prettytime
Lifting

ทำไม Ontanium ถึงรวม Onda กับ Titanium ไว้วันเดียวกัน หลักการความลึกของความร้อนที่แต่ละเครื่องไปถึง

By Dr. Kim1 min read

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ Ontanium ผ่านหูมาบ้างในกลุ่มทรีตเมนต์กระชับผิว ลองค้นดูก็จะเจอคำอธิบายว่านี่คือชื่อเรียกโปรแกรมที่ทำ Onda กับ Titanium ต่อเนื่องกันในวันเดียว พอฟังชื่อแล้วอาจรู้สึกเหมือนเป็นเครื่องใหม่อีกตัวหนึ่งที่แยกออกมาต่างหาก แต่จริง ๆ แล้วคือการนำเครื่องสองเครื่องที่ทำงานด้วยหลักการคนละแบบมาทำต่อกันในที่เดียว บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นว่าทำไมต้องทำสองอย่างพร้อมกัน และแต่ละเครื่องทำงานอย่างไรในชั้นผิวของเรา

ที่มาของชื่อ Ontanium

Ontanium เกิดจากการนำพยางค์ต้นของคำว่า Onda มาต่อกับส่วนท้ายของคำว่า Titanium ไม่ใช่เครื่องหมายการค้าเฉพาะของคลินิกใดคลินิกหนึ่ง แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกโปรแกรมรวมสองทรีตเมนต์ให้จำง่ายมากกว่า

ดังนั้นถ้าลองหาเครื่องที่ชื่อ Ontanium เดี่ยว ๆ จะไม่พบเลย เพราะในความเป็นจริงมีเครื่อง Onda และเครื่อง Titanium แยกกันอยู่คนละตัว แล้วจัดลำดับให้ทำต่อกันในวันเดียวกัน ชื่อเรียกเป็นชื่อเดียว แต่เนื้อในคือทรีตเมนต์สองแบบที่มีหลักการต่างกันมารวมกัน เข้าใจจุดนี้ก่อนแล้วส่วนที่เหลือจะอ่านง่ายขึ้นมาก

หลักการไมโครเวฟที่ Onda ใช้

Onda ทำงานด้วยพลังงานไมโครเวฟ หรือคลื่นความถี่สูงมาก หลักการคล้ายกับไมโครเวฟที่ใช้อุ่นอาหารในบ้าน เตาไมโครเวฟทำให้โมเลกุลน้ำในอาหารสั่นจนเกิดความร้อน Onda ก็ทำงานคล้ายกัน คือทำให้เนื้อเยื่อที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสั่นจนเกิดความร้อนขึ้นตรงจุดนั้นเอง

จุดเด่นของวิธีนี้คือความร้อนกระจายตัวได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ต่างจากเลเซอร์ที่ถูกดูดซับโดยเม็ดสีหรือเป้าหมายเฉพาะจุดจนความร้อนไปกระจุกอยู่ที่เดียว เพราะไมโครเวฟตอบสนองกับเนื้อเยื่อที่มีน้ำทั้งบริเวณ ด้วยเหตุนี้จึงมีการอธิบายว่า Onda ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากสีผิวหรือเม็ดสี และความร้อนกระจายค่อนข้างสม่ำเสมอ

อีกจุดที่น่าสนใจคือการปรับความลึกด้วยขนาดหัวจ่ายพลังงาน หัวจ่ายขนาด 3mm เจาะจงไปที่ชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นชั้นที่มีคอลลาเจนอยู่รวมกัน เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของความกระชับ ส่วนหัวจ่ายขนาด 7mm ไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้น เพื่อกระตุ้นเซลล์ไขมัน แม้จะเป็นไมโครเวฟตัวเดียวกัน แต่ความลึกที่ไปถึงจะเปลี่ยนไปตามขนาดหัวจ่ายที่เลือกใช้

หลักการเลเซอร์สามความยาวคลื่นของ Titanium

Titanium เป็นเครื่องเลเซอร์ไดโอด ที่ยิงพลังงานสามความยาวคลื่นพร้อมกัน คือ 755nm, 810nm และ 1064nm ความยาวคลื่นที่ต่างกันจะเข้าถึงความลึกในผิวที่ต่างกันด้วย คลื่นสั้นมักถูกดูดซับในชั้นตื้น ส่วนคลื่นยาวมีคุณสมบัติเข้าถึงชั้นที่ลึกกว่าได้

ลองนึกภาพความยาวคลื่นทั้งสามแบบเหมือนบันไดสามขนาด บันไดสั้นเอื้อมถึงแค่ชั้นล่าง ส่วนบันไดยาวเอื้อมขึ้นไปถึงชั้นที่สูงกว่า หรือในกรณีนี้คือลึกกว่า เมื่อตั้งบันไดทั้งสามความยาวไว้พร้อมกัน ก็เหมือนดูแลได้หลายชั้นในเวลาเดียวกัน

เมื่อความยาวคลื่นหลายแบบทำงานพร้อมกันแบบนี้ ความร้อนจะไปถึงชั้นลึกอย่าง SMAS ซึ่งเป็นเยื่อบาง ๆ ที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง SMAS เป็นชั้นที่ทรีตเมนต์กระชับผิวมักตั้งเป้าหมายไว้ เมื่อเยื่อชั้นนี้ได้รับความร้อนแล้วหดตัว ผิวที่อยู่ด้านบนก็จะถูกดึงตามไปด้วย ทำให้รู้สึกกระชับขึ้นได้ทันที ในเวลาเดียวกันคลื่นสั้นจะทำงานใกล้ผิวชั้นนอก ตอบสนองกับเม็ดสีหรือเส้นเลือดฝอย ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นไปพร้อมกัน

ทำไมต้องทำ Onda กับ Titanium พร้อมกัน

เหตุผลที่ทำสองเครื่องนี้ร่วมกันคือแต่ละตัวถนัดคนละความลึก Onda เพราะเป็นไมโครเวฟจึงกระจายความร้อนได้กว้างและสม่ำเสมอ เหมาะกับการอุ่นชั้นหนังแท้และชั้นไขมันแบบนุ่มนวลและต่อเนื่อง แต่แรงในการดึงเนื้อเยื่อให้กระชับขึ้นทันทีนั้นค่อนข้างเบากว่า

ในทางกลับกัน Titanium ใช้พลังงานเลเซอร์ที่รวมศูนย์ ส่งความร้อนไปถึงชั้น SMAS ได้เร็ว ทำให้เกิดการหดตัวทันที แต่เพราะเลเซอร์ทำงานตามแนวลำแสงที่วิ่งผ่าน การอุ่นพื้นที่กว้าง ๆ ให้สม่ำเสมอเหมือน Onda จึงต้องใช้เวลามากกว่า

เมื่อทำสองเครื่องต่อกัน Onda จะอุ่นชั้นหนังแท้และไขมันบริเวณกว้างให้สม่ำเสมอไว้ก่อน จากนั้น Titanium จะเข้ามาเสริมด้วยการหดตัวทันทีในชั้นที่ลึกกว่า เพราะสร้างความร้อนด้วยหลักการทางกายภาพที่ต่างกัน การรวมสองเครื่องจึงช่วยเติมเต็มช่วงความลึกที่เครื่องเดียวเข้าไม่ถึง

วิธีนี้ต่างจากการเพิ่มแค่ความแรงของเครื่องเดียวแล้วทำซ้ำหลายรอบ เพราะถึงจะยิงไมโครเวฟแรงขึ้นหรือให้เลเซอร์ตัวเดิมผ่านซ้ำหลายครั้ง พลังงานก็ยังไปกระจุกอยู่ที่ชั้นเดิมที่มันดูดซับได้ดีอยู่แล้ว ไม่ได้ไปถึงชั้นใหม่ แต่ถ้าใช้พลังงานสองแบบที่มีหลักการทางกายภาพต่างกันจริง ๆ แต่ละแบบก็จะตอบสนองกับชั้นที่ต่างกัน ทำให้ช่วงความลึกที่ดูแลได้กว้างขึ้นตามธรรมชาติ

ความลึกที่สองเครื่องเสริมกัน

ในหนึ่งเซสชัน แต่ละเครื่องรับผิดชอบชั้นไหนสามารถสรุปได้ดังนี้

  • หัวจ่าย Onda 3mm ชั้นหนังแท้: ไมโครเวฟถูกดูดซับสม่ำเสมอในเนื้อเยื่อหนังแท้ที่มีน้ำมาก กระตุ้นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจน
  • หัวจ่าย Onda 7mm ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง: เมื่อความลึกของหัวจ่ายเพิ่มขึ้น ไมโครเวฟจะเข้าถึงลึกลงไปอีก กระตุ้นเซลล์ไขมันด้วยความร้อน
  • ความยาวคลื่นยาวของ Titanium ชั้น SMAS: คลื่นยาวอย่าง 1064nm เข้าถึงเนื้อเยื่อชั้นลึก ทำให้พังผืดหดตัวและรู้สึกกระชับขึ้นทันที
  • ความยาวคลื่นสั้นของ Titanium ผิวชั้นบน: คลื่นสั้นอย่าง 755nm ถูกดูดซับใกล้ผิวชั้นนอก ทำงานในทิศทางที่ช่วยจัดระเบียบเม็ดสีและผิวสัมผัส

เมื่อเรียงดูแบบนี้จะเห็นว่ามีบางชั้นที่ทั้งสองเครื่องทำงานซ้อนกัน และมีบางชั้นที่มีแค่เครื่องใดเครื่องหนึ่งไปถึงเท่านั้น เหตุผลที่ทำร่วมกันก็คือเพื่อลดช่องว่างในตารางนี้ให้เหลือน้อยที่สุดนั่นเอง

ทำร่วมกันแล้วการระคายเคืองหรือระยะพักฟื้นต่างจากเดิมแค่ไหน

เมื่อทำสองทรีตเมนต์ต่อกันในวันเดียว ปริมาณความร้อนรวมที่ผิวได้รับจะมากกว่าการทำแค่อย่างเดียว จึงมักมีการแจ้งไว้ว่าอาการแดงหรือบวมเล็กน้อยหลังทำอาจอยู่นานกว่าการทำเดี่ยว ๆ สักหน่อย แต่โดยทั่วไปจะอธิบายว่าเป็นระดับที่ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก ไม่ใช่ดาวน์ไทม์ที่รุนแรง

บางคลินิกอาจเว้นระยะห่างเล็กน้อยระหว่างสองทรีตเมนต์ หรือปรับลำดับและความแรงตามสภาพผิวและอาการในวันนั้น จุดประสงค์คือเพื่อไม่ให้ความร้อนสะสมมากเกินไปในจุดเดียว เมื่อความร้อนจากสองเครื่องซ้อนทับกัน การดูแลหลังทำก็ต้องใส่ใจมากขึ้นตามไปด้วย

สิ่งที่ควรรู้ก่อนพิจารณาทำ Ontanium

การทำสองเครื่องร่วมกันไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะเพิ่มเป็นสองเท่าแบบง่าย ๆ เพราะแต่ละเครื่องรับผิดชอบคนละความลึก จึงเป็นการเสริมส่วนที่อีกฝ่ายทำไม่ถึงมากกว่า ดังนั้นถ้าอยากดูแลความกระชับของใบหน้าในภาพรวมกว้าง ๆ Ontanium ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่พิจารณาได้

เพราะมีการใช้เลเซอร์ร่วมด้วย ควรแจ้งประเภทผิวและการโดนแดดในช่วงหลังให้แพทย์ทราบก่อนทำเสมอ เนื่องจากความยาวคลื่นสั้นมีคุณสมบัติตอบสนองกับเม็ดสี หากผิวเข้มหรือเพิ่งตากแดดมามาก แพทย์อาจต้องปรับความแรงของพลังงานให้เหมาะสม

หากกำลังตั้งครรภ์ หรือเพิ่งทำทรีตเมนต์อื่นในบริเวณเดียวกันมาก่อน ก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าเช่นกัน เพราะทั้งสองเครื่องทำงานด้วยความร้อนเป็นหลัก การเพิ่มความร้อนซ้ำในเนื้อเยื่อที่ยังมีการระคายเคืองค้างอยู่อาจส่งผลต่อความเร็วในการฟื้นตัวได้ ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จริงจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละคน การพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวของตัวเองโดยตรงจึงเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

หลักการที่เข็ม RF ของ Morpheus8 ส่งความร้อนลึกถึงชั้นหนังแท้เพื่อกระชับผิว พร้อมเกณฑ์การดูแลตัวหลังทำ

Morpheus8 คือเครื่องมือ RF แบบไมโครนีดเดิลที่ใช้เข็มเคลือบฉนวนส่งความร้อนลงไปถึงชั้นลึกของผิว ความร้อนที่ปลายเข็มกระตุ้นไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจนเกิดทั้งความกระชับทันทีและการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว บทความนี้สรุปหลักการปรับความลึกและเหตุผลที่ฟื้นตัวได้เร็ว

By Dr. Kim

Lifting

หลักการของ Xerf คลื่นวิทยุสองความถี่ที่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึกเพื่อกระชับใบหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาคงผล

Xerf คลื่นวิทยุความถี่สูงใช้สองความถี่ที่แตกต่างกันพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกไปพร้อมกัน เป็นเครื่องมือยกกระชับผิว บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ ไปจนถึงการหดตัวทันทีของคอลลาเจนและกระบวนการสร้างใหม่หลังจากนั้น รวมถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่ โดยเน้นอธิบายกลไกเป็นหลัก

By Dr. Kim

Skincare

หลักการและลำดับของ Platoning ที่รวมเลเซอร์โทนนิ่งกับสกินบูสเตอร์ในครั้งเดียว พร้อมวิธีดูแลผิว

Platoning คือชื่อเรียกการทำเลเซอร์โทนนิ่งต่อด้วยสกินบูสเตอร์ในเซสชันเดียวกัน บทความนี้สรุปหลักการว่าโทนนิ่งที่ช่วยลดเม็ดสีกับบูสเตอร์ที่เติมความชุ่มชื้นและสารฟื้นฟูให้ชั้นหนังแท้ ทำไมและตามลำดับใดถึงทำร่วมกัน

By Dr. Lee

Back to articles