prettytime
Skincare

ผื่นแดงรอบปากที่ขึ้นซ้ำ ๆ กลไกที่สเตียรอยด์และสารระคายเคืองสร้างขึ้น พร้อมวิธีดูแล

By Dr. Kim1 min read

หากมีตุ่มแดงเล็ก ๆ คล้ายเมล็ดข้าวขึ้นซ้ำ ๆ เฉพาะรอบปาก อาจเป็นสัญญาณของโรคผิวหนังอักเสบรอบปาก (perioral dermatitis) ตามชื่อเลยคือเป็นผื่นที่ขึ้นกระจุกอยู่รอบปาก แต่ที่น่าแปลกคือขอบบาง ๆ ที่ติดกับริมฝีปากโดยตรงกลับไม่มีผื่นขึ้นเลย ตุ่มแดงเล็ก ๆ จะขึ้นเบียดกันเฉพาะบริเวณถัดออกมาด้านนอกเท่านั้น

หลายคนมักสับสนกับสิว แต่จุดที่ต่างกันคือไม่มีสิวอุดตันสีดำ และตำแหน่งที่ขึ้นอาจลามไปถึงข้างจมูกหรือใต้ตาได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีลักษณะเฉพาะคือเมื่อทายารักษาสิวหรือสเตียรอยด์ทาผิว ในช่วงแรกอาการมักดูเหมือนดีขึ้น แต่แล้วก็กลับมาแย่ลงอีก ทำให้หลายคนปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ หรือทายาผิดชนิดต่อไปเรื่อย ๆ จนอาการยิ่งแย่ลง บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นว่าทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นเฉพาะรอบปาก

ทำไมผื่นแดงถึงขึ้นกระจุกอยู่แค่รอบปาก?

ผิวรอบปากเคลื่อนไหวนับร้อยครั้งต่อวัน ไม่ว่าจะพูด กิน หรือกลืนน้ำลาย ผิวบริเวณนี้จะถูกยืดและพับไปมาตลอดเวลา ทำให้เกราะป้องกันผิวสัมผัสกับแรงเสียดสีและสิ่งระคายเคืองบ่อยกว่าบริเวณอื่น

อีกทั้งบริเวณนี้ยังสัมผัสกับน้ำลาย เศษอาหาร ฟองยาสีฟัน หรือลิปมัน หลายครั้งต่อวัน เกราะป้องกันผิวคือชั้นเคราตินที่ทำหน้าที่เหมือนกำแพงกรองความชื้นและสิ่งระคายเคือง เมื่อกำแพงนี้สัมผัสกับสิ่งกระตุ้นซ้ำ ๆ ก็จะค่อย ๆ บางลงและหลวมลง เมื่อกำแพงหลวม สิ่งระคายเคืองและเชื้อแบคทีเรียก็แทรกซึมเข้าไปได้ง่ายขึ้น จนเกิดการอักเสบเล็ก ๆ รอบรูขุมขน ส่วนเหตุผลที่ขอบบางรอบริมฝีปากไม่มีผื่นขึ้นนั้น อธิบายได้ว่าบริเวณนั้นใกล้กับเยื่อเมือกมาก จึงแทบไม่มีรูขุมขนอยู่เลย

หลักการที่สเตียรอยด์ทาผิวกลับยิ่งทำให้ผื่นลุกลาม

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือสเตียรอยด์ทาผิว เวลามีผื่นแดงขึ้นบนใบหน้า หลายคนมักหยิบสเตียรอยด์ที่มีอยู่ในบ้านมาทาทันที และในช่วงไม่กี่วันแรกอาการแดงมักจะดีขึ้น ทำให้รู้สึกว่ายาได้ผล

สเตียรอยด์คือยาที่กดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดการอักเสบโดยตรง เปรียบเหมือนรถดับเพลิงที่ดับสัญญาณไฟไหม้ทันที แต่ปัญหาคือต้นเหตุที่ทำให้ไฟไหม้ยังคงอยู่เหมือนเดิม ยิ่งไปกว่านั้น หากทาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง การเฝ้าระวังของระบบภูมิคุ้มกันปกติของผิวก็จะถูกกดไปด้วย เชื้อแบคทีเรียและปฏิกิริยาระคายเคืองที่เดิมควรถูกยับยั้งไว้จึงมีพื้นที่ขยายตัวได้มากขึ้น

ดังนั้นเมื่อหยุดทายา การอักเสบที่ถูกกดไว้ก็มักปะทุออกมาพร้อมกัน ทำให้ผื่นแดงและลามกว้างกว่าเดิม ปรากฏการณ์นี้เรียกกันทั่วไปว่าสเตียรอยด์รีบาวด์ (steroid rebound) ซึ่งมีหลักการคล้ายกับสปริงที่ถูกกดไว้แล้วปล่อย ยิ่งกดนานยิ่งดีดกลับแรง ด้วยเหตุนี้หากสงสัยว่าเป็นโรคผิวหนังอักเสบรอบปาก จึงแนะนำให้ตรวจหาสาเหตุก่อน ไม่ควรซื้อสเตียรอยด์มาทาเองตามใจชอบ

กระบวนการที่ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์และสารระคายเคืองทำลายเกราะป้องกันผิว

ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ถูกพูดถึงมานาน เวลาแปรงฟัน ฟองยาสีฟันจะสัมผัสกับผิวรอบปากตามธรรมชาติ และมีรายงานว่าฟลูออไรด์สามารถระคายเคืองผิวบริเวณนี้จนทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลงได้

สารลดแรงตึงผิว (surfactant) ก็เช่นกัน สารที่ทำให้ยาสีฟันเกิดฟองมีฤทธิ์ทำความสะอาดคราบมันได้ดี แต่ในขณะเดียวกันก็อาจล้างชั้นไขมันปกติที่ผิวหน้าออกไปด้วย ชั้นไขมันนี้ทำหน้าที่อุดช่องว่างระหว่างเซลล์ผิว หากชั้นนี้หลุดลอกไป ความชื้นก็จะระเหยออกง่ายขึ้น และสิ่งระคายเคืองจากภายนอกก็แทรกซึมลึกเข้าไปได้มากขึ้น ลองนึกภาพปูนที่ยึดระหว่างก้อนอิฐหลุดออกไป กำแพงทั้งหมดก็จะหลวมตามไปด้วย หลักการก็คล้ายกันแบบนี้

ดังนั้นสำหรับผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบรอบปากซ้ำ ๆ การลองเปลี่ยนไปใช้ยาสีฟันสูตรไม่มีฟลูออไรด์ หรือสูตรที่มีสารลดแรงตึงผิวอ่อนโยนกว่าเดิม ก็เป็นวิธีหนึ่งที่แนะนำให้ลองทำ อย่างไรก็ตาม แต่ละคนตอบสนองต่อส่วนผสมต่างกัน การเปลี่ยนยาสีฟันจึงไม่ได้ทำให้ทุกคนดีขึ้นทันที

ทำไมครีมเนื้อหนักและเครื่องสำอางถึงอุดตันรูขุมขน

ครีมบำรุงเนื้อหนักหรือเครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลักก็เป็นตัวกระตุ้นที่พบได้บ่อยเช่นกัน หลายคนอาจคิดว่ายิ่งบำรุงความชื้นมากยิ่งดีต่อผิว แต่สำหรับบริเวณที่บอบบางต่อการระคายเคืองอย่างรอบปาก ผลลัพธ์อาจกลับตรงกันข้าม

ครีมเนื้อหนักจะเคลือบผิวเป็นชั้นฟิล์มบาง ๆ ปิดกั้นการไหลเวียนของอากาศและความชื้น ภาวะนี้เรียกว่าการอุดกั้นผิว (occlusion) เมื่อผิวถูกอุดกั้น ความร้อนและความชื้นที่อยู่ข้างใต้จะระบายออกไม่ได้ กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เชื้อจุลินทรีย์ประจำถิ่นรอบรูขุมขนหรือสารระคายเคืองเพิ่มจำนวนได้ดีขึ้น เหมือนโรงเรือนพลาสติกที่ร้อนขึ้นจนอับชื้น ผิวใต้ครีมก็เกิดสภาพคล้ายกันนี้

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อไปนี้ที่มักถูกระบุว่าเป็นสาเหตุบ่อยครั้ง

  • มอยส์เจอไรเซอร์สูตรน้ำมันเนื้อหนัก: มีจุดประสงค์เพื่อเติมชั้นไขมันให้ผิว แต่หากทาหนาเกินไปจะยิ่งอุดกั้นผิวมากขึ้น และอาจกระตุ้นการอักเสบรอบรูขุมขนให้แย่ลง
  • ครีมกันแดดสูตรที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลัก: โดยเฉพาะหากมีนิสัยทาซ้ำหนา ๆ บริเวณรอบปาก ก็จะทำให้เกิดการอุดกั้นผิวในลักษณะเดียวกัน
  • เครื่องสำอางปกปิดสูง เช่น รองพื้นและคอนซีลเลอร์: เม็ดสีและน้ำมันที่ผสมกันจะอุดตันรูขุมขน และในขั้นตอนล้างออกก็ยิ่งเพิ่มแรงเสียดสีให้ผิวอีกชั้น

ทำไมมักสับสนกับสิวหรือโรคผิวหนังอักเสบชนิดต่อมไขมัน

โรคผิวหนังอักเสบรอบปากมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวหรือโรคผิวหนังอักเสบชนิดต่อมไขมัน (seborrheic dermatitis) เนื่องจากลักษณะภายนอกคล้ายกันมาก ทั้งสามภาวะมีจุดร่วมคือมีผื่นแดงหรือตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นบนใบหน้าเหมือนกัน

แต่สิวมักเริ่มจากสิวอุดตันหัวดำหรือหัวขาวให้เห็นก่อน ในขณะที่โรคผิวหนังอักเสบรอบปากไม่มีรูขุมขนอุดตันแบบนั้น มีเพียงตุ่มแดงเล็ก ๆ ขนาดสม่ำเสมอขึ้นเด่นชัด ส่วนโรคผิวหนังอักเสบชนิดต่อมไขมันมักพบทั้งสะเก็ดและความมันร่วมกันในบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น คิ้ว ข้างจมูก หรือหนังศีรษะ แต่โรคผิวหนังอักเสบรอบปากมักปรากฏเป็นผื่นที่จำกัดอยู่แค่รอบปากมากกว่าจะมีสะเก็ดเด่นชัด

ดังนั้นแทนที่จะวินิจฉัยเองแล้วทายารักษาสิวหรือสเตียรอยด์ หากผื่นเป็นต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรตรวจให้แน่ใจว่าเป็นภาวะใดกันแน่ เพราะเมื่อสาเหตุต่างกัน วิธีดูแลก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทำไมเมื่อหยุดสเตียรอยด์แล้วอาการถึงยิ่งแย่ลง?

ขั้นตอนแรกของการรักษาโรคผิวหนังอักเสบรอบปากส่วนใหญ่คือการหยุดใช้สเตียรอยด์ทาผิว แต่พอหยุดจริง ๆ กลับพบว่าผื่นยิ่งแย่ลงในช่วงไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์อยู่บ่อยครั้ง

นี่คือปฏิกิริยารีบาวด์ที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ การอักเสบที่สเตียรอยด์กดไว้เป็นเวลานานจะกลับมาทำงานพร้อมกันทันทีที่ยาหมดฤทธิ์ เหมือนสปริงที่ยิ่งกดไว้นานยิ่งดีดกลับแรง ยิ่งใช้สเตียรอยด์นานเท่าไร แรงสะท้อนหลังหยุดยาก็มักยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะหยุดสเตียรอยด์ทันทีทั้งหมด จึงมักแนะนำให้ค่อย ๆ ลดความแรงของยาลง หรือเปลี่ยนไปใช้การรักษาแบบอื่นควบคู่กันไป การผ่านช่วงนี้ไปให้ได้จะช่วยให้การอักเสบค่อย ๆ สงบลงในระยะต่อไป

แนวทางพื้นฐานของการรักษาคือลดสิ่งระคายเคือง

แนวทางพื้นฐานของการรักษาคือลดปัจจัยกระตุ้นให้มากที่สุด และให้เวลาผิวที่เกราะป้องกันเสียหายได้ฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ

วิธีที่ใช้ร่วมกันโดยทั่วไปมีดังนี้

  • ยาปฏิชีวนะทาเฉพาะที่: ครีมหรือเจลที่มีส่วนผสมของ metronidazole หรือ erythromycin ใช้เพื่อบรรเทาการอักเสบรอบรูขุมขน ยากลุ่มนี้ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่ได้กดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแรงเหมือนสเตียรอยด์ จึงมีความเสี่ยงต่อการรีบาวด์น้อยกว่า
  • ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน: หากผื่นลามเป็นบริเวณกว้างหรือมีตุ่มหนองเล็ก ๆ จำนวนมาก อาจใช้ยากลุ่ม tetracycline เช่น doxycycline รับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ยากลุ่มนี้มีทั้งฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและช่วยลดการอักเสบไปพร้อมกัน
  • ลดการใช้มอยส์เจอไรเซอร์และเครื่องสำอางให้น้อยที่สุด: ในช่วงรักษา แนะนำให้เหลือไว้เฉพาะผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนและเนื้อบางเบา ส่วนที่เหลือควรงดไปก่อนชั่วคราวเพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น เพราะยิ่งลดสิ่งกระตุ้นได้มากเท่าไร เกราะป้องกันผิวก็ยิ่งมีโอกาสฟื้นตัวมากขึ้นเท่านั้น

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างการดูแล

สิ่งที่สำคัญที่สุดระหว่างที่ผื่นกำลังทุเลาคือการไม่เพิ่มสิ่งระคายเคืองใหม่เข้าไปอีก

  • ควรงดครีมบำรุงเนื้อหนักและผลิตภัณฑ์สูตรน้ำมันในช่วงฟื้นตัวชั่วคราว เพราะการอุดกั้นผิวอาจกระตุ้นให้การอักเสบกลับมาอีกครั้ง
  • ไม่ควรทดลองเครื่องสำอางใหม่ที่ไม่รู้จักหรือผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่มีฤทธิ์แรงในช่วงนี้ เพราะเกราะป้องกันผิวที่ยังไม่แข็งแรงดีจะตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อยได้รุนแรงกว่าปกติ
  • ควรหลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำร้อนหรือถูแรง ๆ เพราะทั้งความร้อนและแรงเสียดสีล้วนทำให้เกราะป้องกันผิวบางลงได้ทั้งคู่
  • หากยังมีสเตียรอยด์ทาผิวเหลืออยู่ ไม่ควรกลับไปทาเองตามใจชอบ เพราะแม้จะรู้สึกดีขึ้นในทันที แต่ก็อาจนำไปสู่การรีบาวด์ได้อีกครั้ง

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

หลักการที่ทำให้ปากนกกระจอก มุมปากแตกและเปื่อยซ้ำ ๆ เกิดจากน้ำลายและเชื้อรา พร้อมวิธีดูแล

ปากนกกระจอกคือภาวะที่มุมปากทั้งสองข้างแตกและเปื่อย พบได้บ่อยมาก ผิวที่เปียกชื้นจากน้ำลายเมื่อเจอแรงเสียดสีและการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียซ้ำเข้าไปอีก มักทำให้แผลหายช้าและกลับมาเป็นซ้ำ บทความนี้สรุปสาเหตุที่ทำให้แตกซ้ำ ๆ และวิธีดูแลรักษา

By Dr. Lee

Skincare

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด

อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Botox

ริ้วรอยคอแนวตั้ง (Neck Band) เกิดจากกล้ามเนื้อ Platysma หดตัวอย่างไร และโบท็อกซ์ช่วยคลายกล้ามเนื้อได้อย่างไร

ริ้วรอยคอที่เป็นเส้นแนวตั้งชัดเจนมักเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อบางชั้นที่เรียกว่า Platysma บริเวณคอ โบท็อกซ์ช่วยลดแรงหดตัวของกล้ามเนื้อนี้ลง ทำให้เส้นริ้วรอยดูเด่นน้อยลง บทความนี้อธิบายว่าเหตุใดกล้ามเนื้อนี้จึงทำให้เกิดเส้นแนวตั้ง และโบท็อกซ์ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อนี้อย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles