prettytime
Acne

ประสิทธิภาพการรักษาสิวด้วย PDT โฟโตไดนามิก ความต่างของสารไวแสง ALA MAL และแสงแต่ละชนิด ไปจนถึงระยะพักฟื้น

By Dr. Kim2 min read

ทั้งกินยาปฏิชีวนะและทายาต่อเนื่องแล้ว แต่สิวอักเสบสีแดงที่แก้มและคางยังคงขึ้นซ้ำ หลายคนจึงเริ่มมองหาวิธีถัดไป การรักษาด้วยแสงแบบโฟโตไดนามิก หรือเรียกย่อว่า PDT คือหัตถการที่ทาสารชนิดหนึ่งลงบนผิว ทำให้เฉพาะบริเวณนั้นตอบสนองต่อแสงบางชนิดเป็นพิเศษ จากนั้นฉายแสงลงไปเพื่อลดต่อมไขมันและเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิว พูดง่าย ๆ คือเหมือนทำ "เครื่องหมาย" ไว้บนจุดที่เป็นสิวก่อน แล้วยิงแสงเข้าเล็งเฉพาะจุดที่มีเครื่องหมายนั้นเพื่อกำจัดออกไป

สารที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายนี้เรียกว่าสารไวแสง ตัวที่ใช้บ่อยที่สุดคือ ALA และ MAL จากนั้นจึงผสมผสานกับแหล่งกำเนิดแสง เช่น บลูไลท์ เรดไลท์ หรือ IPL ที่ฉายแสงหลายความยาวคลื่นพร้อมกัน ระยะหลังยังมีวิธี Gold PTT และ Platinum Angel ที่ไม่ใช้สารไวแสงเลย แต่ฝังอนุภาคทองคำหรือแพลทินัมขนาดเล็กมากลงในผิว แล้วใช้ความร้อนจากเลเซอร์กระตุ้นให้อนุภาคนั้นทำปฏิกิริยาแทน บทความนี้รวบรวมอัตราการลดลง อัตราการกลับเป็นซ้ำ และระยะพักฟื้น จากงานวิจัยจริงที่ทำกับผู้ป่วยสิวอักเสบระดับปานกลางถึงรุนแรง

อุปกรณ์แหล่งกำเนิดแสงที่ใช้ในการรักษา PDT

PDT โฟโตไดนามิกบำบัดลดการอักเสบของสิวด้วยหลักการอะไร?

PDT ทำงานเป็นสองขั้นตอน ขั้นแรกทาสารไวแสงอย่าง ALA (กรดอะมิโนเลวูลินิก) หรือ MAL (กรดเมทิลอะมิโนเลวูลิเนต) ซึ่งเป็นสารที่ตอบสนองต่อแสง ลงบนใบหน้าแล้วปล่อยให้ซึมซับเข้าไปในระยะเวลาหนึ่ง สารนี้มีคุณสมบัติสะสมตัวได้ดีเป็นพิเศษในต่อมไขมันที่หลั่งน้ำมันมากและในเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิว จึงเหลือเครื่องหมายเข้มข้นอยู่เฉพาะบริเวณที่เป็นสิวเท่านั้น

เมื่อเครื่องหมายสะสมตัวมากพอแล้วฉายแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจงลงไป สารไวแสงจะถูกกระตุ้นให้ทำงานและสร้างอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารที่ทำลายเชื้อแบคทีเรียและเซลล์ได้ อนุมูลอิสระนี้ทำหน้าที่ลดขนาดต่อมไขมัน ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิว และช่วยลดการอักเสบไปพร้อมกัน

ต่างจากยาทาหรือยาปฏิชีวนะที่กดการอักเสบได้เพียงบางส่วน PDT เข้าไปจัดการสาเหตุของสิวหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งความมันส่วนเกิน เชื้อแบคทีเรีย และการอักเสบ จึงมักแนะนำเป็นพิเศษสำหรับสิวอักเสบระดับปานกลางถึงรุนแรงที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ค่อยดีขึ้น

ขั้นตอนการรักษาเริ่มจากล้างหน้า ทาสารไวแสง แล้วรอให้ซึมซับประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงฉายแสงที่ความยาวคลื่นกำหนดไว้ประมาณ 10-20 นาที ระหว่างรอจะอยู่ในห้องที่ปิดกั้นแสง ยิ่งรอนานสารไวแสงก็จะซึมลึกเข้าไปในต่อมไขมันได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพ นี่ไม่ใช่หัตถการที่จบในครั้งเดียว แต่ต้องทำซ้ำเป็นช่วง ๆ ห่างกันหลายสัปดาห์ เพื่อค่อย ๆ ลดขนาดต่อมไขมันลง

กราฟนี้เปรียบเทียบอัตราการลดลงของรอยโรคอักเสบจาก PDT แต่ละวิธี MAL-PDT เมื่อเพิ่มจำนวนครั้งการรักษาจาก 2 ครั้งเป็น 4 ครั้ง อัตราการลดลงที่สัปดาห์ที่ 20 เพิ่มจาก 74% เป็น 85% ส่วน Gold PTT ที่สัปดาห์ที่ 16 กลุ่มที่รักษาจริงลดลง 53% ในขณะที่กลุ่มหลอกลดลงเพียง 30% แสดงว่าการรักษาจริงให้ผลดีกว่าอย่างชัดเจน ยิ่งแท่งกราฟยาวเท่าไร ยิ่งหมายถึงรอยโรคลดลงมากเท่านั้น
กราฟนี้เปรียบเทียบอัตราการลดลงของรอยโรคอักเสบจาก PDT แต่ละวิธี MAL-PDT เมื่อเพิ่มจำนวนครั้งการรักษาจาก 2 ครั้งเป็น 4 ครั้ง อัตราการลดลงที่สัปดาห์ที่ 20 เพิ่มจาก 74% เป็น 85% ส่วน Gold PTT ที่สัปดาห์ที่ 16 กลุ่มที่รักษาจริงลดลง 53% ในขณะที่กลุ่มหลอกลดลงเพียง 30% แสดงว่าการรักษาจริงให้ผลดีกว่าอย่างชัดเจน ยิ่งแท่งกราฟยาวเท่าไร ยิ่งหมายถึงรอยโรคลดลงมากเท่านั้น

สารไวแสงผสมกับแหล่งกำเนิดแสง ยืนยันประสิทธิภาพได้มากแค่ไหน?

แม้จะเป็น PDT เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ก็แตกต่างกันไปมากตามชนิดของสารไวแสง แหล่งกำเนิดแสง และจำนวนครั้งที่รักษา ในงานวิจัยแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและใช้ MAL เป็นสารไวแสง ซึ่งเป็นการแบ่งกลุ่มรักษาและกลุ่มเปรียบเทียบแบบสุ่มเพื่อให้ผลลัพธ์น่าเชื่อถือ พบว่ากลุ่มที่รักษาแก้ม 2 ครั้งมีรอยโรคอักเสบลดลง 74% จากค่าเริ่มต้นเมื่อถึงสัปดาห์ที่ 20 ส่วนกลุ่มที่รักษา 4 ครั้งลดลงถึง 85% ยิ่งรักษาหลายครั้งขึ้น อัตราการลดลงก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย

เรดไลท์ บลูไลท์ และ IPL มีความยาวคลื่นที่กระตุ้นสารไวแสงต่างกันเล็กน้อย จึงมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน เรดไลท์ทะลุลึกเข้าไปในผิวได้มาก จึงได้ผลดีกับรอยโรคอักเสบที่อยู่ลึก บลูไลท์มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิวได้ดี ส่วน IPL ฉายแสงหลายความยาวคลื่นผสมกันในครั้งเดียว จึงครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า และมักช่วยให้รอยแดงหรือรอยดำดีขึ้นไปพร้อมกันด้วย

โดยทั่วไปจะเว้นระยะห่างระหว่างครั้งประมาณ 1-2 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 3-4 ครั้ง ยิ่งรักษาหลายครั้งยิ่งได้ผลมากขึ้น แต่ระยะพักฟื้นและความเจ็บก็จะสะสมมากขึ้นตามไปด้วย จึงมักพิจารณาสภาพผิวและตารางเวลาของแต่ละคนประกอบกันเพื่อกำหนดจำนวนครั้งที่เหมาะสม

ภาพขั้นตอนการรักษา PDT โฟโตไดนามิกบำบัด หลังทาสารไวแสงแล้วฉายแสงลงไป

Gold PTT กับ Platinum Angel เล็งเป้าที่ต่อมไขมันด้วยวิธีไหน?

Gold PTT แตกต่างจาก PDT แบบดั้งเดิมที่ใช้ ALA หรือ MAL ตรงที่ไม่ต้องทาสารไวแสงเลย แต่จะทาอนุภาคเคลือบทองคำขนาดเล็กมากลงบนผิว แล้วใช้แรงสั่นสะเทือนหรือคลื่นเสียงความถี่สูงดันเข้าไปในรูขุมขนจนไปฝังอยู่ข้าง ๆ ต่อมไขมัน พูดง่าย ๆ คือฝังเม็ดโลหะเล็ก ๆ ไว้ข้างต่อมไขมันล่วงหน้า แล้วฉายเลเซอร์อินฟราเรดใกล้ ซึ่งเป็นแสงที่มองไม่เห็นแต่ทะลุลึกเข้าไปในผิวได้ ให้ความร้อนเฉพาะเม็ดโลหะนั้น ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทำลายเฉพาะต่อมไขมันบริเวณรอบ ๆ อย่างเลือกจุด ทำให้การหลั่งน้ำมันลดลง

งานวิจัยที่ตรวจสอบวิธีนี้พบว่าที่สัปดาห์ที่ 12 กลุ่มที่รักษาจริงมีรอยโรคอักเสบลดลงเฉลี่ย 14.3 จุด ซึ่งมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ลดลงเพียง 5.1 จุดอย่างชัดเจน และเมื่อติดตามต่อถึงสัปดาห์ที่ 28 อัตราการลดลงเพิ่มขึ้นถึง 61% ในการทดลองทางคลินิกอีกชิ้นหนึ่งก็พบผลคล้ายกัน ที่สัปดาห์ที่ 16 กลุ่มที่รักษาจริงลดลง 53% ส่วนกลุ่มหลอกลดลง 30% ซึ่งเป็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ในเกาหลีใต้ยังมีวิธีรุ่นที่สองที่เพิ่มอนุภาคแพลทินัมเข้าไปด้วย เรียกว่า Platinum Angel มีคำอธิบายว่าการใช้อนุภาคทองคำร่วมกับแพลทินัมจะช่วยให้ปฏิกิริยาความร้อนรอบต่อมไขมันแม่นยำขึ้นและลดการระคายเคือง แต่ยังไม่มีงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตรวจสอบสูตรผสมนี้โดยเฉพาะ จึงควรอ้างอิงหลักฐานเดิมของ Gold PTT ไปก่อนอย่างระมัดระวัง

ผลการวิจัยที่ใช้ IPL ร่วมกับ PDT พบว่าหลังรักษา 3 สัปดาห์ ผู้ป่วย 87.1% มีรอยโรคลดลงถึงเกณฑ์ความสำเร็จคือลดลงมากกว่า 75% และเมื่อผ่านไป 2 เดือน อัตราการกลับเป็นซ้ำอยู่ที่เพียง 9.68% ยิ่งแท่งกราฟยาว ยิ่งหมายถึงสัดส่วนผู้ป่วยที่ได้ผลลัพธ์นั้นสูงขึ้น
ผลการวิจัยที่ใช้ IPL ร่วมกับ PDT พบว่าหลังรักษา 3 สัปดาห์ ผู้ป่วย 87.1% มีรอยโรคลดลงถึงเกณฑ์ความสำเร็จคือลดลงมากกว่า 75% และเมื่อผ่านไป 2 เดือน อัตราการกลับเป็นซ้ำอยู่ที่เพียง 9.68% ยิ่งแท่งกราฟยาว ยิ่งหมายถึงสัดส่วนผู้ป่วยที่ได้ผลลัพธ์นั้นสูงขึ้น

กระบวนการฟื้นตัวช่วงดาวน์ไทม์และตัวเลขอัตรากลับเป็นซ้ำเป็นอย่างไร?

หลังทำ PDT มักมีรอยแดงและอาการแสบร้อนประมาณ 24-48 ชั่วโมง วันที่ 3 ถึงวันที่ 5 เป็นช่วงที่บวมและอักเสบมากที่สุด จากนั้นในช่วงวันที่ 2 ถึงวันที่ 7 จะเริ่มมีการลอกหรือตกสะเก็ด สะเก็ดมักหลุดในช่วงวันที่ 6 ถึงวันที่ 14 และเมื่อผ่านไป 10-14 วัน รอยแดงส่วนใหญ่จะจางลง

ในช่วงนี้สารไวแสงที่ทาไว้ยังไม่หมดไปจากร่างกาย ผิวจึงไวต่อแสงมากเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงและแสงไฟในร่มที่จ้าจนถึงประมาณ 2 วันหลังทำ และควรทาครีมกันแดดให้ทั่วถึงกว่าปกติด้วย

งานวิจัยที่ใช้ IPL ร่วมกับ PDT พบว่าหลังรักษา 3 สัปดาห์ ผู้ป่วย 87.1% มีรอยโรคลดลงถึงเกณฑ์ความสำเร็จคือลดลงมากกว่า 75% เมื่อถึง 2 เดือนหลังจากนั้น อัตราการกลับเป็นซ้ำอยู่ที่ 9.68% ซึ่งถือว่าต่ำ และไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง ดาวน์ไทม์คือระยะเวลาที่ผิวต้องใช้ฟื้นตัวเต็มที่หลังทำหัตถการ หากอดทนผ่านช่วงนี้ไปได้ ก็มีแนวโน้มว่าผลลัพธ์จะอยู่ได้นานขึ้นตามไปด้วย

ALA MAL Gold PTT IPL-PDT แต่ละวิธีต่างกันตรงไหน?

ทั้ง 4 วิธีนี้แตกต่างกันที่การใช้สารไวแสงหรือไม่ แหล่งกำเนิดแสง และขั้นตอนการทำ แต่เป้าหมายเหมือนกันคือลดขนาดต่อมไขมันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิว เพื่อลดความถี่ที่สิวอักเสบจะกลับมาขึ้นซ้ำ อย่างไรก็ตาม การทาสารไวแสงหรือไม่ และใช้แสงความยาวคลื่นแบบไหน ทำให้ดาวน์ไทม์และผลพลอยได้ที่ตามมาต่างกันเล็กน้อย ตารางด้านล่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

รายการสารไวแสงแหล่งกำเนิดแสงระยะห่างครั้งจุดเด่น
ALA-PDTALAเรดไลท์หรือบลูไลท์1-2 สัปดาห์ 3-4 ครั้งสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในเกาหลีใต้
MAL-PDTMALเรดไลท์1-2 สัปดาห์ 2-4 ครั้งมีงานวิจัยยุโรปรองรับมาก
Gold PTTไม่ใช้ (อนุภาคทองคำ)เลเซอร์อินฟราเรดใกล้1 สัปดาห์ 3 ครั้งผิวไวแสงน้อยกว่า
IPL-PDTใช้ ALA ร่วมด้วยIPL2-4 สัปดาห์ช่วยรอยแดงและรอยดำด้วย

ALA-PDT และ MAL-PDT ที่ใช้สารไวแสงมีหลักฐานงานวิจัยสะสมไว้ค่อนข้างมาก Gold PTT ไม่ต้องทาสาร จึงเกิดปฏิกิริยาไวแสงน้อยกว่า เป็นทางเลือกที่ดีเมื่อต้องการลดดาวน์ไทม์ ส่วน IPL-PDT เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องรอยแดงหรือรอยดำร่วมกับสิวด้วย

ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ก็ไม่ใช่หัตถการที่เห็นผลในครั้งเดียว แต่ละคลินิกมีอุปกรณ์และแหล่งกำเนิดแสงต่างกัน จึงควรสอบถามในขั้นตอนปรึกษาก่อนว่าจะใช้สูตรผสมแบบไหน แนะนำให้ทำกี่ครั้ง จะช่วยให้เริ่มต้นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ใครเหมาะกับ PDT และต้องเช็กอะไรก่อนทำบ้าง?

PDT เหมาะเป็นพิเศษกับสิวอักเสบระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ควบคุมได้ไม่ดีด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาทา โดยเฉพาะกรณีที่กระจายเป็นวงกว้างทั่วใบหน้า และมักแนะนำให้กับผิวที่มีความมันมากจนสิวกลับมาซ้ำบ่อย ๆ ด้วย

ก่อนทำต้องแจ้งแพทย์ล่วงหน้าว่ากำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่หรือไม่ และกำลังใช้ยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสงจนอาจเกิดผลข้างเคียงหรือเปล่า ควรวางแผนล่วงหน้าด้วยว่าหลังทำจะมีรอยแดงและการลอกอยู่หลายวัน

เนื่องจากเป็นการรักษาที่ต้องมาหลายครั้ง ควรพิจารณาด้วยว่าตารางเวลาของตัวเองสามารถรักษาระยะห่างระหว่างครั้งได้หรือไม่ หากเว้นระยะห่างนานเกินไป ผลลัพธ์อาจไม่สะสมได้เท่าที่คาดหวัง การเข้าใจล่วงหน้าทั้งเรื่องผลลัพธ์ที่คาดหวังและระยะเวลาฟื้นตัว จะช่วยให้พึงพอใจกับผลลัพธ์มากขึ้น

หัวข้อสิ่งที่ต้องเช็ก
กลุ่มที่เหมาะสมสิวอักเสบระดับปานกลางถึงรุนแรง ผิวมันมากทั่วหน้า
ดูแลผิวไวแสง48 ชั่วโมงหลังทำ ต้องเลี่ยงแดดจัดและทากันแดด
ตั้งครรภ์ให้นมบุตรต้องปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าก่อนทำเสมอ
จำนวนครั้งปกติห่างกัน 1-2 สัปดาห์ ทำ 3-4 ครั้ง

PDT ไม่ใช่หัตถการที่จบในครั้งเดียว แต่เป็นการรักษาที่ต้องผ่านหลายครั้งตลอดหลายสัปดาห์ พร้อมรับมือกับดาวน์ไทม์ระหว่างนั้น จึงควรตรวจสอบหลักฐานเรื่องประสิทธิภาพและอัตราการกลับเป็นซ้ำล่วงหน้า และปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับระดับความรุนแรงของสิวและตารางเวลาของตัวเองให้ดี

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

แยก Flat Wart, Milia และ Skin Tag บนใบหน้าให้ออก พร้อมวิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละชนิด และข้อควรระวังหากเอาออกเอง

ตุ่มเล็ก ๆ ที่ขึ้นบนใบหน้าดูคล้ายกันไปหมด แต่ flat wart, milia และ skin tag มีสาเหตุและวิธีรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้รวบรวมวิธีสังเกตแยกทั้งสามชนิดในคราวเดียว การรักษาด้วย CO2 และ Er:YAG เลเซอร์รวมถึงการจี้ไฟฟ้าที่เหมาะกับแต่ละแบบ ความชุกและการกลับมาเป็นซ้ำ ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมการเอาออกเองที่บ้านถึงเสี่ยง โดยอ้างอิงจากหลักฐานจริง

By Dr. Lee

Acne

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร

ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้

By Dr. Kim

Pigment

ไฝกับเลเซอร์ CO2 หลักการระเหยผิว อัตราการกลับเป็นซ้ำ แผลเป็น รอยดำ ไปจนถึงสัญญาณเตือนมะเร็งผิวหนัง ABCDE

ไฝคือรอยโรคแบบไหน ต่างจากกระเนื้อ ติ่งเนื้อ และหูดอย่างไร เลเซอร์ CO2 ทำให้ไฝหายไปด้วยหลักการอะไร หลังทำแล้วไฝกลับมาใหม่หรือมีรอยดำมากแค่ไหน ไฝลึกหรือไฝก้อนใหญ่ทำไมต้องใช้วิธีตัดออก และสัญญาณ ABCDE ที่ช่วยแยกมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาออกจากไฝธรรมดา สรุปให้เข้าใจง่ายด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Back to articles