนักที่ลด สาเหตุของแรงดึงยังคงอยู่เหมือนเดิม รูปทรงขรุขระจึงยังคงอยู่ต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าน้ำหนักลดลงมากในเวลาสั้น ๆ ปริมาตรของผิวหนังและไขมันจะลดลงพร้อมกัน ทำให้ผิวหย่อนคล้อยและบางลง ในกรณีนี้โครงสร้างที่ดึงรั้งอยู่ข้างในอาจยิ่งเด่นชัดขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการลดน้ำหนักถึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหาเซลลูไลท์ได้จริง
ฮอร์โมนกับการไหลเวียนเลือดมีผลด้วยหรือไม่?
มีรายงานว่าเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง มีบทบาทเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่ไขมันสะสมมากในร่างกาย รวมถึงความยืดหยุ่นของคอลลาเจนที่ประกอบเป็นพังผืดด้วย นี่อาจอธิบายได้ว่าทำไมผู้หญิงมักรู้สึกว่าเซลลูไลท์ชัดขึ้นในช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงมาก อย่างช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงใกล้วัยหมดประจำเดือน
นอกจากนี้ หากการไหลเวียนของหลอดเลือดดำและน้ำเหลืองไม่ดี น้ำและของเสียในเนื้อเยื่อจะค่อย ๆ คั่งอยู่ จนทำให้ชั้นไขมันบวมพองขึ้นได้ เมื่อเนื้อเยื่อบวมแบบนี้ ระยะห่างระหว่างจุดที่พังผืดดึงรั้งกับจุดที่ไขมันพองตัวจะยิ่งต่างกันมากขึ้น ทำให้พื้นผิวดูขรุขระกว่าเดิม แม้จะเป็นโครงสร้างพังผืดแบบเดิมก็ตาม
การรักษาที่จัดการกับพังผืดโดยตรงทำงานอย่างไร?
เมื่อรู้แล้วว่าสาเหตุหลักของเซลลูไลท์คือพังผืดที่ดึงรั้งผิว วิธีการรักษาต่าง ๆ จึงพัฒนาไปในทิศทางที่มุ่งเป้าจัดการกับโครงสร้างเส้นใยนี้โดยตรง
- ซับซิชัน (subcision) คือหัตถการที่ใช้เข็มบาง ๆ สอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อตัดพังผืดที่ดึงรั้งอยู่ออกทางกายภาพ เมื่อเส้นใยที่ดึงรั้งถูกตัดขาด จุดนั้นก็จะไม่ถูกกดลงไปอีกและผิวจะค่อย ๆ เรียบขึ้นเอง
- การฉีดเอนไซม์สลายคอลลาเจน เป็นการฉีดเอนไซม์ที่สลายโปรตีนคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของพังผืดด้วยกลไกทางเคมี ฉีดห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์ สูงสุด 3 ครั้ง มีรายงานว่าทำงานคล้ายกับการตัดเส้นใยคอลลาเจนที่แข็งแรงด้วยกรรไกรอย่างช้า ๆ ทำให้เส้นใยอ่อนแรงลงและแรงดึงค่อย ๆ ลดลงไปนานสูงสุดถึง 6 เดือนหลังฉีดเข็มสุดท้าย
- อุปกรณ์อย่าง RF (คลื่นวิทยุ) หรืออัลตราซาวด์ ทำงานโดยส่งพลังงานความร้อนหรือแรงสั่นสะเทือนเข้าไปใต้ผิว เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเองมากขึ้น แม้จะไม่สามารถกำจัดโครงสร้างพังผืดได้โดยตรง แต่แนวคิดคือเมื่อผิวหนาและกระชับขึ้น ความขรุขระข้างในก็จะเด่นชัดน้อยลงบนพื้นผิว
- การนวดหรือใช้ลูกกลิ้ง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองบริเวณนั้นได้ชั่วคราวประมาณ 1 ถึง 2 วัน ลดอาการบวมที่คั่งอยู่ในเนื้อเยื่อ เมื่อบวมลดลง ผิวอาจดูเรียบขึ้นได้จริง แต่เพราะไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างพังผืดที่ดึงรั้งอยู่ ผลลัพธ์จึงมักกลับไปเหมือนเดิมภายใน 2 ถึง 3 วัน
ดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันช่วยได้แค่ไหน?
มีรายงานว่าการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อใต้ผิว ทำให้เนื้อเยื่อมีแรงพยุงมากขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อกระชับแข็งแรง ไขมันและผิวหนังที่อยู่ด้านบนก็จะได้รับแรงพยุงไปด้วย ทำให้พื้นผิวรู้สึกเรียบเนียนขึ้น
อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างพังผืดได้จริง นิสัยการใช้ชีวิตที่ช่วยการไหลเวียนเลือดและการเวทเทรนนิ่งช่วยลดระดับความเด่นชัดของเซลลูไลท์ได้บ้าง แต่ไม่ใช่วิธีที่กำจัดสาเหตุเชิงโครงสร้างได้จริง จึงควรเข้าใจจุดนี้ก่อนตั้งความหวัง
การดื่มน้ำให้เพียงพอและลดเวลานั่งท่าเดิมนานเกิน 30 นาที ก็มีรายงานว่าช่วยการไหลเวียนเลือดได้เช่นกัน หากนั่งไขว่ห้างนานเกิน 1 ชั่วโมง หรือใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นนานเกิน 8 ชั่วโมง อาจกดทับเส้นทางที่เลือดและน้ำเหลืองไหลผ่าน ทำให้เกิดการคั่ง และการคั่งนี้เองที่อาจทำให้ชั้นไขมันบวมมากขึ้น ส่งผลให้เซลลูไลท์ดูเด่นชัดกว่าเดิม สรุปแล้วการดูแลในชีวิตประจำวันไม่ได้ทำให้เซลลูไลท์หายไปทั้งหมด แต่มีบทบาทช่วยไม่ให้ปัจจัยเรื่องอาการบวมมาซ้ำเติมแรงดึงของพังผืดที่มีอยู่แล้ว
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รูขุมขนที่เคยขยายแล้ว ทำไมถึงไม่หดกลับเองและดูเหมือนจะกว้างขึ้นอีกไม่ว่าจะดูแลแค่ไหน
รูขุมขนขยายกว้างขึ้นเพราะไขมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วดันจากด้านใน ขณะที่เนื้อเยื่อยืดหยุ่นรอบ ๆ อ่อนแรงลง บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการว่าทำไมโครงสร้างที่เคยขยายแล้วจึงไม่กลับมาแคบเองได้ และการรักษาเข้าไปแก้ไขจุดไหนบ้าง
By Dr. Kim

ตุ่มหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขา Keratosis Pilaris วิธีดูแลด้วยสารขจัดขุยและเลเซอร์ กับเหตุผลที่รักษาให้หายขาดได้ยาก
ผิวขรุขระคล้ายหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขาหรือที่เรียกกันว่า keratosis pilaris เกิดขึ้นได้อย่างไร บทความนี้พาไปดูตั้งแต่สาเหตุ วิธีเลือกสารขจัดขุยอย่าง urea, salicylic acid และ retinoid ไปจนถึงเลเซอร์ช่วยได้แค่ไหน เพราะนี่ไม่ใช่โรคที่หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นสภาพผิวที่ต้องดูแลต่อเนื่อง เมื่อเข้าใจธรรมชาติของมันแล้วก็จะมองเห็นวิธีจัดการได้ชัดเจนขึ้น
By Dr. Kim

หลักการที่โซฟเวฟเลือกให้ความร้อนเฉพาะชั้นหนังแท้กลางได้แม่นยำ พร้อมลดความเสี่ยงแผลไหม้ และเงื่อนไขการฟื้นตัว
โซฟเวฟทำงานด้วยการซ้อนลำคลื่นอัลตราซาวด์หลายเส้นให้มาบรรจบกันที่จุดเดียว จนความร้อนไปกระจุกตัวอยู่ที่ชั้นหนังแท้กลางเท่านั้น บทความนี้อธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่าทำไมลำคลื่นถึงผ่านชั้นหนังกำพร้าไปได้โดยไม่ทำร้าย แล้วไปร้อนขึ้นเฉพาะชั้นที่มีคอลลาเจน และความร้อนนั้นนำไปสู่การสร้างคอลลาเจนใหม่ได้อย่างไร
By Dr. Lee