ทำไมสิวหัวช้างชนิดมีหนองถึงอักเสบลึกในผิวจนกลายเป็นแผลเป็น พร้อมหลักการเบื้องหลัง
By Dr. Lee1 min read

สิวไม่ได้เหมือนกันไปหมดทุกเม็ด สิวหัวขาวเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นตามใบหน้า กับสิวหัวช้างที่บวมแดง กดแล้วเจ็บ เป็นสิวคนละแบบกันตั้งแต่ต้นตอที่เกิดขึ้นใต้ผิวเลย เพราะการอักเสบไม่ได้อยู่แค่ผิวชั้นบน แต่ลงลึกไปถึงหนังแท้ จึงเจ็บมากกว่าปกติ และหลายครั้งหายแล้วก็ยังทิ้งรอยไว้ บทความนี้จะอธิบายทีละขั้นว่าทำไมสิวชนิดนี้ถึงลึกและอยู่นานเป็นพิเศษ
สิวหัวช้างชนิดมีหนองต่างจากสิวทั่วไปตรงไหน
สิวทั่วไปมักเกิดจากรูขุมขนหนึ่งรูอุดตันด้วยความมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ก้อนเล็ก ๆ แบบนี้เรียกว่าโคมีโดน หรือพูดง่าย ๆ คือรูขุมขนที่อุดตัน ส่วนหัวช้างและซีสต์คือรูปแบบที่การอักเสบลุกลามใหญ่ขึ้นจากใต้รูขุมขนที่อุดตันนั้น
หัวช้างคือก้อนแข็งที่คลำได้ใต้ผิวและเจ็บ ส่วนซีสต์คือก้อนที่มีของเหลวคล้ายหนองขังอยู่ข้างในจนคลำได้นุ่มคล้ายถุงน้ำ ทั้งสองแบบนี้มีรากลึกกว่าที่ตาเห็นมาก จึงต่างจากสิวธรรมดา ต่อให้พยายามบีบด้วยมือก็มักไม่มีอะไรออกมาที่ผิว มีแต่ความเจ็บเท่านั้น
คำว่ามีหนองในชื่อนี้หมายถึงลักษณะที่มีหนองสะสมอยู่ หนองคือร่องรอยจากการที่เม็ดเลือดขาวต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรีย เป็นส่วนผสมของเชื้อและเม็ดเลือดขาวที่ตายแล้ว จุดต่างจากหนองในสิวทั่วไปคือหนองชนิดนี้เกิดขึ้นในชั้นลึก ไม่ใช่ผิวตื้น ๆ นั่นหมายความว่าร่างกายกำลังต่อสู้ในจุดนั้นอย่างหนักและยาวนานกว่ามาก
กระบวนการที่การอักเสบลุกลามลงไปถึงชั้นลึกของผิว
การอักเสบลึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่ค่อย ๆ ไล่เป็นขั้นตอน เริ่มจากความมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วเข้าไปอุดตันในรูขุมขน เมื่อรูขุมขนถูกปิดสนิท ภายในจะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ขาดออกซิเจน ซึ่งเป็นสภาพที่แบคทีเรียตัวการของสิวอย่าง Cutibacterium acnes (แบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวเราอยู่แล้วตามปกติ) ชื่นชอบเป็นพิเศษ จึงเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในจุดนั้น
เมื่อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนมากขึ้น ร่างกายจะมองว่าเป็นภัยคุกคามและส่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาต่อสู้ในบริเวณนั้น สารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้นี้จะไปกระตุ้นเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้การอักเสบทะลุผ่านผนังรูขุมขนลงไปถึงชั้นล่าง คือหนังแท้ (ชั้นหนาที่อยู่ใต้ผิวหนังกำพร้า มีคอลลาเจนและหลอดเลือดอยู่)
เมื่อผนังรูขุมขนแตก การอักเสบก็ยิ่งลุกลาม
เมื่อการอักเสบรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผนังที่ห่อหุ้มรูขุมขนไว้จะทนแรงดันไม่ไหวจนแตกออก คล้ายกับลูกโป่งที่เป่าลมเข้าไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ระเบิด
เมื่อความมัน เซลล์ผิวที่ตายแล้ว แบคทีเรีย และสารอักเสบที่อยู่ในรูขุมขนไหลทะลักออกมาสู่เนื้อเยื่อโดยรอบพร้อมกัน ร่างกายจะรับรู้ว่าเป็นการรุกรานในวงกว้างขึ้นมาก การตอบสนองด้วยการอักเสบจึงไม่จำกัดอยู่แค่รูขุมขนรูเดียวอีกต่อไป แต่ลามไปทั่วเนื้อเยื่อหนังแท้โดยรอบ นี่เองคือเหตุผลที่หัวช้างและซีสต์เมื่อคลำแล้วรู้สึกใหญ่และแข็งเป็นพิเศษ เพราะการอักเสบไม่ได้เกิดขึ้นแค่จุดเดียว แต่เกิดพร้อมกันในบริเวณกว้าง
ทำไมถึงบวมและเจ็บมากเป็นพิเศษ
เมื่อสัมผัสสิวหัวช้างชนิดนี้จะเจ็บมากกว่าสิวทั่วไปมาก และหลายครั้งแค่ไม่ได้กดก็ยังรู้สึกปวดตุบ ๆ อยู่ตลอด นั่นเป็นเพราะการอักเสบที่ลงลึกถึงหนังแท้ไปกระตุ้นเส้นประสาทและหลอดเลือดโดยรอบไปพร้อมกัน
เมื่อหลอดเลือดขยายตัว เลือดจะไหลมารวมกันในจุดนั้นจนบวมแดง และเมื่อเส้นประสาทถูกกระตุ้น สัญญาณความเจ็บปวดก็ยิ่งส่งแรงขึ้น สิวที่อยู่แค่ผิวตื้น ๆ มักเจ็บเฉพาะตอนกด แต่หัวช้างและซีสต์เพราะการอักเสบอยู่ใกล้เส้นประสาทมาก จึงอาจปวดตุบ ๆ อยู่ตลอดแม้ไม่ได้แตะต้องเลย
ทำไมมักขึ้นที่คางและแผ่นหลังเป็นพิเศษ
แม้จะเป็นคนเดียวกัน สิวหัวช้างชนิดนี้ก็มักขึ้นที่คางมากกว่าหน้าผาก และขึ้นที่แผ่นหลังหรือหน้าอกมากกว่าใบหน้า ทั้งบ่อยกว่าและก้อนใหญ่กว่าด้วย จุดร่วมของบริเวณเหล่านี้คือต่อมไขมัน (อวัยวะเล็ก ๆ ที่ผลิตความมัน) มีขนาดใหญ่และหนาแน่นกว่าจุดอื่น ยิ่งต่อมไขมันใหญ่และมีจำนวนมาก ปริมาณความมันที่ผลิตออกมาก็ยิ่งมากตามไปด้วย นั่นหมายความว่ามีวัตถุดิบสำหรับอุดตันรูขุมขนมากขึ้นเช่นกัน
บริเวณคางและรอบคอยังเป็นจุดที่ได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนเพศชายอย่างแอนโดรเจนเป็นพิเศษ แอนโดรเจนออกฤทธิ์กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตความมันมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมช่วงที่ฮอร์โมนแปรปรวนจากรอบเดือนหรือความเครียด สิวแนวกรามจึงมักกำเริบหนักขึ้น ส่วนแผ่นหลังและหน้าอกมีรูขุมขนที่ลึกและผิวหนังหนากว่า พอเกิดการอักเสบขึ้นแล้วจึงระบายออกทางผิวตื้นได้ยาก และมีแนวโน้มจะลุกลามเข้าด้านในแทน
ทำไมถ้าปล่อยไว้แล้วมักกลายเป็นแผลเป็น
เมื่อการอักเสบลงลึกถึงหนังแท้และลุกลามเป็นวงกว้าง การจะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นโครงสร้างผิวปกติจึงยากขึ้นมาก เพราะในหนังแท้มีโปรตีนคอลลาเจนที่ถักทอกันเป็นร่างแหคอยพยุงผิวไว้ และการอักเสบก็ทำลายร่างแหนี้ไปพร้อมกันด้วย
ระหว่างกระบวนการสมานแผล ร่างกายมักไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลายให้กลับมาเหมือนเดิมทุกประการ จึงมักเร่งปิดแผลด้วยเนื้อเยื่อแผลเป็นแทน สิวที่อยู่แค่ผิวตื้นมักหายไปโดยไม่ทิ้งรอย แต่หัวช้างและซีสต์เพราะอักเสบทั้งลึกและกว้าง จึงมีโอกาสสูงขึ้นที่จะทิ้งรอยแผลเป็นแบบบุ๋มลงหรือนูนขึ้นไว้
เหตุผลจริง ๆ ที่ไม่ควรบีบสิวชนิดนี้
หลายคนพยายามใช้มือบีบหรือกดสิวหัวช้างและซีสต์ให้แตก แต่การทำแบบนี้กลับยิ่งทำให้การอักเสบขยายใหญ่ขึ้น เหตุผลมีดังนี้
- การอักเสบฝังตัวอยู่ลึกใต้ผนังรูขุมขนแล้ว ต่อให้กดที่ผิวก็ไปไม่ถึงรากของมัน สิ่งที่ได้มีแค่แรงกด ส่วนต้นตอของการอักเสบยังคงอยู่เหมือนเดิม
- เมื่อบังคับกด สารอักเสบที่อยู่ในรูขุมขนอาจระบายออกไม่ได้ และกลับกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยรอบมากขึ้น คล้ายกับของเหลวในลูกโป่งที่แตกแล้วกระจายเข้าด้านในแทนที่จะออกมาด้านนอก
- ระหว่างที่ใช้มือสัมผัส เชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นบนผิวก็อาจปะปนเข้าไปด้วย ทำให้เกิดการอักเสบซ้อนขึ้นอีกชั้น เท่ากับเป็นการเพิ่มสิ่งกระตุ้นใหม่เข้าไป
- ถ้ากระตุ้นซ้ำ ๆ บ่อยครั้ง ระยะเวลาที่การอักเสบในจุดนั้นจะสงบลงก็ยิ่งนานขึ้น และความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแผลเป็นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้นสิวที่กลายเป็นหัวช้างและซีสต์แล้ว จึงควรเข้าหาด้วยการรักษาให้การอักเสบสงบลง มากกว่าการใช้มือแตะต้อง
การรักษาควรเข้าหาในทิศทางไหน
การรักษาสิวหัวช้างชนิดมีหนองแค่ผลัดเซลล์ผิวชั้นบนอย่างเดียวนั้นไม่พอ เพราะการอักเสบลงลึกไปถึงหนังแท้แล้ว จึงต้องใช้การรักษาที่ออกฤทธิ์ถึงระดับความลึกนั้นควบคู่กันไปด้วย
ยาปฏิชีวนะหรือยากินอย่างไอโซเทรติโนอินออกฤทธิ์ลดทั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อการอักเสบและปริมาณความมันที่ผลิตออกมา เมื่อจำนวนเชื้อลดลง เหตุผลที่เม็ดเลือดขาวต้องคอยมาต่อสู้ก็ลดตามไปด้วย และเมื่อความมันลดลง วัตถุดิบที่จะทำให้รูขุมขนกลับมาอุดตันซ้ำก็น้อยลงเช่นกัน ส่วนบริเวณที่อักเสบรุนแรงมาก ยังมีวิธีฉีดยาเข้าไปในตัวรอยโรคโดยตรงเพื่อลดการอักเสบให้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเพราะออกฤทธิ์ตรงจุดในบริเวณแคบ จึงช่วยลดปฏิกิริยาอักเสบในชั้นลึกของหนังแท้ได้ค่อนข้างเร็ว
วิธีไหนจะเหมาะกับใครนั้น มักต้องพิจารณาทั้งความลึกและขอบเขตของการอักเสบ รวมถึงความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแผลเป็นไปพร้อมกัน เพราะกรณีที่มีหัวช้างแค่ไม่กี่จุด กับกรณีที่ลามไปทั่วใบหน้า ต้องการความเข้มข้นของการรักษาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าแม้ผิวด้านนอกจะดูสงบลงแล้ว แต่การอักเสบใต้ผิวยังต้องใช้เวลากว่าจะสงบลงอย่างสมบูรณ์ หากเห็นว่ารอยแดงลดลงแล้วรีบหยุดการรักษาเร็วเกินไป การอักเสบที่ยังหลงเหลืออยู่ในหนังแท้อาจกลับมาขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้งจนหัวช้างกลับมาเกิดซ้ำที่จุดเดิม ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่พบได้น้อยเลย
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โพเทนซ่า นีดเดิล อาร์เอฟ ส่งความร้อนผ่านปลายเข็มลงชั้นหนังแท้ อธิบายหลักการรักษาหลุมสิวและรูขุมขน พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำ
โพเทนซ่า นีดเดิล อาร์เอฟ คือหัตถการที่ใช้เข็มเล็กจิ๋วแทงผ่านผิวหนังชั้นนอกไปปล่อยความร้อนที่ชั้นหนังแท้โดยตรง บทความนี้อธิบายตั้งแต่กลไกว่าทำไมความร้อนนี้ถึงช่วยแผลเป็นและรูขุมขนได้ ไปจนถึงต้องทำกี่ครั้งและใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหน
By Dr. Lee

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว
เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่
By Dr. Kim