ฟิลเลอร์คาง E-line ทำไมคางสั้นต้องใช้ฟิลเลอร์แข็ง แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Kim2 min read

เวลาถ่ายรูปด้านข้าง ถ้าคางหุบเข้าไปด้านหลัง ปากจะดูยื่นออกมาและหน้าดูอ่อนแอ ไม่ต้องไปแตะจมูกหรือปากเลย แค่ดันปลายคางให้ยื่นออกมานิดหน่อยก็ทำให้เส้นข้างหน้าดูเรียบขึ้นได้มาก วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือการฉีดฟิลเลอร์ที่ปลายคาง
แต่ฟิลเลอร์คางจะใช้ตัวไหนก็ได้ไม่ได้ ถ้าเอาฟิลเลอร์นุ่มที่ใช้กับแก้มหรือปากมาฉีดที่คาง จะกระจายตัวและหย่อนลงเร็ว ทำให้ไม่ได้รูปทรงที่ต้องการ เพราะปลายคางเป็นจุดที่ต้องทำหน้าที่แทนกระดูก คอยดันโครงหน้าให้ตั้งขึ้น จึงต้องใช้ฟิลเลอร์ที่แข็งกว่า บทความนี้จะอธิบายทีละเรื่องจากงานวิจัยจริง ว่าทำไมต้องใช้ฟิลเลอร์แข็ง ใช้ผลิตภัณฑ์ไหน ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน ปลอดภัยแค่ไหน และคางสั้นแบบไหนที่เหมาะกับฟิลเลอร์ กับแบบไหนที่ต้องผ่าตัด

E-line คืออะไรกันแน่?
E-line คือเส้นตรงสมมติที่ลากจากปลายจมูกไปถึงปลายคางเมื่อมองจากด้านข้าง เป็นเส้นอ้างอิงที่ทันตแพทย์จัดฟัน Ricketts เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1968 ใช้ดูว่าริมฝีปากอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเส้นนี้ โดยทั่วไปถือว่าใบหน้าด้านข้างจะดูกลมกลืนเมื่อริมฝีปากบนอยู่หลังเส้นนี้ประมาณ 4mm และริมฝีปากล่างอยู่หลังประมาณ 2mm
ถ้าปลายคางหุบเข้าไปด้านหลัง หรือที่เรียกว่าคางสั้น ริมฝีปากจะดูยื่นออกมาข้างหน้าเส้นนี้มากกว่าปกติ ทั้งที่จริงแล้วปากไม่ได้ยื่นเลย แต่ภาพรวมของหน้าด้านข้างกลับดูเหมือนปากยื่น พอดันปลายคางให้ยื่นออกมา สัดส่วนระหว่างจมูก ปาก และคางก็จะลงตัว ทำให้เส้นข้างหน้าดูเรียบเนียนขึ้น
แต่คางสั้นก็ไม่ได้เหมือนกันทุกคน บางคนเนื้อเยื่อไม่พอ บางคนปลายกระดูกคางเล็กไปนิดหน่อย และบางคนกระดูกคางเล็กหรือถอยร่นไปมากจริงๆ ฟิลเลอร์จะเหมาะกับกรณีที่เนื้อเยื่อไม่พอหรือปลายกระดูกเล็กเพียงเล็กน้อย ถ้ากระดูกคางถอยร่นไปมาก จะอยู่ในขอบเขตของการผ่าตัดกระดูกมากกว่า ดังนั้นควรแยกให้ชัดก่อนว่าคางของตัวเองเป็นแบบไหน เพราะแม้หน้าตาจะดูคล้ายกัน แต่ถ้าสาเหตุต่างกัน วิธีรักษาที่เหมาะสมก็ต่างกันไปด้วย จึงไม่ควรรีบฉีดฟิลเลอร์ทันที ควรถ่ายรูปหน้าด้านข้างเพื่อดูตำแหน่งของคาง ปาก และจมูกไปพร้อมกันก่อน

ทำไมต้องใช้ฟิลเลอร์แข็ง?
ฟิลเลอร์แต่ละตัวมีความแข็งไม่เท่ากัน ค่าที่บอกความแข็งนี้เรียกว่า G-prime พูดง่ายๆ คือแรงที่เจลพยายามดีดตัวกลับสู่รูปเดิมหลังถูกกด ถ้า G-prime สูง เจลจะแข็ง คงรูปได้แม้ถูกกด และมีแรงดันขึ้นสูง ถ้า G-prime ต่ำ เจลจะนุ่ม กระจายเข้ากับเนื้อเยื่อได้ดี ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ แต่แรงในการสร้างโครงสร้างจะอ่อนกว่า
ปลายคางเป็นจุดที่ต้องทำหน้าที่แทนกระดูก คอยดันโครงหน้าด้านข้างให้ตั้งขึ้น ถ้าฉีดฟิลเลอร์นุ่มลงไปตรงนี้จะเกิดอะไรขึ้น ระหว่างเคี้ยว พูด หรือทำหน้า เจลจะถูกกดจนกระจายไปด้านข้างและหย่อนลงด้านล่าง แทนที่จะได้คางแหลมคมตามต้องการ กลับกลายเป็นคางป้านๆ หรือปริมาตรกระจายไม่เป็นรูปทรง
ด้วยเหตุนี้ บริเวณที่ต้องทำหน้าที่แทนกระดูกอย่างปลายคาง จึงมาตรฐานคือใช้ฟิลเลอร์ที่มี G-prime สูงและแข็ง งานวิจัยที่ศึกษาคุณสมบัติของฟิลเลอร์ก็สรุปตรงกันว่า ฟิลเลอร์ G-prime สูงเหมาะกับการฉีดชั้นลึกหรือบนกระดูกเพื่อสร้างปริมาตรและแรงพยุง ส่วนฟิลเลอร์ G-prime ต่ำเหมาะกับการฉีดชั้นตื้นเพื่อเติมริ้วรอยเล็กๆ พูดง่ายๆ คือแก้มหรือปากต้องเติมด้วยเจลนุ่มถึงจะดูเป็นธรรมชาติ แต่ปลายคางต้องพยุงด้วยเจลแข็งถึงจะได้รูปทรง แม้จะเป็นส่วนผสมฟิลเลอร์ตัวเดียวกัน แต่พอเปลี่ยนตำแหน่งที่ฉีด ความเหมาะสมก็เปลี่ยนไปด้วย หัวใจสำคัญคือการเลือกความแข็งให้เหมาะกับตำแหน่งนั้นๆ

ใช้ฟิลเลอร์ตัวไหนดี?
ฟิลเลอร์แข็งที่ใช้กับปลายคางแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือฟิลเลอร์ HA ที่มี G-prime สูง เช่น Volux, Voluma, Restylane Lyft โดยเฉพาะ Volux เป็นฟิลเลอร์ HA ตัวแรกที่ FDA สหรัฐฯ อนุมัติให้ใช้ปรับรูปทรงแนวขากรรไกร และใช้ที่ปลายคางได้ด้วย ข้อดีสำคัญของฟิลเลอร์ HA คือถ้าไม่พอใจผลลัพธ์หรือเกิดปัญหา สามารถฉีดเอนไซม์ hyaluronidase (ไฮยาลูโรนิเดส) เพื่อละลายฟิลเลอร์ให้กลับคืนสภาพเดิมได้
อีกกลุ่มคือฟิลเลอร์ CaHA หรือ Radiesse เป็นฟิลเลอร์ฉีดที่มี G-prime สูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง จึงมีจุดเด่นในการสร้างโครงคางที่ชัดเจน และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกันเมื่อเวลาผ่านไป แต่ปัจจุบันยังไม่มียาที่ละลาย CaHA ได้ เมื่อฉีดไปแล้วจึงย้อนกลับได้ยาก ความชำนาญของแพทย์ผู้ฉีดจึงยิ่งสำคัญมากขึ้น
ถ้าอยากเผื่อทางแก้ไขไว้ ฟิลเลอร์ HA แข็งจะเหมาะกว่า แต่ถ้าอยากได้โครงคางที่ชัดเจนพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน CaHA จะตอบโจทย์มากกว่า ไม่ว่าจะเลือกตัวไหน หลักการที่เหมือนกันคือต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่แข็ง ไม่ใช่ฟิลเลอร์นุ่ม ควรพิจารณาจากสภาพคางของตัวเอง ระดับที่ต้องการ และความเป็นไปได้ในการแก้ไขย้อนกลับไปพร้อมกัน การเลือกตามความแข็งที่เหมาะกับเนื้อเยื่อของตัวเองและความสามารถในการย้อนกลับ จะปลอดภัยกว่าการเลือกตามราคาหรือกระแสนิยม ถ้าเป็นครั้งแรก ฟิลเลอร์ HA ที่ละลายได้หากเกิดปัญหาจะทำให้อุ่นใจกว่า
สรุปฟิลเลอร์ที่นิยมใช้กับปลายคางเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ได้ดังนี้
| ฟิลเลอร์ | ชนิด | ความแข็ง | ย้อนกลับได้ | ระยะเวลาที่อยู่ | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|---|
| Volux | HA | แข็งมาก | ได้ | ประมาณ 24 เดือน | โครงขากรรไกรและปลายคาง |
| Voluma | HA | แข็ง | ได้ | 12–18 เดือน | ปริมาตรชั้นลึกและปลายคาง |
| Restylane Lyft | HA | แข็งปานกลางถึงสูง | ได้ | ประมาณ 12 เดือน | พยุงชั้นความลึกปานกลาง |
| Radiesse | CaHA | แข็งที่สุด | ยาก | 12–18 เดือน | โครงคางชัดเจนและกระตุ้นคอลลาเจน |

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
ฟิลเลอร์คางจะฉีดลงในชั้นลึก คือบริเวณเหนือเยื่อหุ้มกระดูกโดยตรง เพราะถ้าฉีดตื้นเกินไปจะกระจายตัวง่ายและเสี่ยงโดนเส้นเลือดมากขึ้น เมื่อฝังตัวอยู่ในชั้นลึกและแข็งแรง ก็จะอยู่ได้นานกว่าบริเวณผิวบางอื่นๆ ของใบหน้า
ถ้าดูเป็นตัวเลข งานวิจัยที่ใช้ Volux ฉีดที่ปลายคาง พบว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้นยังคงอยู่ในทางคลินิกได้นานถึง 24 เดือน แม้ผ่านไป 1 ปีแล้วก็ยังเหลืออยู่มากพอสมควร ส่วน Radiesse ที่ใช้ปรับแนวขากรรไกรก็มีรายงานว่าอยู่ได้นานและปลอดภัย แน่นอนว่านี่เป็นแนวโน้มเฉลี่ย ระยะเวลาที่อยู่ได้จริงจะแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ ปริมาณที่ฉีด และอัตราการเผาผลาญของแต่ละคน
คางเป็นจุดที่อยู่ได้ดีกว่าบริเวณที่เคลื่อนไหวบ่อยอย่างริมฝีปาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะค่อยๆ ถูกดูดซึมไปเช่นกัน จึงควรดูแลด้วยการเติมเสริมเมื่อเริ่มสังเกตว่ารูปทรงเริ่มลดลง การฉีดในปริมาณที่พอดีแล้วค่อยเติมทีหลังเมื่อจำเป็น จะดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัยกว่าการฉีดเผื่อไว้เยอะๆ ในครั้งเดียวเพื่อให้อยู่ได้นาน อีกจุดที่ควรจำไว้คือ ถ้าเติมก่อนที่ฟิลเลอร์จะหมดไปทั้งหมด จะใช้ปริมาณน้อยกว่าในการรักษารูปทรงไว้ได้ แทนที่จะรอให้หมดแล้วเริ่มใหม่ทั้งหมด การค่อยๆ เติมตอนที่ยังเหลืออยู่จะคุ้มค่ากว่าและได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่า

ผลลัพธ์จริงเป็นอย่างไร?
มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับเรื่องนี้ การทดลองแบบสุ่มระยะที่ 3 ที่ใช้ Volux แก้ไขคางหุบ แบ่งผู้เข้าร่วม 148 คนเป็นกลุ่มที่ฉีดจริงและกลุ่มควบคุม ติดตามผลนาน 24 สัปดาห์ พบว่ามุมที่ลากจากหน้าผาก ใต้จมูก ไปถึงปลายคางเมื่อมองจากด้านข้าง ดีขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มที่ฉีดจริง ขณะที่กลุ่มควบคุมแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ตัวชี้วัดความพึงพอใจก็ชัดเจนไม่แพ้กัน ที่สัปดาห์ที่ 24 อัตราการดีขึ้นตามการประเมินของแพทย์อยู่ที่ 92.6% ในกลุ่มที่ฉีดจริง ต่างจากกลุ่มควบคุมที่มีเพียง 4.2% อัตราการดีขึ้นที่ผู้เข้าร่วมประเมินด้วยตัวเองก็สูงถึง 95.7% เมื่อดูจากมาตรวัดระดับความหุบของคาง กลุ่มที่ฉีดจริง 78.7% มีอาการดีขึ้น คะแนนความพึงพอใจต่อใบหน้าโดยรวมของกลุ่มที่ฉีดจริงอยู่ที่ 70.4 คะแนน สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ 34.9 คะแนน
ผลลัพธ์นี้ยังคงอยู่มากพอสมควรจนถึงสัปดาห์ที่ 52 หรือครบ 1 ปี ความเจ็บระหว่างทำอยู่ที่ประมาณ 2.6 จากคะแนนเต็ม 10 ถือว่าเบามาก ปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีดส่วนใหญ่หายไปภายใน 2 สัปดาห์ และไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงหรือผู้เข้าร่วมที่ต้องถอนตัวกลางคัน เมื่อดูจากตัวเลขเหล่านี้ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมฟิลเลอร์ถึงถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการแก้ไขคางหุบ แต่ก็ควรคำนึงไว้ว่าตัวเลขนี้ได้มาจากการทดลองที่ออกแบบมาอย่างดีและทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไปตามแพทย์ผู้ฉีด ปริมาณที่ใช้ และสภาพของแต่ละคน

ปลอดภัยแค่ไหน และควรทำร่วมกับอะไร?
บริเวณคางและขากรรไกรล่างมีเส้นเลือดพาดผ่านหนาแน่น ถ้าฟิลเลอร์เข้าไปในเส้นเลือดโดยไม่ตั้งใจ อาจทำให้เกิดการอุดตันหรือเนื้อเยื่อเสียหายได้ จึงเป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ หลักการคือต้องฉีดลงชั้นลึกเหนือกระดูก ทีละน้อยและช้าๆ อย่างที่กล่าวไปแล้ว ถ้าเป็นฟิลเลอร์ HA แม้เกิดปัญหาก็สามารถละลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสให้กลับคืนสภาพเดิมได้ และยิ่งใช้ยาละลายเร็วเท่าไหร่ การฟื้นตัวก็จะยิ่งดีเท่านั้น
นอกจากนี้ยังอาจเกิดการติดเชื้อ ก้อนไตแข็งที่เกิดขึ้นภายหลัง หรืออาการบวมได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง ถ้าทำตามหลักพื้นฐานคือการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง ใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ และฉีดโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ความเสี่ยงก็จะลดลงไปมาก
ฟิลเลอร์คางใช้เดี่ยวๆ ก็ได้ แต่ถ้าทำร่วมกับหัตถการอื่น ทั้งใบหน้าด้านข้างและด้านตรงก็จะดูลงตัวมากขึ้น คางสั้นแก้ด้วยฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มความยาวหน้า-หลัง ส่วนกรามใหญ่ลดด้วยโบท็อกซ์กล้ามเนื้อกรามเพื่อลดความกว้างซ้าย-ขวา เมื่อทำร่วมกันจะทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูเรียวและมีมิติมากขึ้น หากมุมปากตกก็อาจเสริมโบท็อกซ์เพื่อปรับเส้นให้เรียบขึ้นด้วย ควรดูร่วมกันว่าใบหน้าของตัวเองต้องปรับตรงจุดไหนถึงจะได้ E-line ที่สวยงาม สุดท้ายแล้วหัวใจของฟิลเลอร์คางคือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่แข็งพอ ฉีดในความลึกที่ถูกต้องด้วยปริมาณที่เหมาะสม และทำร่วมกับโบท็อกซ์เมื่อจำเป็น เพราะภาพถ่ายด้านข้างเพียงภาพเดียวสามารถเปลี่ยนความประทับใจได้ทั้งหมด การวางแผนอย่างรอบคอบโดยไม่รีบร้อนจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ฟิลเลอร์ริ้วรอยคอแนวนอน ทำไมต้องใช้ฟิลเลอร์นุ่มอย่าง Belotero Soft ฉีดตื้น และต้องแบ่งฉีดกี่ครั้ง?
เมื่อจะเติมฟิลเลอร์ในริ้วรอยคอแนวนอน ทำไมถึงต้องใช้ฟิลเลอร์นุ่มอย่าง Belotero Soft ฉีดตื้นและน้อยๆ แทนที่จะใช้ฟิลเลอร์แข็งแบบที่ใช้กับคางหรือแก้ม บทความนี้อธิบายระยะเวลาที่อยู่ได้ จำนวนครั้งที่ต้องฉีด ปัญหา Tyndall effect และความปลอดภัย อ้างอิงจากงานวิจัยจริง
By Dr. Kim

ร่องแก้มต้องหาสาเหตุก่อน ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และคอลลาเจนช่วยได้แค่ไหนและอยู่นานเท่าไร
ร่องแก้มของคุณเกิดจากผิวหย่อนคล้อย ปริมาตรที่ยุบหาย หรือผิวที่แก่ลง เพราะสาเหตุต่างกันทำให้ต้องเลือกระหว่างฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนต่างกัน บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่ายว่าแต่ละแบบเหมาะกับใคร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ไปจนถึงความปลอดภัยของเส้นเลือดข้างจมูก โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

วิตามินซีเซรั่ม ใช้แล้วผิวดีขึ้นจริงไหม ตั้งแต่สารต้านอนุมูลอิสระ ฝ้า จุดด่างดำ ไปจนถึงวิธีทาและการเก็บรักษาที่ถูกต้อง
วิตามินซีเซรั่มทำอะไรให้ผิวได้บ้าง ทั้งต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นคอลลาเจน และลดเม็ดสี เลือกรูปแบบไหนดี ดูความเข้มข้นและค่า pH อย่างไร ใช้คู่กับกันแดดแล้วได้ผลแค่ไหน พร้อมลำดับการทาที่ถูกต้อง รวมตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee