Niacinamide ตัวเดียว ช่วยได้ทั้งกระจ่างใส เรื่องรูขุมขน และผิวแข็งแรง หลักการและลำดับการใช้
By Dr. Kim2 min read

Niacinamide เป็นส่วนผสมสกินแคร์ที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนและใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมาก ตัวเดียวทำได้ทั้งเสริมผนังผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดซีบัมและรูขุมขน รวมถึงลดความแดงได้พร้อมกัน และที่สำคัญคืออ่อนโยนพอที่ผิวแพ้ง่ายส่วนใหญ่จะรับได้สบาย
ทำหน้าที่ได้หลากหลายขนาดนี้ แต่ก็ยังระคายเคืองน้อย และเข้ากับส่วนผสมอื่นอย่างวิตามิน C หรือ retinol ได้ดีด้วย เลยเป็นตัวเลือกแรกที่หลายคนแนะนำสำหรับคนเพิ่งเริ่มสนใจส่วนผสมสกินแคร์ มาดูกันว่าทำงานอย่างไร ช่วยเรื่องกระจ่างใส ผนังผิว และรูขุมขนได้อย่างไร จะเลือกความเข้มข้นเท่าไหร่ และใช้คู่กับอะไรดี สรุปจากงานวิจัยจริงทีละประเด็น

Niacinamide ช่วยอะไรได้บ้าง?
การที่ส่วนผสมตัวเดียวทำได้หลายเรื่องขนาดนี้มีรากฐานเดียวกัน นั่นคือ niacinamide เป็นสารตั้งต้นของ coenzyme หลัก (NAD) ที่ใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซึมพลังงานในเซลล์ผิว เมื่อเซลล์สร้าง coenzyme ได้เพียงพอ ผิวก็ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ผลที่ออกมาจึงหลากหลาย
แบ่งได้ 5 ด้าน หนึ่ง เพิ่มการสังเคราะห์ lipid ผนังผิวอย่าง ceramide ทำให้ผนังผิวแข็งแรงและลดการสูญเสียน้ำ สอง ขัดขวางการส่ง melanin ขึ้นสู่ผิวชั้นบน ช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น สาม ลดการหลั่งซีบัม ทำให้รูขุมขนดูกระชับ สี่ ลดการตอบสนองการอักเสบ บรรเทาสิวและความแดง ห้า ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยเรื่องริ้วรอยเล็กและความยืดหยุ่นของผิว
ทั้ง 5 ด้านนี้เป็นประโยชน์สำหรับผู้มีปัญหาผิวต่างกัน ผิวแห้งแพ้ง่ายได้ประโยชน์จากการเสริมผนังผิว ผิวหมองคล้ำได้เรื่องกระจ่างใส ผิวมันได้เรื่องควบคุมซีบัม ตัวเดียวจัดการหลายปัญหาพร้อมกันได้ ทำให้รูทีนดูเรียบง่ายขึ้น และผลทั้งหมดนี้ก็ผ่านการยืนยันจากงานวิจัย randomized controlled trial หลายชิ้น

กลไกกระจ่างใสต่างจากวิตามิน C อย่างไร?
หลักการกระจ่างใสต่างจากวิตามิน C ตรงที่วิตามิน C ยับยั้งเอนไซม์ที่สร้าง melanin แต่ niacinamide ทำงานที่ขั้นตอนการส่ง melanosomes ที่บรรจุสีไปยังเซลล์ผิวชั้นบน คือปิดกั้นทางที่สีจะขึ้นมานั่นเอง
มีตัวเลขยืนยัน จากการทดลองในเซลล์ niacinamide ยับยั้งการส่ง melanosome ได้ประมาณ 35 ถึง 68% งานวิจัยที่ใช้ niacinamide 5% ทา 8 สัปดาห์ พบว่าบริเวณที่มีสีเข้มลดลงและผิวสว่างขึ้นจริง ส่วนงานวิจัยด้านฝ้าพบว่า niacinamide 4% ให้ผลใกล้เคียงกับ hydroquinone 4% ที่เป็นตัวกระจ่างใสชื่อดัง แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
Niacinamide และวิตามิน C ทำงานคนละกลไกจึงเสริมกัน ปิดกั้นทั้งขั้นตอนการสร้าง melanin และการขนส่งขึ้นสู่ผิว ใช้คู่กันจึงดูแลเรื่องสีผิวได้หลายมิติ อีกทั้ง niacinamide ระคายเคืองน้อย ผิวแพ้ง่ายก็ใช้ได้สบายกว่าส่วนผสมกระจ่างใสหลายตัว ถ้าผิวหมองหรือมีจุดด่างดำรบกวนก็เริ่มได้โดยไม่ต้องกังวลมาก

ดีต่อผนังผิว รูขุมขน และสิวด้วยไหม?
Niacinamide เก่งเรื่องเสริมผนังผิวเป็นพิเศษ เพราะเพิ่มการสังเคราะห์ lipid อย่าง ceramide ที่คอยรักษาความชุ่มชื้น งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการสังเคราะห์ ceramide เพิ่มขึ้นประมาณ 4 ถึง 5.5 เท่า และการสูญเสียน้ำลดลง ผนังผิวแข็งแรงแล้วผิวก็ไวต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอกน้อยลงและรู้สึกตึงน้อยลง ถ้าผิวแดงหรือตึงง่ายตามช่วงอากาศเปลี่ยน แค่ผลนี้ก็คุ้มแล้ว
ด้านรูขุมขนและซีบัมก็ช่วยได้ งานวิจัยที่ใช้ niacinamide 2% เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าการหลั่งซีบัมลดลงและรูขุมขนเล็กลง ซีบัมที่จัดระเบียบได้ดีขึ้นทำให้ผิวไม่มันและรูขุมขนดูกระชับขึ้น และที่น่าสนใจคือผลนี้เห็นได้จากความเข้มข้นแค่ 2% เลยใช้ได้สบายแม้ผิวมัน
เรื่องสิวก็มีงานวิจัยยืนยัน งานวิจัยที่ใช้ niacinamide เจล 4% ทา 8 สัปดาห์ พบว่าสิวอักเสบดีขึ้นในระดับใกล้เคียงกับยาปฏิชีวนะ clindamycin เจล และข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องดื้อยาเหมือนยาปฏิชีวนะ ด้วยคุณสมบัติที่ครอบคลุมทั้งผนังผิว รูขุมขน และสิว จึงเหมาะกับผิวแทบทุกประเภท

ประสิทธิภาพอยู่ในระดับไหน?
มีงานวิจัยที่ดูหลายผลพร้อมกัน งานวิจัย double-blind ที่ใช้ niacinamide 5% ทาผิวที่มี photoaging 12 สัปดาห์ พบว่าริ้วรอยและรอยพับลดลง ความยืดหยุ่นดีขึ้น ส่วนสีผิวไม่สม่ำเสมอ ความแดง รวมถึงโทนผิวเหลืองก็ล้วนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน ตัวเดียวช่วยได้หลายตัวชี้วัดของการเสื่อมสภาพไปพร้อมกัน
เลือกความเข้มข้นอย่างไรดี งานวิจัยส่วนใหญ่ที่เห็นผลอยู่ที่ 2 ถึง 5% การควบคุมซีบัมเห็นผลจาก 2% แต่การกระจ่างใส ต้านการอักเสบ และชะลอวัยมักได้รับการยืนยันที่ 4 ถึง 5% สำหรับผลิตภัณฑ์ทั่วไปก็แนะนำ 4 ถึง 5% เพราะสมดุลดี ถ้าผิวแพ้ง่ายเริ่มที่ 2% ก็คาดหวังผลได้อยู่
ผลิตภัณฑ์ความเข้มข้นสูงอย่าง 10% มีขายเหมือนกัน แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดว่าผลดีขึ้นตามสัดส่วน และความเสี่ยงระคายเคืองหรือหน้าแดงชั่วคราวก็มีมากขึ้นเล็กน้อย ดีกว่าเลือกความเข้มข้นที่ผิวรับได้สบายและใช้สม่ำเสมอ เพราะผลส่วนใหญ่ต้องใช้ต่อเนื่อง 8 ถึง 12 สัปดาห์ถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง อดทนรอหน่อยและทำให้เป็นนิสัย

ใช้คู่กับวิตามิน C และ retinol ได้ไหม?
ส่วนใหญ่ใช้ร่วมกันได้ มีข่าวลือบนอินเทอร์เน็ตมานานว่า "ใช้ niacinamide กับวิตามิน C พร้อมกันจะเกิดสารก่อผิวแดง" แต่เรื่องนี้มาจากการทดลองในยุค 1960 ซึ่งใช้อุณหภูมิเกือบ 100 องศาทำปฏิกิริยาหลายชั่วโมงที่ความเข้มข้นสูงเกินกว่าจะเทียบกับเครื่องสำอางจริงได้ ในผลิตภัณฑ์จริงที่อุณหภูมิห้องและความเข้มข้นปกติ สารนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในปริมาณที่มีนัยสำคัญ
ที่จริงแล้วสองส่วนผสมนี้เข้ากันดีด้วยซ้ำ กลไกกระจ่างใสต่างกันจึงเสริมกัน และในตลาดก็มีผลิตภัณฑ์ที่ใส่ทั้งสองส่วนผสมมากมาย Retinol ก็ใช้คู่กันได้ เพราะ niacinamide ช่วยปกป้องผนังผิวและลดการระคายเคืองจาก retinol ทำให้ผิวปรับตัวกับ retinol ได้ง่ายขึ้น
Niacinamide เข้ากันได้แทบทุกส่วนผสม ทั้งวิตามิน C, retinol, hyaluronic acid และ peptide แต่ถ้าผิวแพ้ง่ายมากก็แนะนำให้ลองทีละตัวก่อนแล้วค่อยผสมผสาน ไม่มีกฎทางวิทยาศาสตร์ว่าต้องใช้แยกกัน จะกังวลเรื่องนี้มากไปก็ไม่จำเป็น

ใช้อย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด?
Niacinamide เหมาะกับผิวแทบทุกประเภท ผิวแห้งแพ้ง่ายได้เรื่องเสริมผนังผิว ผิวหมองได้เรื่องกระจ่างใส ผิวมันได้เรื่องควบคุมซีบัม โดยเฉพาะสำหรับคนที่ส่วนผสม active อื่นระคายเคืองเกินไป ตัวนี้อ่อนโยนแต่ได้รับการรองรับจากงานวิจัย
วิธีใช้ไม่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเช้าหรือเย็น ทาหลังล้างหน้าก่อนมอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือในขั้นตอน serum ก็ได้ ส่วนผสมอ่อนโยนพอที่จะใช้วันละ 2 ครั้งและใช้คู่กับส่วนผสมอื่นได้ ถ้าเพิ่งเริ่มก็ลองเริ่มที่ผลิตภัณฑ์ 4 ถึง 5% วันละครั้ง พอผิวชินแล้วค่อยเพิ่ม
ผลจะค่อยๆ ทยอยสะสม ใช้ต่อเนื่อง 8 ถึง 12 สัปดาห์ทุกวันจะรู้สึกว่าผิวกระจ่างใสขึ้น เนื้อผิวเรียบขึ้น และรู้สึกสบายผิวมากขึ้น ระคายเคืองน้อยจึงใช้ได้ยาวนาน และเข้ากับส่วนผสมอื่นได้ดีจึงง่ายต่อการเพิ่มในรูทีน ถ้าอยากลองหลายส่วนผสมแต่กังวลเรื่องการระคายเคือง เริ่มที่ผลิตภัณฑ์ 2% ก็เพียงพอ อ่อนโยนแต่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัย โอกาสผิดหวังจึงน้อย พอผิวปรับตัวได้แล้วค่อยเพิ่มวิตามิน C หรือ retinol ทีละตัว รูทีนก็จะสมบูรณ์ขึ้นได้อย่างราบรื่น
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด
อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

จุดแดงเชอร์รี (Cherry Angioma) เกิดจากอะไร ควรกำจัดด้วยเลเซอร์หลอดเลือดหรือจี้ไฟฟ้า ถึงจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็น?
จุดสีแดงสดที่ขึ้นตามหน้าอกหรือแผ่นหลังคือจุดแดงเชอร์รีคืออะไรกันแน่ ทำไมยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งพบมากขึ้น ต่างจากไฝ หูด หรือจ้ำเลือดอย่างไร ระหว่างเลเซอร์หลอดเลือดอย่างพัลส์ดาย (pulsed dye) เลเซอร์ KTP และเลเซอร์ Long-pulsed Nd:YAG กับการจี้ไฟฟ้า แบบไหนกำจัดได้ดีกว่าและช่วยลดรอยแผลเป็นกับรอยดำได้อย่างไร ควรไปพบแพทย์เมื่อไร สรุปด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

โบทอกซ์กล้ามเนื้อทราพีเซียส ปรับไหล่ให้ดูเรียบตรง วอลลุ่มไหล่ลดจริงไหม อยู่ได้นานแค่ไหน
การฉีดโบทอกซ์เข้ากล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบนที่นูนขึ้นมา เพื่อให้คอดูยาวขึ้นและเส้นไหล่เรียบเนียนขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Barbie Botox มีหลักการทำงานอย่างไร ให้ผลลัพธ์และอยู่ได้นานแค่ไหน มีผลข้างเคียงอย่างไหล่หมดแรงหรือไม่ เหมาะกับใครบ้าง สรุปให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Kim