prettytime
Pigment

ทำไมตำแหน่งเม็ดสีในชั้นหนังกำพร้าหรือหนังแท้ถึงกำหนดวิธีเลเซอร์รักษาฝ้าและกระที่ต่างกัน

By Dr. Lee1 min read

ส่องกระจกแล้วเจอจุดสีน้ำตาลโผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว หลายคนเรียกรวม ๆ ว่าฝ้าหรือกระ แต่ความจริงแล้วแม้สีจะออกน้ำตาลเหมือนกัน ตำแหน่งที่เม็ดสีฝังตัวอยู่ใต้ผิวอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง เม็ดสีบางจุดอยู่แค่ใต้ผิวชั้นบนสุด ในขณะที่บางจุดฝังลึกลงไปกว่านั้นมาก และความต่างของความลึกนี้เองที่เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดว่าการรักษาแบบไหนจะได้ผลดี แบบไหนจะไม่ค่อยตอบสนอง ด้วยเหตุนี้เวลาแพทย์วินิจฉัยเม็ดสีจึงไม่ได้ดูแค่สีหรือขนาด แต่ต้องตรวจด้วยว่าเม็ดสีนั้นอยู่ที่ชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้เป็นหลัก เพราะแม้ภายนอกจะดูคล้ายกัน แต่ถ้าลึกลงไปต่างกัน วิธีจัดการก็ต้องต่างกันตามไปด้วย

เม็ดสีสะสมอยู่ที่ชั้นหนังกำพร้าหรือหนังแท้กันแน่

ผิวหนังแบ่งเป็นสองชั้นหลัก ๆ ชั้นนอกสุดคือหนังกำพร้า ส่วนชั้นที่อยู่ลึกลงไปคือหนังแท้ ลองนึกภาพหนังกำพร้าเหมือนวอลเปเปอร์ปิดผนัง ส่วนหนังแท้คือโครงสร้างผนังที่อยู่ข้างใน ถ้ามีคราบเปื้อนแค่บนวอลเปเปอร์ แค่เช็ดผิวหน้าหรือลอกวอลเปเปอร์เปลี่ยนใหม่ก็จบ แต่ถ้าคราบซึมลึกเข้าไปถึงท่อน้ำในผนัง แค่เปลี่ยนวอลเปเปอร์ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้

เม็ดสีบนผิวก็เช่นกัน เมื่อผิวโดนแดดสะสมมาก ๆ หรือมีการอักเสบซ้ำ ๆ เซลล์เมลาโนไซต์ (เซลล์สร้างสีผิว) ที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้าจะผลิตเม็ดสีเมลานินออกมามากเกินไป ถ้าเม็ดสีนี้ค้างอยู่แค่ในชั้นหนังกำพร้า จะเรียกว่าเม็ดสีสะสมชนิดหนังกำพร้า แต่ถ้าเวลาผ่านไปแล้วเม็ดสีไหลลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ จะกลายเป็นเม็ดสีสะสมชนิดหนังแท้ ไม่ว่าจะเป็นฝ้า กระตับ กระ หรือรอยดำหลังการอักเสบ ภายนอกอาจดูคล้ายกันหมด แต่ในความเป็นจริงแล้วต่างกันตรงที่เม็ดสีไปสะสมอยู่ในชั้นไหนมากกว่ากัน

ทำไมเม็ดสีชั้นหนังกำพร้าถึงตอบสนองต่อการรักษาเร็วกว่า

หนังกำพร้าคือชั้นที่ตื้นที่สุดของผิว ความหนาจึงบางมาก ทำให้เม็ดสีที่อยู่ในชั้นนี้อยู่ใกล้ผิวหน้ามาก และรอบการผลัดเซลล์ผิวใหม่ก็สั้นด้วย โดยทั่วไปเซลล์ชั้นหนังกำพร้าจะผลัดเปลี่ยนทุกประมาณ 4 สัปดาห์ ดังนั้นแค่ลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดเม็ดสีลง บางครั้งเม็ดสีก็จางลงเองได้ตามธรรมชาติ

ในแง่การรักษา เม็ดสีชั้นหนังกำพร้าก็ได้เปรียบเช่นกัน สารไวท์เทนนิ่งอย่าง hydroquinone หรือ tranexamic acid ทำงานโดยยับยั้งกระบวนการที่เมลาโนไซต์สร้างเม็ดสี และเนื่องจากหนังกำพร้าเป็นชั้นตื้น ระยะที่สารต้องซึมผ่านจึงสั้น ทำให้เห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว เลเซอร์ก็เช่นกัน เม็ดสีที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้าแค่พลังงานเลเซอร์เข้าไปตื้น ๆ ก็ทำลายได้เพียงพอแล้ว จึงใช้การตั้งค่าที่ค่อนข้างอ่อนโยนก็ได้ผลดี

ทำไมเม็ดสีชั้นหนังแท้ถึงจัดการยากกว่า

หนังแท้หนากว่าหนังกำพร้ามาก และมีหลอดเลือด เส้นประสาท และโครงสร้างคอลลาเจนเรียงตัวกันแน่นหนา เมื่อเม็ดสีลึกเข้าไปถึงชั้นนี้ สถานการณ์จะเปลี่ยนไป เม็ดสีที่อยู่ในหนังแท้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเมลาโนไซต์สร้างขึ้นโดยตรง แต่มักเป็นเมลานินที่ไหลลงมาจากหนังกำพร้าแล้วถูกแมโครฟาจ (เซลล์เก็บกวาดในร่างกาย) กลืนกินเข้าไปและค้างอยู่ในตัวเองนาน

ปัญหาคือแมโครฟาจเหล่านี้ไม่ได้ผลัดเปลี่ยนเร็วเหมือนเซลล์ชั้นหนังกำพร้า เมื่อฝังตัวลงแล้วอาจอยู่นานได้ตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงหลายปี ดังนั้นการจางหายไปเองตามธรรมชาติจึงช้ากว่าเม็ดสีชั้นหนังกำพร้ามาก และสารไวท์เทนนิ่งแบบทาก็ซึมลงไปถึงหนังแท้ในความเข้มข้นที่เพียงพอได้ยาก ประสิทธิภาพจึงจำกัด เหมือนกับดูแลแค่ผิวหน้าผนังแต่ไม่มีทางเช็ดคราบที่ซึมลึกเข้าไปในผนังได้

เม็ดสีชั้นหนังกำพร้าใช้หลักการรักษาแบบไหน

เม็ดสีสะสมชนิดหนังกำพร้ามักพิจารณาวิธีที่ทำงานใกล้ผิวหน้าก่อนเป็นอันดับแรก ตัวอย่างหลัก ๆ ได้แก่ ครีมไวท์เทนนิ่งเฉพาะจุด การผลัดเซลล์ผิวด้วยฟีลลิ่ง และเลเซอร์โทนนิ่งที่ใช้ความยาวคลื่นตื้น

  • ครีมไวท์เทนนิ่งเฉพาะจุด: สารอย่าง hydroquinone, tranexamic acid และ niacinamide ช่วยลดสัญญาณการสร้างเม็ดสีของเมลาโนไซต์ เนื่องจากออกฤทธิ์แค่ในชั้นหนังกำพร้าก็เพียงพอแล้ว ระยะซึมสั้นก็ยังให้ผลได้
  • ฟีลลิ่ง: ลอกผิวชั้นหนังขี้ไคลบาง ๆ ออก เร่งกระบวนการผลัดเซลล์ของหนังกำพร้าให้เร็วขึ้น หลักการคือช่วยให้เซลล์ผิวเก่าที่อมเม็ดสีหลุดลอกออกไปได้เร็วขึ้น
  • เลเซอร์โทนนิ่งพลังงานต่ำ: ใช้พลังงานต่ำแบ่งยิงหลายครั้งเพื่อสลายเม็ดสีในหนังกำพร้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะยิงแรงครั้งเดียว วิธีนี้แบ่งเป็นหลายครั้งจึงเหมาะกับเม็ดสีที่จำกัดอยู่แค่ในชั้นหนังกำพร้า

เม็ดสีชั้นหนังแท้ใช้หลักการรักษาแบบไหน

เม็ดสีชั้นหนังแท้ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการรักษาที่ผิวหน้าเพียงอย่างเดียว จึงต้องใช้ความยาวคลื่นที่ลึกกว่าหรือเลเซอร์ที่เจาะจงเป้าหมายเม็ดสีโดยตรง ตัวอย่างหลักคือเลเซอร์แบบ Q-switched หรือเลเซอร์ที่ยิงแสงในหน่วยพิโควินาที เลเซอร์เหล่านี้รวมพลังงานสูงลงในเวลาสั้นมากตรงเข้าไปที่อนุภาคเม็ดสี โดยไม่ทำให้ความร้อนกระจายไปทำร้ายเนื้อเยื่อรอบข้าง แต่สลายเฉพาะเม็ดสีให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ

เมื่อเม็ดสีแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ว เซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะค่อย ๆ เก็บกวาดชิ้นส่วนเหล่านี้ออกไป โดยแมโครฟาจจะกลืนชิ้นส่วนเม็ดสีที่แตกแล้วอีกครั้ง แล้วขับออกผ่านระบบน้ำเหลือง ด้วยกระบวนการนี้ผลลัพธ์จึงมักใช้เวลานานกว่าเม็ดสีชั้นหนังกำพร้าถึงจะเห็นผลชัดเจน นอกจากนี้หนังแท้ยังมีหลอดเลือดและเส้นประสาทมาก ทำให้ไวต่อการกระตุ้น หากตั้งค่าเลเซอร์ผิดพลาดจนไปกระตุ้นมากเกินไป อาจทำให้เกิดเม็ดสีสะสมจากการอักเสบใหม่ขึ้นในชั้นหนังแท้ได้ การเลือกความยาวคลื่นและกำลังพลังงานจึงต้องระมัดระวังมากกว่า

จะแยกความลึกของเม็ดสีก่อนรักษาได้อย่างไร

จุดสีน้ำตาลที่ดูเหมือนกันอาจเป็นชนิดหนังกำพร้า ชนิดหนังแท้ หรือชนิดผสมที่มีทั้งสองชั้นปนกันก็ได้ ซึ่งดูด้วยตาเปล่าอย่างเดียวแยกได้ยาก ในคลินิกจึงมักใช้ Wood's lamp (การส่องตรวจด้วยแสงยูวีเฉพาะทาง) หรือกล้องขยายผิวหนัง ตรวจดูขอบเขตและโทนสีของเม็ดสีเพื่อประเมินความลึก

  • ชนิดหนังกำพร้า: มักมีขอบเขตค่อนข้างชัดเจน และเมื่อส่อง Wood's lamp สีจะเข้มขึ้นชัดกว่าเดิม เพราะเม็ดสีรวมตัวอยู่ในชั้นตื้น ทำให้การสะท้อนแสงต่างกันมาก
  • ชนิดหนังแท้: มักมีขอบเขตไม่ชัด และเมื่อส่อง Wood's lamp แล้วแทบไม่เห็นความต่างของสีเลย เพราะเม็ดสีอยู่ลึกจนแสงสะท้อนกลับไม่พอ
  • ชนิดผสม: มีลักษณะทั้งสองแบบปนกัน และในทางคลินิกจริงชนิดผสมนี้พบได้บ่อยพอสมควร

ตอนวางแผนการรักษาควรระวังอะไรบ้าง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องการรักษาเม็ดสีคือ การเอาวิธีสำหรับหนังกำพร้ามาลองกับเม็ดสีชั้นหนังแท้แบบแรง ๆ ก่อน ถ้าไม่ได้ผลค่อยเปลี่ยน แต่หนังแท้เป็นชั้นที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ถ้าใช้วิธีที่ไม่เหมาะแล้วกระตุ้นซ้ำ ๆ อาจยิ่งกระตุ้นให้เกิดเม็ดสีสะสมใหม่ ดังนั้นการเลือกวิธีที่เหมาะกับความลึกตั้งแต่แรกจะได้ผลดีกว่าในระยะยาว

อีกเรื่องหนึ่งคือความคาดหวังเรื่องความเร็วของผล เม็ดสีชั้นหนังกำพร้าอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่เม็ดสีชั้นหนังแท้มีโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการเผาผลาญออกไป จึงมักจางลงทีละน้อยผ่านหลายครั้งของการรักษา ถ้าระหว่างทางรู้สึกว่าผลช้า การเข้าใจไว้ก่อนว่าเม็ดสีชั้นหนังแท้มีจังหวะเป็นแบบนี้อยู่แล้วจะช่วยให้ติดตามการรักษาได้สบายใจขึ้น

การกันแดดสำคัญเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นเม็ดสีชนิดหนังกำพร้าหรือหนังแท้ เพราะรังสียูวีคือสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เมลาโนไซต์สร้างเม็ดสีใหม่ขึ้นมาอีก ถ้าอยากให้เม็ดสีที่จางลงจากการรักษาคงอยู่ได้นาน ก็ต้องดูแลต่อเนื่องหลังการรักษาควบคู่กันไป การทาครีมกันแดดซ้ำทุกวันไม่ได้ช่วยลบเม็ดสีที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ช่วยลดสัญญาณที่กระตุ้นให้เมลาโนไซต์ผลิตเม็ดสีใหม่ ดังนั้นแทนที่จะแยกการรักษากับการกันแดดออกจากกัน ควรมองเป็นกระบวนการเดียวกันแล้วดูแลไปด้วยกัน ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานกว่า

นอกจากนี้ในคนคนเดียวกัน ความลึกของเม็ดสีบนใบหน้าแต่ละจุดก็อาจต่างกันได้ บริเวณที่โดนแดดสะสมมานาน เช่น รอบโหนกแก้ม มักมีเม็ดสีซึมลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ ส่วนบริเวณที่โดนแดดน้อยกว่ามักมีเม็ดสีค้างอยู่แค่ในชั้นหนังกำพร้า ดังนั้นบนใบหน้าเดียวกันก็อาจต้องตั้งค่าการรักษาต่างกันไปตามแต่ละจุด และเรื่องนี้ก็ต้องเริ่มจากการตรวจความลึกของเม็ดสีก่อนถึงจะตัดสินใจได้

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

ทำไมปานโอตะแต่งหน้าปิดไม่มิด ต้องแบ่งเลเซอร์รักษา 6 ถึง 10 ครั้งกว่าจะจาง?

ปานโอตะเกิดจากเม็ดสีที่ฝังลึกอยู่ในชั้นหนังแท้ ไม่ใช่ผิวชั้นบน จึงไม่มีทางปิดด้วยเครื่องสำอางได้สนิท บทความนี้อธิบายกลไกว่าทำไมต้องใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นพิเศษเจาะลึกถึงจุดนั้น เว้นระยะห่างกัน 6 ถึง 8 สัปดาห์ และต้องทำทั้งหมด 6 ถึง 10 ครั้ง กว่าเม็ดสีจะค่อย ๆ จางลง

By Dr. Lee

Skincare

ความแตกต่างของขนาดโมเลกุลระหว่าง PDRN และ PN ที่กำหนดความเร็วในการซึมสู่ผิวและระยะเวลาฟื้นฟู

PDRN และ PN ต่างก็เป็นสาร polynucleotide ที่สกัดจาก DNA ของปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์เหมือนกัน แต่ความยาวของสายโซ่และน้ำหนักโมเลกุลที่ต่างกันทำให้บทบาทในผิวต่างกันไปด้วย PDRN มีสายโซ่สั้นและเบา จึงซึมเข้าสู่ชั้นหนังกำพร้าได้เร็วและช่วยฟื้นฟูผิว ส่วน PN มีสายโซ่ยาวและหนัก จึงฝังตัวอยู่ในชั้นหนังแท้และทำหน้าที่เป็นโครงค้ำยันที่อยู่ได้นาน

By Dr. Kim

Skincare

รอยแตกลายที่เกิดขึ้นหลังผิวยืดขยาย เส้นสีแดงเปลี่ยนเป็นสีขาวได้อย่างไร และจังหวะที่เหมาะสมในการเริ่มรักษา

รอยแตกลายเกิดจากผิวหนังยืดขยายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ จนเสาค้ำคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ขาดออก บทความนี้อธิบายกระบวนการที่เส้นสีแดงค่อย ๆ แข็งตัวกลายเป็นสีขาว พร้อมเหตุผลที่การตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลา โดยเน้นอธิบายจากหลักการ

By Dr. Kim

Back to articles