ฟิลเลอร์ริ้วรอยคอแนวนอน ทำไมต้องใช้ฟิลเลอร์นุ่มอย่าง Belotero Soft ฉีดตื้น และต้องแบ่งฉีดกี่ครั้ง?
By Dr. Kim2 min read

ริ้วรอยที่พาดขวางคอทำให้ดูแก่กว่าอายุจริง หลายคนดูแลใบหน้าอย่างดีแต่มักมองข้ามคอไป พอถ่ายรูปหรือแหงนหน้าแล้วเห็นเส้นขวางลึกๆ ก็รู้สึกกังวลใจไม่น้อย การเติมฟิลเลอร์ในริ้วรอยคอแนวนอนนี้มีวิธีการที่ต่างจากการฉีดฟิลเลอร์บนใบหน้าอยู่มาก
หัวใจสำคัญคือต้องใช้ฟิลเลอร์นุ่ม ฉีดตื้นและทีละน้อย ถ้าใช้ฟิลเลอร์แข็งแบบที่ใช้กับคางหรือแก้มมาฉีดที่คอ จะเป็นก้อนและเห็นสีคล้ำผิดปกติ ทำให้ดูแปลกกว่าเดิม เพราะผิวคอบางและเคลื่อนไหวบ่อย บทความนี้จะอธิบายทีละเรื่องจากงานวิจัยจริง ว่าทำไมต้องใช้ฟิลเลอร์นุ่มอย่าง Belotero Soft อยู่ได้นานแค่ไหน ต้องแบ่งฉีดกี่ครั้ง ประสิทธิภาพและหลักฐานรองรับมีมากน้อยแค่ไหน และเรื่อง Tyndall effect กับความปลอดภัยเป็นอย่างไร

ริ้วรอยคอเกิดจากอะไร?
ริ้วรอยคอแบ่งเป็นสองแบบหลัก แบบแรกคือริ้วรอยแนวนอนที่พาดขวางคอ มักเรียกกันว่าเส้นสร้อยคอหรือ Venus rings แบบที่สองคือแนวยืนตามยาวที่นูนออกมา เกิดจากกล้ามเนื้อ platysma ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อแผ่นกว้างบริเวณคอที่หดเกร็งหรือหย่อนคล้อย เพราะสาเหตุต่างกัน วิธีรักษาจึงต่างกันด้วย และริ้วรอยที่เติมด้วยฟิลเลอร์ส่วนใหญ่คือแบบแนวนอน
สาเหตุที่ริ้วรอยคอแนวนอนเกิดง่าย มาจากลักษณะเฉพาะของผิวคอ ผิวคอบางกว่าใบหน้า ไม่ได้ยึดติดแน่นกับกระดูก และต้องเคลื่อนไหวก้มหรือหมุนซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน จุดเดิมจึงถูกพับซ้ำๆ จนเส้นแนวนอนฝังตัวและค่อยๆ ลึกขึ้นเรื่อยๆ
เมื่ออายุมากขึ้นความยืดหยุ่นของผิวลดลง รอยพับก็ยิ่งคลี่ตัวกลับได้ยากขึ้น หลายคนดูแลคอด้วยครีมกันแดดหรือมอยส์เจอไรเซอร์น้อยกว่าใบหน้า ทำให้ร่องรอยความชราปรากฏที่คอก่อนบริเวณอื่น ปัจจุบันคนก้มหน้าดูหน้าจอเป็นเวลานานมากขึ้น ทำให้เส้นแนวนอนเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย กล่าวคือริ้วรอยคอแนวนอนเกิดจากผิวบาง การเคลื่อนไหวซ้ำๆ และความยืดหยุ่นที่ลดลงมาประกอบกัน การเข้าใจลักษณะนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ฟิลเลอร์นุ่มฉีดตื้น

ทำไมต้องใช้ฟิลเลอร์นุ่ม?
ถ้าฟิลเลอร์บนใบหน้าเน้นเรื่องความแข็ง คอก็ตรงกันข้ามเลย ที่นี่ก็ยังใช้ค่า G-prime เป็นตัวชี้วัดความแข็งของฟิลเลอร์เช่นเดิม ถ้า G-prime สูงจะแข็งและเหมาะกับการสร้างปริมาตรในชั้นลึก ถ้า G-prime ต่ำจะนุ่มและเหมาะกับการเติมริ้วรอยเล็กๆ ในชั้นตื้นให้เรียบเนียน ริ้วรอยคอจึงเหมาะกับฝั่งที่ G-prime ต่ำ คือฟิลเลอร์นุ่ม
เหตุผลคือผิวคอบางและเคลื่อนไหวบ่อย ถ้าฉีดฟิลเลอร์แข็งลงในผิวบางแบบตื้นๆ จะจับตัวเป็นก้อนที่คลำได้ ถ้ารุนแรงอาจเกิด Tyndall effect คือฟิลเลอร์ที่ฉีดไปมองเห็นเป็นสีฟ้าอมเขียวใต้ผิว ดังนั้นที่คอจึงใช้ HA เนื้อนุ่มและความเข้มข้นต่ำอย่าง Belotero Soft ฉีดตื้นในปริมาณน้อย เป้าหมายไม่ใช่การสร้างปริมาตร แต่เพื่อเติมเส้นริ้วรอยและทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
ยังมีเหตุผลอีกข้อที่ทำให้ Belotero Soft เหมาะกับคอ คือผลิตภัณฑ์นี้ออกแบบมาให้เจลกระจายตัวสม่ำเสมอในผิว จึงเข้าที่ได้เรียบเนียนแม้ในบริเวณบางและบวมง่าย จึงใช้ได้กับบริเวณบางอย่างใต้ตาด้วย และคอก็เหมาะด้วยเหตุผลใกล้เคียงกัน ฟิลเลอร์นุ่มเหล่านี้มีแนวคิดใกล้เคียงกับสกินบูสเตอร์หรือหัตถการเติมความชุ่มชื้นผิว ที่กระจายเจลบางๆ ทั่วผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับผิวให้เรียบเนียน

อยู่ได้นานแค่ไหน?
ระยะเวลาที่ฟิลเลอร์นุ่มบริเวณคออยู่ได้ ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี มีข้อมูลว่ากลุ่ม Belotero ที่ใช้บนใบหน้าอยู่ได้ 8 ถึง 12 เดือน แต่ที่คออาจสั้นกว่านั้นเพราะเคลื่อนไหวบ่อยและฉีดตื้นกว่า เมื่อรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับฟิลเลอร์คอ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มต้องเติมซ้ำในช่วงประมาณ 1 ปี
จากการวิเคราะห์ที่รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับการใช้ HA ในริ้วรอยคอแนวนอน พบว่าช่วงห่างเฉลี่ยระหว่างการฉีดครั้งแรกกับการเติมครั้งถัดไปอยู่ที่ประมาณ 14 เดือน และประมาณครึ่งหนึ่งกลับมาเติมภายใน 1 ปี การทดลองที่ติดตามผลฟิลเลอร์คอนาน 1 ปี พบว่าความดีขึ้นที่เห็นในเดือนที่ 2 ยังคงมีนัยสำคัญไปจนถึงจุดครบ 1 ปี
ในทางปฏิบัติ ควรตั้งความคาดหวังไว้ว่าจะอยู่ได้สั้นกว่าฟิลเลอร์ที่ใบหน้าเล็กน้อย ความแตกต่างขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ ปริมาณที่ฉีด และความถี่ในการเคลื่อนไหวคอของแต่ละคน คนที่ก้มคอบ่อยหรือผิวบางมักหมดฤทธิ์เร็วกว่า จึงไม่ควรกำหนดระยะเวลาตายตัว แต่ควรสังเกตว่าผลลัพธ์จางลงมากน้อยแค่ไหนแล้วค่อยกำหนดเวลาเติม ทั้งนี้ยังไม่มีงานวิจัยขนาดใหญ่ที่วัดระยะเวลาของ Belotero Soft ที่ใช้เฉพาะที่คอโดยตรง ตัวเลขข้างต้นจึงเป็นแนวทางคร่าวๆ ที่อ้างอิงทั้งข้อมูลจากใบหน้าและงานวิจัยเกี่ยวกับฟิลเลอร์คอร่วมกัน

ต้องแบ่งฉีดกี่ครั้ง?
มาตรฐานของริ้วรอยคอคือแบ่งฉีดทีละน้อยหลายครั้ง แทนที่จะฉีดปริมาณมากในครั้งเดียว เพราะถ้าฉีดปริมาณมากในผิวบางในครั้งเดียว ความเสี่ยงที่จะเป็นก้อนหรือเห็นสีคล้ำจะสูงขึ้น การค่อยๆ สะสมทีละนิดหลายครั้งจะปลอดภัยและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า
จากงานวิจัยส่วนใหญ่มักฉีดประมาณ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 ถึง 4 สัปดาห์ การทดลองที่ใช้ HA แบบผสมผสานที่คอฉีด 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์ ส่วนวิธีสกินบูสเตอร์ฉีด 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์ จากการวิเคราะห์ที่รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าโดยทั่วไปฉีด 1 ถึง 5 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์เป็นที่นิยม เป็นแนวทางที่ฉีดครั้งแรกแล้วดูผลอีกครั้งประมาณหนึ่งเดือนก่อนเติมเพิ่ม
หลังจากแบ่งฉีดจนครบแล้ว ควรดูแลต่อเนื่องเป็นระยะเหมือนหัตถการเติมความชุ่มชื้นผิวหรือสกินบูสเตอร์ เพราะริ้วรอยคอมักกลับมาพับซ้ำได้ง่ายจากการเคลื่อนไหว จึงไม่ใช่ว่าเติมครั้งเดียวแล้วจบ แต่ควรมองเป็นการดูแลรักษาสภาพต่อเนื่อง ช่วงแรกฉีดทีละน้อยหลายครั้ง จากนั้นดูแลเป็นระยะห่างๆ จะเหมาะสมที่สุด การพยายามฉีดปริมาณมากในครั้งเดียวเพื่อให้เห็นผลเร็ว มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเป็นก้อนและเห็นสีคล้ำ เคล็ดลับคือไม่ต้องรีบร้อน
สรุปวิธีรักษาริ้วรอยคอตามสาเหตุได้ดังนี้
| วิธี | เป้าหมาย | หลักการ | จำนวนครั้ง | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| ฟิลเลอร์ HA นุ่ม | เติมเส้นแนวนอน | เติมเส้นในชั้นตื้น | ประมาณ 3 ครั้ง | ริ้วรอยแนวนอนที่ลึกและชัดเจน |
| สกินบูสเตอร์ เติมความชุ่มชื้นผิว | ปรับผิวโดยรวม | เพิ่มความชุ่มชื้นและผิวเรียบทั่วชั้นหนังแท้ | 3 ครั้ง ห่างกัน 3–4 สัปดาห์ | ผิวเสื่อมสภาพตื้นและเป็นวงกว้าง |
| โบท็อกซ์กล้ามเนื้อ platysma | ลดแนวยืนที่นูน | คลายกล้ามเนื้อ | ตามความจำเป็น | แนวยืนที่นูนออกมา |

ได้ผลจริงหรือไม่?
จากหลักฐานที่มี ผลลัพธ์ค่อนข้างเป็นบวก การวิเคราะห์ที่รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับ HA ในริ้วรอยคอแนวนอน พบว่าระดับริ้วรอยและความพึงพอใจดีขึ้นอย่างชัดเจน ตัวชี้วัดความชุ่มชื้นและความหยาบของผิวก็ดีขึ้นด้วย การทดลองที่ใช้ HA แบบผสมผสานที่คอ พบว่าระดับริ้วรอยลดลงจากก่อนทำ และดีขึ้นมากกว่าการใช้โบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวในบริเวณเดียวกัน
งานวิจัยที่ใช้สกินบูสเตอร์บริเวณใบหน้า คอ และหน้าอกส่วนบน พบว่าความลึกของริ้วรอย ความชุ่มชื้น และความหยาบของผิวดีขึ้นในหลายช่วงเวลา และผลลัพธ์คงอยู่ต่อเนื่องไปหลายเดือน แสดงว่า HA เนื้อนุ่มทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือเติมเส้นริ้วรอยและยกระดับคุณภาพผิวไปพร้อมกัน
แต่ถ้าพูดตรงๆ หลักฐานเกี่ยวกับฟิลเลอร์คอยังไม่แน่นหนามากนัก งานวิจัยส่วนใหญ่มีผู้เข้าร่วมจำนวนน้อยหรือเป็นรายงานผู้ป่วยเฉพาะราย การทดลองเปรียบเทียบขนาดใหญ่ยังมีน้อย แม้ผลลัพธ์จากหลายงานวิจัยจะออกมาดีสม่ำเสมอ แต่ควรรู้ไว้ว่าหลักฐานยังไม่แน่นหนาเท่าฟิลเลอร์ใบหน้า ดังนั้นควรมองว่านี่เป็นการดูแลให้ริ้วรอยจางลงอย่างเห็นได้ชัด มากกว่าจะเป็นหัตถการที่กำจัดริ้วรอยให้หายขาด การตั้งความคาดหวังไว้ที่การดูแลต่อเนื่องจะเหมาะสมกว่าการคาดหวังผลลัพธ์ที่มากเกินไป

Tyndall effect และความปลอดภัยเป็นอย่างไร?
ผลข้างเคียงที่ต้องระวังมากที่สุดในฟิลเลอร์คอคือ Tyndall effect ถ้าฉีดฟิลเลอร์ตื้นเกินไปหรือปริมาณมากเกินไปในผิวบาง อนุภาค HA จะกระเจิงแสงจนบริเวณนั้นดูเป็นสีฟ้าอมเขียวใต้ผิว งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ใช้ HA ที่คอก็รายงานว่าพบอาการนี้ในผู้เข้าร่วมบางราย ดังนั้นความชำนาญในการฉีดตื้น ปริมาณน้อย และกระจายให้สม่ำเสมอจึงสำคัญมาก
โชคดีที่ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เบาและเป็นเพียงชั่วคราว จากการรวบรวมงานวิจัยหลายชิ้น ส่วนใหญ่พบเพียงรอยช้ำ บวม หรือเจ็บเมื่อกด ส่วนปัญหาที่รุนแรงพบได้น้อยมาก ที่สำคัญที่สุดคือฟิลเลอร์ที่ใช้ที่คอเป็น HA แม้เกิด Tyndall effect หรือเป็นก้อน ก็สามารถละลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสให้กลับคืนสภาพเดิมได้ ความสามารถในการย้อนกลับนี้เองที่เป็นมาตรการความปลอดภัยที่แท้จริงของการใช้ HA
ริ้วรอยคอมักไม่ได้จบด้วยฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียว แต่มักทำร่วมกับหัตถการอื่น ถ้าเป็นแนวยืนที่นูนจากกล้ามเนื้อ ใช้โบท็อกซ์ที่กล้ามเนื้อ platysma ถ้าผิวเสื่อมสภาพตื้นและเป็นวงกว้าง ใช้สกินบูสเตอร์ ถ้าเป็นเส้นแนวนอนที่ลึกและชัดเจน การเติมด้วยฟิลเลอร์นุ่มโดยตรงจะเหมาะสมที่สุด ควรแยกก่อนว่าริ้วรอยคอของตัวเองเป็นแบบไหน แล้วเลือกวิธีที่เหมาะสมหรือทำร่วมกันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน คอเป็นบริเวณที่บางและบอบบางกว่าใบหน้า การเลือก HA ที่ฉีดตื้น ปริมาณน้อย และสามารถละลายกลับคืนได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยที่สุด
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ฟิลเลอร์คาง E-line ทำไมคางสั้นต้องใช้ฟิลเลอร์แข็ง แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน
เมื่อคางที่หุบเข้าไปทำให้ปากดูยื่นในมุมข้าง ฟิลเลอร์คางช่วยดันคางให้ยื่นออกมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ฟิลเลอร์แข็งแทนฟิลเลอร์นุ่มที่ใช้กับแก้มหรือปาก ใช้ผลิตภัณฑ์ไหน อยู่ได้นานแค่ไหน และปลอดภัยแค่ไหน อ้างอิงจากงานวิจัยจริง
By Dr. Kim

Hyaluronidase ยาละลายฟิลเลอร์ ใช้เมื่อไหร่และต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่?
Hyaluronidase คือเอนไซม์ที่ย่อยสลาย HA ฟิลเลอร์ ตั้งแต่ก้อนนูน ปรากฏการณ์ Tyndall ไปจนถึงเหตุฉุกเฉินหลอดเลือดอุดตัน บทความนี้อธิบายแต่ละสถานการณ์ที่ใช้ เหตุผลเบื้องหลังการกำหนดขนาดยาโดยอ้างอิงจากจำนวนขวด ความเสี่ยงการแพ้ที่ควรระวัง และเวลาที่เหมาะสมในการฉีดฟิลเลอร์ซ้ำ โดยอิงจากเกณฑ์ทางคลินิกจริง
By Dr. Lee

ปาน Hori (ABNOM) ทำไมครีมไม่ช่วย และต้องเลเซอร์กี่ครั้ง
ABNOM หรือปาน Hori คือรอยสีเทาอมฟ้าที่ขึ้นบนแก้มและโหนกแก้มทั้งสองข้าง เม็ดสีฝังในชั้นหนังแท้ชั้นลึก ต่างจากฝ้าที่อยู่ชั้นหนังกำพร้า ครีมและยากินจึงเข้าไม่ถึง การรักษาหลักคือเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG 1064nm ที่ต้องทำค่ามัธยฐาน 11 ครั้ง บทความนี้อธิบายความแตกต่างจากฝ้า จำนวนครั้งที่ต้องทำ ความเสี่ยงรอยดำหลังเลเซอร์ และการวางแผนเมื่อมีฝ้าร่วมด้วย
By Dr. Lee