prettytime
Botox

หลักการโบท็อกซ์ลดแรงกล้ามเนื้อที่ทำให้ปีกจมูกบานตอนยิ้ม และผลอยู่ได้นานแค่ไหน

By Dr. Lee1 min read

ลองส่องกระจกแล้วยิ้มกว้าง ๆ ดูสิคะ บางคนจะสังเกตเห็นว่าเนื้อข้างจมูกบานออกด้านข้าง ทำให้รูจมูกดูใหญ่ขึ้นทันที ปกติแล้วเวลาหน้านิ่ง ๆ จะไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่พอยิ้ม พูด หรือหายใจเข้าลึก ๆ ก็จะเด่นชัดขึ้นมาทันที อาการแบบนี้เรียกว่าปีกจมูกบาน ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปทรงของจมูกเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่ากล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ข้างจมูกดึงแรงแค่ไหนต่างหาก

ด้วยเหตุนี้แนวทางแก้ไขจึงต่างจากหัตถการที่เสริมหรือลดรูปจมูกโดยสิ้นเชิง โบท็อกซ์ปีกจมูกไม่แตะกระดูกหรือกระดูกอ่อนเลยแม้แต่น้อย แต่เข้าไปลดแรงของกล้ามเนื้อที่ดึงปีกจมูกออกด้านข้างเท่านั้น เป็นเรื่องน่าสนใจว่าแค่ปรับการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเดียว ทำไมสีหน้าถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นว่ากล้ามเนื้อตัวนั้นคืออะไร และโบท็อกซ์เข้าไปทำอะไรกับมันบ้าง

ทำไมปีกจมูกถึงบานตอนยิ้ม

เวลาหน้านิ่ง ๆ ปีกจมูกแทบไม่ขยับ ปัญหาเกิดขึ้นตอนที่ทำหน้าต่างหาก พอยิ้มกว้างหรือพูดคุย กล้ามเนื้อทั้งใบหน้าจะขยับพร้อมกันเป็นชุด กล้ามเนื้อที่ติดอยู่ข้างจมูกก็หดตัวไปพร้อม ๆ กัน แล้วดึงปีกจมูกให้บานออกด้านข้างและลงล่าง

เวลาหายใจเข้าลึก ๆ ก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายกัน เพราะเป็นปฏิกิริยาสะท้อนตามธรรมชาติที่ร่างกายพยายามขยายรูจมูกให้กว้างขึ้น เพื่อให้อากาศไหลเข้าได้มากในจังหวะที่ต้องการออกซิเจนเยอะ โดยพื้นฐานแล้วนี่คือกลไกที่ช่วยการหายใจ แต่ในคนที่กล้ามเนื้อมัดนี้พัฒนามากเป็นพิเศษหรือใช้งานถี่กว่าคนอื่น ปีกจมูกก็จะบานเห็นได้ชัดทุกครั้งที่ทำสีหน้า

พูดง่าย ๆ คือปีกจมูกบานไม่ใช่ปัญหาที่โครงสร้างจมูก แต่เป็นเพราะปฏิกิริยาของกล้ามเนื้อที่แรงเกินไปต่างหาก ถ้าลองเทียบรูปหน้านิ่งกับรูปตอนยิ้มดู จะเห็นว่ารูปทรงจมูกเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่พอยิ้มเท่านั้นที่ปีกจมูกดูใหญ่ขึ้นมาอย่างชัดเจน นี่แหละคือเหตุผลที่แท้จริง

กล้ามเนื้อตัวไหนที่ทำให้ปีกจมูกบาน

กล้ามเนื้อที่สร้างการเคลื่อนไหวนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มกล้ามเนื้อรอบจมูก ทำหน้าที่ดึงให้ปีกจมูกบานออก จึงมักถูกเรียกกันว่ากล้ามเนื้อดึงปีกจมูก ตำแหน่งของมันจะแผ่บาง ๆ อยู่ตามขอบรูจมูก

ถ้าจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ลองนึกถึงยางยืดเส้นหนึ่ง ปกติจะหย่อน ๆ ติดอยู่เฉย ๆ แต่พอมีแรงส่งมา ก็จะตึงขึ้นทันทีและดึงปีกจมูกให้บานออกด้านข้าง เนื่องจากทิศทางการหดตัวของกล้ามเนื้อมัดนี้ตรงกับทิศทางที่ดึงปีกจมูกออกด้านนอกพอดี ยิ่งกล้ามเนื้อออกแรงมากเท่าไหร่ ปีกจมูกก็จะบานมากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีกล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งอยู่ข้าง ๆ ที่ทำหน้าที่ยกริมฝีปากบนขึ้น พร้อมกับดึงปีกจมูกไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะกล้ามเนื้อมัดนี้ควบคุมทั้งการยกริมฝีปากบนและปีกจมูกทั้งสองข้างพร้อมกัน จึงมักเห็นได้ว่าตอนยิ้มกว้างจนมุมปากยกขึ้น ปีกจมูกก็มักจะบานพร้อมกันในจังหวะเดียวกันเสมอ เนื่องจากกล้ามเนื้อสองมัดนี้อยู่คนละตำแหน่งแต่ดึงไปในทิศทางใกล้เคียงกัน แต่ละคนจึงมีระดับความบานของปีกจมูกและรูปแบบที่ต่างกันไปตามว่ากล้ามเนื้อมัดไหนออกแรงมากกว่ากัน

หลักการที่โบท็อกซ์ลดแรงกล้ามเนื้อคืออะไร

โบท็อกซ์ หรือชื่อทางการคือโบทูลินัมท็อกซิน (botulinum toxin) ไม่ใช่ยาที่ทำลายกล้ามเนื้อ แต่เป็นยาที่เข้าไปขัดขวางจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ ทำให้คำสั่งที่ประสาทส่งไปให้กล้ามเนื้อขยับไม่สามารถส่งผ่านไปได้เต็มที่

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ กล้ามเนื้อก็เหมือนลำโพง ส่วนเส้นประสาทก็เหมือนสายไฟที่ส่งสัญญาณไปที่ลำโพง โบท็อกซ์ไม่ได้ไปทุบลำโพงให้พัง แต่เข้าไปทำให้สัญญาณในสายไฟอ่อนลง พอสัญญาณอ่อนลง ลำโพงหรือกล้ามเนื้อก็จะตอบสนองต่อคำสั่งได้ไม่แรงเท่าเดิม แม้จะยังได้รับคำสั่งอยู่ก็ตาม

หลักการนี้เมื่อนำมาใช้กับกล้ามเนื้อดึงปีกจมูก ก็คือโบท็อกซ์ปีกจมูกนั่นเอง เมื่อฉีดโบท็อกซ์ปริมาณเล็กน้อยเข้าไปในกล้ามเนื้อ สัญญาณประสาทที่ส่งมายังกล้ามเนื้อมัดนั้นจะอ่อนลง แรงหดตัวของกล้ามเนื้อตอนยิ้มหรือหายใจเข้าลึก ๆ ก็จะลดลงไปด้วย กล้ามเนื้อไม่ได้หยุดขยับไปเลย เพียงแต่แรงที่จะดึงปีกจมูกให้บานออกไม่มากพอเหมือนเดิม ดังนั้นการหายใจปกติจึงไม่ได้รับผลกระทบ ในขณะที่ปีกจมูกบานเวลายิ้มจะลดลงเท่านั้น

ผลเริ่มเห็นเมื่อไหร่และอยู่ได้นานแค่ไหน

การที่โบท็อกซ์จะเข้าไปขัดขวางสัญญาณระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อได้นั้นต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ไม่ใช่ว่าฉีดเสร็จแล้วเห็นผลทันที แต่มีรายงานว่าส่วนใหญ่จะค่อย ๆ เห็นการตอบสนองของกล้ามเนื้อลดลงในช่วงไม่กี่วันจนถึง 1-2 สัปดาห์ เพราะร่างกายต้องใช้เวลาปรับสภาพการส่งสัญญาณในบริเวณนั้นใหม่

หลังจากผลเริ่มคงที่แล้วก็ไม่ได้อยู่ถาวรตลอดไป เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายจะค่อย ๆ สร้างจุดเชื่อมต่อประสาทใหม่ขึ้นมาทดแทนจุดที่ถูกขัดขวาง ผ่านกระบวนการนี้กล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ กลับมามีแรงเหมือนเดิม เช่นเดียวกับโบท็อกซ์บริเวณอื่น โบท็อกซ์ปีกจมูกก็มักจะอยู่ได้เป็นระยะเวลาหลักเดือนก่อนที่ผลจะค่อย ๆ จางลง

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวจบ แต่ต้องฉีดซ้ำอีกครั้งเมื่อผลเริ่มจางลง เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่ต่อเนื่อง มีรายงานว่าถ้าฉีดซ้ำหลายครั้ง กล้ามเนื้ออาจค่อย ๆ ฝ่อลงเอง ทำให้ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ยาวขึ้นทีละน้อย แต่แต่ละคนก็มีความหนาของกล้ามเนื้อและพฤติกรรมการใช้งานต่างกัน จึงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ใครที่เหมาะกับโบท็อกซ์ปีกจมูก

ปีกจมูกบานอาจเกิดจากกล้ามเนื้อเป็นตัวการ หรือเกิดจากโครงสร้างกระดูกอ่อนและกระดูกจมูกที่กว้างอยู่แล้วก็ได้ ซึ่งสองสาเหตุนี้อาจปนกันอยู่ในคนคนเดียว เนื่องจากโบท็อกซ์เป็นหัตถการที่ลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ จึงเห็นผลชัดเจนในกรณีที่หน้านิ่ง ๆ แล้วปกติดี แต่พอยิ้มหรือทำสีหน้าแล้วปีกจมูกบานเห็นได้ชัด

ในทางกลับกัน ถ้าปีกจมูกกว้างอยู่แล้วแม้ในเวลาหน้านิ่ง และไม่เปลี่ยนไปตามสีหน้าเลย นั่นอาจหมายความว่าสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างมากกว่ากล้ามเนื้อ กรณีแบบนี้การลดแรงกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวอาจให้ผลลัพธ์ที่จำกัด ด้วยเหตุนี้ก่อนตัดสินใจทำหัตถการ การเปรียบเทียบรูปทรงปีกจมูกทั้งตอนหน้านิ่งและตอนยิ้มจึงเป็นประโยชน์มาก

นอกจากนี้คนที่หายใจทางจมูกลำบากอยู่แล้ว หรือเป็นภูมิแพ้จมูกอักเสบจนคัดจมูกบ่อย ๆ อาจมีกล้ามเนื้อดึงปีกจมูกที่ทำงานหนักอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ถ้าไปลดแรงของกล้ามเนื้อมัดนี้ อาจทำให้หายใจลำบากขึ้นได้ ดังนั้นการตรวจสภาพการหายใจล่วงหน้าร่วมด้วยจึงจำเป็น

สิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยระหว่างทำหัตถการ

โบท็อกซ์ปีกจมูกเป็นหัตถการที่ทำในบริเวณเล็ก ๆ และต้องควบคุมปริมาณอย่างละเอียด ก่อนลงมือทำจึงมักมีการพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • การควบคุมปริมาณที่ฉีด: ถ้าฉีดมากเกินความจำเป็น อาจกดปีกจมูกจนหายใจทางจมูกลำบาก จึงเริ่มจากปริมาณน้อยแล้วดูการตอบสนองก่อนจะปลอดภัยกว่า เพราะเป้าหมายคือลดแรงกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ทำให้กล้ามเนื้อหยุดทำงานไปเลย
  • ความสมดุลกับกล้ามเนื้อข้างเคียง: ถ้ากล้ามเนื้อที่ยกริมฝีปากบนได้รับผลกระทบไปด้วย อาจทำให้ริมฝีปากบนยกขึ้นน้อยลงตอนยิ้ม จึงต้องฉีดในตำแหน่งที่แม่นยำ เพราะกล้ามเนื้อสองมัดนี้อยู่ใกล้กันมาก แค่ตำแหน่งฉีดคลาดเคลื่อนเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบถึงกล้ามเนื้อมัดอื่นได้
  • การตรวจความไม่สมมาตรซ้ายขวา: หลายคนมีระดับการบานของปีกจมูกซ้ายขวาไม่เท่ากัน จึงมักปรับปริมาณให้เหมาะกับระดับที่บานอยู่เดิมของแต่ละข้าง แทนที่จะฉีดปริมาณเท่ากันทั้งสองฝั่ง เพราะแต่ละข้างมีแรงดึงของกล้ามเนื้อที่พัฒนามาต่างกันตั้งแต่แรก
  • การตรวจสภาพการหายใจล่วงหน้า: คนที่คัดจมูกบ่อยหรือผนังกั้นจมูกคด กล้ามเนื้อดึงปีกจมูกอาจทำหน้าที่ช่วยการหายใจอยู่ด้วย จึงแนะนำให้ตรวจล่วงหน้า เพื่อประเมินความเป็นไปได้ว่าถ้าลดแรงกล้ามเนื้อมัดนี้แล้วจะทำให้หายใจลำบากขึ้นหรือไม่

หลังทำหัตถการควรดูแลตัวเองอย่างไร

ในช่วงไม่กี่วันที่โบท็อกซ์กำลังเข้าที่ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีดแรง ๆ เพราะยาที่ยังไม่เข้าที่อาจแพร่กระจายไปยังบริเวณข้างเคียง จนทำให้กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ตั้งใจอ่อนแรงไปด้วย

ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังทำหัตถการอาจมีอาการบวมหรือช้ำเล็กน้อย ซึ่งมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป บริเวณปีกจมูกที่ผิวบางและมีเส้นเลือดผ่านค่อนข้างมาก อาจเห็นรอยช้ำได้ชัดกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อย

ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผลเริ่มปรากฏ การส่องกระจกแล้วลองยิ้มดูเองเป็นระยะจะช่วยให้ประเมินผลได้ดี เพราะกล้ามเนื้อแต่ละคนตอบสนองด้วยความเร็วต่างกัน ถ้าในช่วงนี้รู้สึกว่าผลยังไม่มากพอ ก็มักแนะนำให้รอดูอาการต่ออีกสักหน่อยก่อน และถ้ารู้สึกหายใจลำบากผิดปกติเมื่อไหร่ ควรแจ้งคลินิกที่ทำหัตถการให้ทันทีเพื่อความปลอดภัย

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Botox

สกินโบท็อกซ์ต่างจากโบท็อกซ์ลบริ้วรอยอย่างไร ทำไมถึงช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมัน ลดรอยแดง และอยู่ได้นานแค่ไหน

สกินโบท็อกซ์ใช้สารตัวเดียวกับโบท็อกซ์ลบริ้วรอย แต่วิธีฉีดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายหลักการฉีดแบบตื้นและกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ออกฤทธิ์ต่อต่อมไขมัน กล้ามเนื้อมัดเล็กรอบรูขุมขน และปลายประสาท ไปจนถึงเหตุผลที่รอยแดงลดลง และระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่

By Dr. Lee

Botox

โบท็อกซ์น่อง ผลลัพธ์และผลข้างเคียง ปริมาณและระยะเวลาที่ได้ผลในแต่ละชนิดกล้ามเนื้อเป็นอย่างไร?

การฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อน่องซึ่งทำให้เกิดก้อนกล้ามเนื้อโปนที่น่อง ช่วยให้เส้นน่องดูเรียบเนียนขึ้นได้อย่างไร วิธีแยกชนิดกล้ามเนื้อกับชนิดไขมัน ปริมาณที่ใช้ในแต่ละตำแหน่งและผลการลดขนาด ระยะเวลาที่ได้ผล ไปจนถึงผลกระทบต่อการเดินและแรงกล้ามเนื้อ บทความนี้รวบรวมจากตัวเลขในงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Lifting

หลังทำริฟติ้ง downtime บวมนานแค่ไหน ผลอยู่ได้กี่เดือน วิธีดูแลผิว และเวลาที่เหมาะสมสำหรับทำซ้ำ

สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริงว่าหลังทำ HIFU, RF, ร้อยไหม downtime และการฟื้นตัวเป็นอย่างไร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ควรทำซ้ำเมื่อไหร่ พร้อมแยกให้ชัดว่าวิธีดูแลแบบไหนมีหลักฐานรองรับจริงอย่างกันแดดและเลิกบุหรี่ และแบบไหนยังเป็นเพียงความเชื่อทั่วไป

By Dr. Kim

Back to articles