จุดแดงเชอร์รี (Cherry Angioma) เกิดจากอะไร ควรกำจัดด้วยเลเซอร์หลอดเลือดหรือจี้ไฟฟ้า ถึงจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็น?
By Dr. Kim2 min read

บางครั้งจะมีจุดสีแดงสดขนาดเท่าเมล็ดข้าวขึ้นตามคอ หน้าอก หรือแขน ทีละจุดสองจุด จุดสีแดงเข้มที่นูนขึ้นมานี้มักไม่เจ็บไม่คัน หลายคนจึงปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ แต่พอจำนวนเพิ่มขึ้นหรือเสื้อผ้าเสียดสีจนรำคาญ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจุดนี้คืออะไรกันแน่ ส่วนใหญ่แล้วจุดแดงแบบนี้คือจุดแดงเชอร์รี
จุดแดงเชอร์รีมีอีกชื่อหนึ่งว่า senile angioma หรือแองจิโอมาในผู้สูงวัย เกิดจากหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังรวมตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ จัดเป็นเนื้องอกหลอดเลือดชนิดไม่ร้ายแรง โชคดีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และส่วนใหญ่กำจัดออกได้เกลี้ยงด้วยเลเซอร์ที่เล็งเป้าไปที่หลอดเลือดโดยเฉพาะ แต่จุดแดงเชอร์รีมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไฝ หูด หรือจ้ำเลือด และในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก รอยโรคอันตรายก็อาจมีหน้าตาคล้ายจุดแดงแบบนี้ได้เช่นกัน จึงควรทำความเข้าใจหลักการก่อนตัดสินใจดูแล บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยจริง ไล่ตั้งแต่จุดแดงเชอร์รีคืออะไร เกิดจากอะไร ต่างจากอะไรบ้าง กำจัดด้วยเลเซอร์แบบไหนและดูแลอย่างไร ไปจนถึงควรไปพบแพทย์เมื่อไร

จุดแดง หรือจุดแดงเชอร์รี คืออะไรกันแน่?
จุดแดงเชอร์รีเกิดจากหลอดเลือดฝอยในผิวหนังรวมตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ จนนูนขึ้นมา จัดเป็นรอยโรคชนิดไม่ร้ายแรง สีแดงสดเหมือนลูกเชอร์รีสุกตามชื่อ ผิวมันวาวและนูนเป็นรูปครึ่งวงกลมเล็กๆ ขนาดทั่วไปอยู่ที่ 1 ถึง 5mm ส่วนใหญ่ไม่เจ็บไม่คัน แต่เนื่องจากเป็นก้อนหลอดเลือด หากใช้เล็บเกาแรงๆ หรือเสื้อผ้าเสียดสีแรงๆ ก็อาจมีเลือดออกได้ จุดแดงชนิดนี้ถือเป็นรอยโรคหลอดเลือดที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ และมักเริ่มขึ้นทีละจุดสองจุดตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป
ตัวตนที่แท้จริงของรอยโรคนี้ไม่ใช่เม็ดสี แต่เป็นหลอดเลือด จึงมีสีต่างจากไฝสีน้ำตาลหรือสีดำตั้งแต่แรก ไฝเกิดจากเม็ดสีเมลานินรวมตัวกัน ส่วนจุดแดงเชอร์รีเป็นก้อนหลอดเลือดที่มีเลือดสีแดงส่องผ่านผิว จึงออกโทนแดงสด และเรื่องที่น่าอุ่นใจคือมันเป็นรอยโรคชนิดไม่ร้ายแรง แม้จะอยู่บนร่างกายนานเท่าไหร่ก็ไม่กลายเป็นมะเร็ง และไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพแต่อย่างใด
ดังนั้นจุดแดงเชอร์รีจึงไม่ใช่โรคที่จำเป็นต้องกำจัดเสมอไป แต่เมื่อรู้สึกว่ากวนใจในแง่ความสวยงาม สิ่งสำคัญคือจะกำจัดออกให้เกลี้ยงเรียบร้อยได้อย่างไร แต่เพราะหน้าตาภายนอกอาจคล้ายกับรอยโรคสีแดงชนิดอื่น จึงควรแยกให้ออกก่อนว่าคือรอยโรคแบบไหนกันแน่

พบได้บ่อยแค่ไหน และทำไมยิ่งอายุมากยิ่งเพิ่มขึ้น?
จุดแดงเชอร์รีเป็นรอยโรคที่พบได้บ่อยมาก จากการสำรวจประชากรกลุ่มหนึ่งพบว่า ผู้ใหญ่อายุเกิน 20 ปีมากกว่าครึ่ง คือ 54% มีจุดแดงอย่างน้อยหนึ่งจุด และยิ่งอายุมากขึ้นสัดส่วนนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในวัย 20 ปีพบราว 22% แต่พอเข้าวัย 70 ปีขึ้นไป สัดส่วนพุ่งเกิน 70%
จำนวนจุดก็เพิ่มขึ้นตามอายุเช่นกัน จากการสำรวจเดียวกันพบแนวโน้มว่า ทุกๆ อายุที่เพิ่มขึ้น 10 ปี จำนวนจุดแดงจะเพิ่มขึ้นราว 48% ดังนั้นจุดที่เคยมีแค่หนึ่งสองจุดตอนวัยหนุ่มสาว พอเข้าสู่วัยกลางคนก็มักขยายเป็นหลายจุดตามหลังและหน้าอก และในวัย 70 ปีขึ้นไป คนส่วนใหญ่จะมีจุดแดงทั้งเล็กและใหญ่กระจายอยู่หลายจุด
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด 100% แต่ที่ชัดเจนคือมันเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น และในระยะหลังมีการพบการกลายพันธุ์ของยีน GNAQ และ GNA11 ซึ่งเป็นยีนที่กระตุ้นการเติบโตของหลอดเลือดในรอยโรคบางส่วน พูดง่ายๆ คือเหมือนสวิตช์สร้างหลอดเลือดถูกเปิดขึ้นเฉพาะจุด ทำให้หลอดเลือดฝอยมารวมตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ ดังนั้นการที่จุดแดงค่อยๆ ผุดขึ้นทีละจุดสองจุด จึงถือเป็นความเปลี่ยนแปลงทั่วไปที่มาพร้อมกับวัยที่มากขึ้นได้เลย
แยกจากไฝ หูด หรือจ้ำเลือดได้อย่างไร?
หลายคนสับสนว่าจุดแดงหรือจุดนูนที่เห็นบนผิวคืออะไรกันแน่ เพราะแต่ละอย่างมีสีและคุณสมบัติต่างกัน จึงต้องแยกให้ออกก่อนว่าคือแบบไหน ถึงจะเลือกวิธีกำจัดได้ถูกต้อง
เบาะแสสำคัญที่สุดคือสีและรูปร่าง จุดแดงเชอร์รีมีสีแดงสด นูนเป็นรูปครึ่งวงกลม และอยู่คงที่ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน ไม่หายไปในไม่กี่วัน ส่วนไฝเกิดจากเม็ดสีเมลานินจึงออกสีน้ำตาลหรือดำ ในขณะที่หูดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV หรือ human papillomavirus ผิวจะขรุขระ และหากเกาก็อาจลามไปยังบริเวณข้างเคียงได้
ที่แยกยากกว่าหน่อยคือจ้ำเลือด จ้ำเลือดเกิดจากหลอดเลือดแตกจนเลือดซึมออกมาใต้ผิวหนัง มีลักษณะแบนคล้ายรอยฟกช้ำและกระจายเป็นวงกว้าง แต่จ้ำเลือดจะเปลี่ยนสีจากแดงเป็นม่วงแล้วเป็นเหลือง ก่อนหายไปเองภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ในทางกลับกันจุดแดงเชอร์รีไม่เปลี่ยนสีและไม่หายไปเอง ยังคงนูนอยู่ที่เดิม พูดง่ายๆ คือถ้ากดแล้วไม่จางหายและเป็นตุ่มครึ่งวงกลมสีแดงสดที่อยู่นานๆ ก็มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นจุดแดงเชอร์รี หากดูจากภายนอกแล้วยังไม่แน่ใจ แพทย์อาจส่องขยายดูหรือตัดชิ้นเนื้อตรวจเพิ่มเติมหากจำเป็น
| หัวข้อ | จุดแดงเชอร์รี | ไฝ | หูด | จ้ำเลือด |
|---|---|---|---|---|
| สี | แดงสด | น้ำตาลดำ | สีผิวน้ำตาล | แดงแล้วเปลี่ยนสี |
| รูปร่าง | นูนครึ่งวงกลม | แบนหรือนูน | ขรุขระ | รอยแบน |
| สาเหตุ | หลอดเลือดฝอยรวมตัว | เม็ดสีเมลานิน | ติดเชื้อ HPV | เลือดออกใต้ผิว |
| ระยะ | อยู่นาน | อยู่นาน | ลามข้างเคียง | หายใน 1~2 สัปดาห์ |

จุดแดงมักขึ้นตรงไหนของร่างกาย และทำไมถึงเพิ่มจำนวน?
จุดแดงเชอร์รีขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่มีตำแหน่งที่พบบ่อยเป็นพิเศษ นั่นคือลำตัว จากการสำรวจในผู้ชายพบว่า ลำตัวด้านหน้าอย่างหน้าอกและท้องมีค่ามัธยฐานสูงถึง 8 จุด หลังมี 5 จุด ส่วนแขนและขามีเพียงข้างละ 1 จุดโดยประมาณ ในขณะที่ใบหน้าและคอแทบไม่พบเลย ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงมาสังเกตเห็นจุดแดงหลายจุดที่หลังหรือหน้าอกในวันหนึ่งโดยไม่รู้ตัวมาก่อน เพราะเสื้อผ้าบดบังไว้ตลอด และเนื่องจากลำตัวเป็นจุดที่ไม่ค่อยเข้าตาในชีวิตประจำวัน หลายคนจึงมักรู้ตัวช้าหลังจากจำนวนเพิ่มขึ้นไปมากแล้ว
ปัจจัยที่ทำให้จำนวนจุดแดงเพิ่มขึ้นมีหลายอย่าง อายุที่มากขึ้นเป็นปัจจัยหลักตามที่กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้ยังเพิ่มขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์หรือเมื่อฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง และมีรายงานว่าจุดแดงผุดขึ้นหลายจุดพร้อมกันในผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างมาก
ถึงอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องตกใจแม้จะมีจุดแดงจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นความเปลี่ยนแปลงทั่วไปที่มากับวัยเท่านั้น แต่ถ้าจุดแดงเพิ่มขึ้นพรวดพราดในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าอันตรายเสมอไป เพียงแต่ควรถือเป็นสัญญาณให้ลองสังเกตดูว่าร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงอื่นร่วมด้วยหรือไม่

กำจัดอย่างไร และลดรอยแผลเป็นกับรอยดำได้อย่างไร?
เนื่องจากจุดแดงเชอร์รีคือก้อนหลอดเลือด การรักษาหลักจึงเป็นเลเซอร์ที่เล็งเป้าไปที่หลอดเลือดโดยเฉพาะ หลักการคือ selective photothermolysis หรือการทำลายด้วยความร้อนแบบเลือกเป้าหมาย ฮีโมโกลบินในเลือดดูดซับแสงที่ความยาวคลื่นเฉพาะได้ดี เมื่อยิงแสงนี้เข้าไป หลอดเลือดจะร้อนขึ้นทันทีจนปิดตัวลง โดยที่ผิวหนังรอบข้างแทบไม่ได้รับความเสียหาย
เลเซอร์ที่ใช้บ่อยได้แก่ pulsed dye laser, KTP 532nm และ Long-pulsed Nd:YAG พัลส์ดายกับ KTP ตอบสนองดีกับหลอดเลือดแดงตื้นๆ จึงลบจุดแดงเล็กๆ ได้อย่างนุ่มนวล ส่วน Long-pulsed Nd:YAG มีความยาวคลื่นมากกว่าจึงลงลึกได้มากกว่า มีงานวิจัยเปรียบเทียบพบว่าจำนวนครั้งที่ต้องรักษาเพื่อกำจัดจุดแดงให้หมดนั้น กลุ่ม Nd:YAG ใช้จำนวนครั้งน้อยกว่า แต่ในทางกลับกันความร้อนที่แรงกว่าก็ทำให้เสี่ยงรอยแดงหรือแผลเป็นสูงกว่าด้วย ดังนั้นในผิวคล้ำหรือบริเวณที่บอบบาง KTP หรือพัลส์ดายจะปลอดภัยกว่า ส่วนรอยโรคที่สีเข้มและนูนหนา Nd:YAG จะทำงานได้ดีกว่า สำหรับการจี้ไฟฟ้าหรือ electrocautery เป็นการใช้ความร้อนไฟฟ้าขนาดเล็กจี้หลอดเลือด เหมาะกับรอยโรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะจี้และห้ามเลือดได้ในคราวเดียว
เรื่องที่ควรระวังที่สุดหลังทำคือรอยดำ ผิวคนเอเชียมักเกิดรอยสีน้ำตาลได้ง่ายเมื่อถูกกระตุ้น จึงควรเริ่มจากการปรับความแรงของเลเซอร์ให้พอดี ไม่หักโหมเกินไป หลังทำจะมีสะเก็ดเล็กๆ ขึ้น ห้ามแกะออกเองเด็ดขาดเพราะจะทิ้งรอย ควรปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติ พร้อมทากันแดดอย่างสม่ำเสมอ ตำแหน่งที่กำจัดออกอย่างถูกต้องแล้วจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ แต่บางคนอาจมีจุดแดงใหม่ขึ้นที่ตำแหน่งอื่นตามลักษณะร่างกาย หากเป็นเช่นนั้นก็แค่แต่งเพิ่มเติมทีหลังได้
| วิธี | เหมาะกับ | จุดเด่น |
|---|---|---|
| Pulsed dye / KTP | จุดแดงเล็กตื้น | เจ็บน้อยนุ่มนวล |
| Long-pulsed Nd:YAG | รอยโรคเข้มนูนหนา | ครั้งน้อยแต่ระวังแผลเป็น |
| จี้ไฟฟ้า | รอยโรคขนาดใหญ่ | ห้ามเลือดไปพร้อมกัน |

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร และต้องสังเกตสัญญาณอะไรบ้าง?
จุดแดงส่วนใหญ่เป็นรอยโรคไม่ร้ายแรงที่อยู่กับเราไปตลอดชีวิตอย่างสงบ การมีหลายจุดก็เป็นเรื่องพบได้ทั่วไปมาก จากการสำรวจพบว่าผู้ใหญ่ 66% มีจุดแดงมากกว่า 10 จุด ผู้ที่มีมากกว่า 30 จุดก็มีถึง 27% และมากกว่า 50 จุดก็มีถึง 16% ดังนั้นแค่การมีจุดแดงหลายจุดบนร่างกายจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล
แต่ก็มีบางสัญญาณที่ควรสังเกตไว้บ้าง เช่น จุดแดงผุดขึ้นพรวดพราดในช่วงเวลาสั้นๆ จุดใดจุดหนึ่งโตขึ้นเร็วผิดปกติ หรือมีเลือดออกซ้ำๆ จนเป็นแผลตกสะเก็ด รวมถึงกรณีที่รูปร่างบิดเบี้ยวไม่สมมาตร หรือมีสีปะปนกันเป็นหย่อมๆ ก็ควรตรวจสอบเช่นกัน เพราะแม้จะพบได้น้อยมาก แต่รอยโรคอันตรายอย่างมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาที่ไม่มีเม็ดสี หรือ amelanotic melanoma ก็อาจมีหน้าตาคล้ายจุดแดงธรรมดาได้เช่นกัน
ดังนั้นจุดที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเร็วๆ นี้จึงสำคัญกว่าจุดที่อยู่นิ่งมานาน หากพบสัญญาณเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว หรือจุดแดงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การไปพบแพทย์ตรวจให้แน่ใจก่อนกำจัดด้วยเหตุผลด้านความสวยงามจะปลอดภัยกว่า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก แต่การตรวจให้แน่ใจก่อนกำจัดกับการกำจัดโดยไม่รู้อะไรเลยนั้นต่างกันอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่แล้วเป็นความเปลี่ยนแปลงทั่วไปที่วางใจได้ เพียงแค่จดจำสัญญาณเหล่านี้ไว้ก็พอ
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด
อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

เลเซอร์ CO2 กำจัด flat wart (verruca plana) สาเหตุที่ลามง่าย แยกจาก milia และ skin tag พร้อมวิธีดูแลไม่ให้กลับมา
flat wart (verruca plana) คือตุ่มแบนเล็ก ๆ คล้ายเม็ดสิวที่ขึ้นบนใบหน้าหรือหลังมือ เกิดจาก HPV ทำไมเกาแล้วถึงลามและติดคนอื่นได้ บทความนี้อธิบายสาเหตุ วิธีแยกจาก milia และ skin tag การกำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 ความเสี่ยงแผลเป็นและรอยดำ ไปจนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ อ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Lee

คางสองชั้นต้องวินิจฉัยสาเหตุก่อน เกณฑ์และแนวทางเลือกหัตถการให้เหมาะกับชนิดไขมันและชนิดผิวหย่อนคล้อย
สรุปด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริงว่าคางสองชั้นที่เกิดจากไขมันกับที่เกิดจากผิวและพังผืดหย่อนคล้อยนั้น ควรเลือกฉีดสลายไขมัน คลื่นวิทยุอย่าง INMODE ร้อยไหม หรือ HIFU แบบไหนก่อน พร้อมอธิบายว่าทำไมการวินิจฉัยสาเหตุจึงสำคัญเป็นอันดับแรก
By Dr. Kim