ริ้วรอยรอบปากและรอยบาร์โค้ดเหนือริมฝีปากเกิดจากอะไร แก้ได้ด้วยฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ และเลเซอร์อย่างไร?
By Dr. Kim2 min read

ริ้วรอยเส้นตั้งเล็กๆ ที่ขึ้นเหนือและใต้ริมฝีปาก หลายคนเรียกกันว่ารอยบาร์โค้ด เพราะเส้นเรียงถี่ๆ ดูคล้ายบาร์โค้ดบนสินค้า บางคนก็เรียกว่ารอยแมว เพราะเห็นชัดตอนยิ้มแล้วมีริ้วรอยเล็กๆ รอบปาก ปกติแล้วหลายคนไม่ค่อยสังเกตจนกระทั่งลิปสติกเริ่มซึมเข้าไปตามร่องริ้วรอย ถึงจะเริ่มกังวล
แต่ริ้วรอยแบบนี้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว กล้ามเนื้อรอบปากที่หุบเข้าซ้ำๆ ทุกวัน คอลลาเจนใต้ผิวที่ลดลงตามอายุ รวมถึงแสงแดดและการสูบบุหรี่ที่ซ้ำเติมเข้าไปอีก ดังนั้นวิธีแก้จึงต่างกันไปตามสาเหตุ บางคนต้องเติมเต็มด้วยฟิลเลอร์ บางคนต้องคลายกล้ามเนื้อด้วยโบท็อกซ์ บางคนต้องปรับผิวด้วย Radiesse หรือเลเซอร์ บทความนี้จะพาไปดูทีละวิธีว่าทำงานอย่างไร มีผลลัพธ์แค่ไหนตามงานวิจัย และเรื่องความปลอดภัยของเส้นเลือดรอบปากกับการออกเสียงที่ต้องระวัง

ริ้วรอยรอบปากเกิดจากอะไรกันแน่?
สาเหตุแรกคือกล้ามเนื้อ รอบปากของเรามีกล้ามเนื้อวงกลมชื่อ orbicularis oris ทำหน้าที่หุบริมฝีปาก กล้ามเนื้อตัวนี้หดตัวตลอดเวลาที่พูด ดูดหลอด หรือยิ้ม เหมือนกับกระดาษที่พับซ้ำจุดเดิมบ่อยๆ จนเกิดรอยพับติดถาวร กล้ามเนื้อที่หุบซ้ำจุดเดิมนานวันเข้าก็ทำให้เกิดเส้นตั้งเช่นกัน คนที่ยิ้มบ่อยหรือห่อปากบ่อยจึงมักเห็นเส้นเหล่านี้เร็วกว่าคนอื่น
สาเหตุที่สองคือความเสื่อมของผิวหนังเอง เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนในชั้นหนังแท้ลดลง ผิวเหนือริมฝีปากบางลง ไขมันและกระดูกที่รองรับใต้ผิวก็เสื่อมลงตาม เมื่อแรงพยุงจากด้านในหายไป ริ้วรอยเล็กๆ ก็ยิ่งเห็นชัด นอกจากนี้ผิวเหนือริมฝีปากมีต่อมไขมันน้อยอยู่แล้ว จึงแห้งง่ายและเห็นริ้วรอยก่อนบริเวณอื่น ขอบริมฝีปากที่เคยคมชัดก็เริ่มเบลอ ทำให้เส้นตั้งดูยาวขึ้นไปอีก
แสงแดดกับบุหรี่เป็นตัวเร่งให้ทุกอย่างแย่ลงเร็วขึ้น รังสี UV ตัดสายคอลลาเจนในผิว ส่วนควันบุหรี่ทำให้ต้องหุบปากซ้ำๆ ตอนสูบ แถมยังลดเลือดที่มาเลี้ยงผิวอีกด้วย สุดท้ายแล้วริ้วรอยรอบปากจึงเป็นผลรวมของทั้งกล้ามเนื้อที่พับซ้ำและผิวที่เสื่อมไปพร้อมกัน การจะใช้วิธีเดียวแก้ให้หายเกลี้ยงจึงไม่ค่อยตอบโจทย์เท่ากับการดูว่าสาเหตุไหนเด่นกว่าแล้วเลือกวิธีให้ตรงจุด

ฟิลเลอร์ HA เติมชั้นผิวตื้นได้อย่างไร?
เวลาที่อยากเติมเต็มร่องริ้วรอยทันที ตัวเลือกที่ใช้กันบ่อยที่สุดคือฟิลเลอร์ HA (hyaluronic acid) ฉีดเข้าชั้นหนังแท้ตื้นในปริมาณน้อย เพื่อเติมเส้นตั้งโดยตรง หรือฉีดตามแนวขอบริมฝีปากที่เบลอไปให้กลับมาคมชัด ผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันทีคือผิวเรียบขึ้น ถ้าจำเป็นก็อาจฉีดพยุงมุมปากที่ตกลงมาด้วยเพื่อให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น

จุดสำคัญคือความนุ่มของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ เพราะรอบริมฝีปากเป็นบริเวณที่ขยับตลอดเวลาทั้งตอนพูดและยิ้ม ถ้าใช้ฟิลเลอร์ที่แข็งเกินไปจะรู้สึกอึดอัดและคลำเจอเป็นก้อนได้ง่าย จึงต้องเลือกเนื้อเจลที่นุ่มเหมือนวุ้นและกระจายตัวได้ดี แล้วฉีดในชั้นตื้น หนึ่งในตัวเลือกที่นุ่มและออกแบบมาสำหรับชั้นตื้นโดยเฉพาะคือ Belotero Soft เนื้อเจลละเอียดและยืดหยุ่นสูง จึงกระจายเป็นชั้นบางๆ ได้ดีในจุดที่ละเอียดอ่อนอย่างริ้วรอยเล็กๆ แบบนี้ ไม่ค่อยเห็นเป็นก้อนหรือนูนใต้ผิว

ผลลัพธ์นี้มีข้อมูลวิจัยรองรับ การศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม (202 คน) ที่ทำในบริเวณริ้วรอยรอบปาก พบว่าฝั่งที่ฉีดฟิลเลอร์ริ้วรอยดีขึ้นถึง 80.7% ในสัปดาห์ที่ 8 ขณะที่ฝั่งไม่ได้ฉีดดีขึ้นเพียง 7.8% และเมื่อผ่านไป 1 ปี ก็ยังคงเห็นผลอยู่ 66% ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นที่ดูเฉพาะริ้วรอยเหนือริมฝีปากพบอัตราความสำเร็จ 80.2% เทียบกับ 11.9% และผลอยู่ได้นานราว 6 เดือน อีกจุดที่ทำให้ฟิลเลอร์ HA เป็นตัวเลือกที่สบายใจสำหรับคนเริ่มทำครั้งแรกคือ ถ้าไม่พอใจผลลัพธ์หรือมีปัญหา สามารถฉีด hyaluronidase เอนไซม์ที่ละลาย HA เพื่อแก้ไขกลับคืนได้
โบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อรอบปากแล้วเปลี่ยนแปลงยังไง?
ถ้าฟิลเลอร์คือการเติมเต็มจุดที่ยุบไป โบท็อกซ์จะเข้าไปจัดการที่ต้นตอคือกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอย เมื่อกล้ามเนื้อ orbicularis oris หุบแรงๆ เส้นตั้งก็ยิ่งพับลึก การลดแรงหดของกล้ามเนื้อนี้ลงเล็กน้อยจึงช่วยให้รอยพับตื้นขึ้น และเป็นผลพลอยได้ให้ขอบริมฝีปากบานออกเล็กน้อยจนดูอวบอิ่มขึ้นด้วย
เรื่องสำคัญที่สุดคือปริมาณที่ใช้ เพราะรอบปากเป็นบริเวณที่ทำหน้าที่ทั้งพูดและแสดงสีหน้า แม้ฉีดเกินไปนิดเดียวก็สังเกตเห็นได้ ถ้ากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรงเกินไปจริงๆ จะพูดคำที่ต้องห่อปาก เช่น ป หรือ บ ไม่ชัด และดูดหลอดหรือผิวปากลำบากขึ้น ดังนั้นการฉีดปริมาณน้อยและแบ่งฉีดให้สมมาตรทั้งสองข้างเหนือแนวขอบริมฝีปากจึงเป็นหัวใจสำคัญ
ต้องมองทั้งข้อดีและข้อจำกัดไปพร้อมกัน งานวิจัยในผู้เข้าร่วม 18 คนที่ฉีดโบท็อกซ์รอบปากพบว่าริ้วรอยดูนุ่มขึ้นและริมฝีปากอวบขึ้น และ 72% เลือกทำซ้ำต่อ สะท้อนว่าความพึงพอใจอยู่ในระดับที่ดี แต่ผลมักอยู่ได้เพียง 3 ถึง 4 เดือนแล้วต้องฉีดใหม่ และริ้วรอยที่ตั้งลึกอยู่แล้วก็ยังต้องพึ่งการเติมเต็มร่วมด้วย ไม่ใช่คลายกล้ามเนื้ออย่างเดียวแล้วจบ ด้วยเหตุนี้โบท็อกซ์จึงมักใช้ควบคู่กับฟิลเลอร์หรือ Radiesse มากกว่าจะทำเดี่ยวๆ
| หัวข้อ | สาระสำคัญ |
|---|---|
| เป้าหมาย | กล้ามเนื้อรอบปากทำงานมากเกินไป |
| ปริมาณ | น้อย ฉีดสมมาตรสองข้าง |
| ถ้าฉีดมากไป | พูดไม่ชัด ดูดหลอดลำบาก |
| ระยะเวลาอยู่ได้ | 3-4 เดือน |

Radiesse ช่วยให้ผิวมีเนื้อและความยืดหยุ่นได้อย่างไร?
Radiesse คือฟิลเลอร์ชนิด CaHA (calcium hydroxylapatite) ผสมอนุภาคแคลเซียมเล็กๆ ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในกระดูกและฟันของเราไว้ในเนื้อเจล จึงทำงานสองอย่างพร้อมกัน ขั้นแรกเจลจะเข้าไปเติมเต็มจุดที่ยุบทันที จากนั้นอนุภาคแคลเซียมจะค่อยๆ กระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ใต้ผิวให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่ คล้ายกับการหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้แล้วรอให้ต้นอ่อนงอกตามมาทีหลัง

สำหรับบริเวณบางและละเอียดอ่อนอย่างริ้วรอยรอบปาก มักใช้เทคนิค hyperdilute คือเจือจาง Radiesse ด้วยน้ำเกลือจนใสเหมือนน้ำ แทนที่จะฉีดเป็นก้อนลึกๆ ก็กระจายบางๆ เป็นวงกว้าง วิธีนี้จึงไม่ได้เน้นเพิ่มปริมาตรมาก แต่ช่วยยกระดับเนื้อผิวและความยืดหยุ่นขึ้นมา
ข้อมูลสนับสนุนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยที่ฉีด Radiesse แบบ hyperdilute รอบปาก 2 ครั้ง ในผู้เข้าร่วม 12 คน พบว่า 83% มีระดับริ้วรอยดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับ และแพทย์ผู้ทำหัตถการประเมินว่าดีขึ้นถึง 91% ส่วนงานวิจัยที่ตรวจเนื้อเยื่อบริเวณลำคอพบว่าคอลลาเจนเพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่ 4 เดือน ส่วนเส้นใยอีลาสตินและหลอดเลือดใหม่เพิ่มขึ้นชัดเจนช่วง 4 ถึง 7 เดือน แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องรู้ไว้เสมอ คือ Radiesse ต่างจากฟิลเลอร์ HA ตรงที่ hyaluronidase ละลายไม่ได้ จึงต้องเริ่มจากปริมาณน้อยและฉีดชั้นตื้นอย่างระมัดระวังตั้งแต่ต้น

เลเซอร์และสกินบูสเตอร์ช่วยปรับเนื้อผิวได้อย่างไร?
ถ้าฟิลเลอร์คือการเติมเต็มและโบท็อกซ์คือการคลายกล้ามเนื้อ เลเซอร์กับสกินบูสเตอร์จะเข้าไปดูแลที่พื้นผิวของผิวหนังเองโดยตรง เหมาะกับกรณีที่รอยพับอยู่มานานจนเนื้อผิวเริ่มหยาบกร้านไปด้วย
เลเซอร์ fractional จะสร้างช่องความร้อนเล็กๆ ถี่ๆ บนผิวหนัง ระหว่างที่ผิวสมานตัว คอลลาเจนใหม่ก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาแทนที่ งานวิจัยที่ใช้เลเซอร์ fractional CO2 กับผิวที่เสื่อมจากแดดพบว่าผ่านไป 6 เดือน ริ้วรอยดีขึ้นเฉลี่ย 52.5% เนื้อผิวดีขึ้น 56% และภาพรวมของผิวดีขึ้น 61.5% จุดเด่นของเลเซอร์คือไม่ได้แค่ทำให้ริ้วรอยจางลง แต่ยังปรับรูขุมขนและสีผิวให้ดีขึ้นไปพร้อมกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เรียบเนียนในครั้งเดียว ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าเนื้อผิวจะค่อยๆ ดีขึ้น และหลังทำมักมีช่วงพักฟื้นที่ผิวแดงและลอกอยู่ไม่กี่วัน
สกินบูสเตอร์เป็นทางเลือกที่เบากว่า ใช้ HA เจือจางหรือ PN ฉีดเข้าชั้นผิวตื้นเป็นจุดเล็กๆ ถี่ๆ เพื่อเติมความชุ่มชื้นและเนื้อผิว ไม่ได้ช่วยเรียบริ้วรอยลึก แต่ทำให้ผิวชุ่มชื้นและเนียนขึ้น ช่วยให้ผลจากฟิลเลอร์หรือเลเซอร์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น จึงมักใช้เสริมในขั้นตอนสุดท้ายควบคู่กับหัตถการอื่นมากกว่าทำเดี่ยวๆ
แต่ละสาเหตุควรผสมผสานและดูแลอย่างไร?
คำตอบอยู่ที่สาเหตุ ถ้าเห็นแค่ริ้วรอยตื้นๆ ฟิลเลอร์ HA เนื้อนุ่มจะตอบโจทย์ ถ้าริ้วรอยลึกขึ้นตอนหุบปาก โบท็อกซ์จะช่วยได้มากกว่า ถ้าเนื้อผิวและความยืดหยุ่นลดลง Radiesse เลเซอร์ หรือสกินบูสเตอร์จะเหมาะกว่า และถ้าเป็นริ้วรอยลึกที่ฝังตัวถาวรแล้ว การทำทั้งเติมเต็มและปรับเนื้อผิวควบคู่กันจะให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
| สาเหตุหลัก | วิธีที่เหมาะ |
|---|---|
| ริ้วรอยตื้น | ฟิลเลอร์ HA เนื้อนุ่ม |
| พับลึกตอนหุบปาก | โบท็อกซ์ปริมาณน้อย |
| เนื้อผิวและความยืดหยุ่นลดลง | Radiesse เลเซอร์ |
| ริ้วรอยลึกฝังตัวถาวร | ฟิลเลอร์ร่วมกับเลเซอร์ |
ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรเริ่มจากอะไร ลองยืนหน้ากระจกแล้วปล่อยริมฝีปากตามธรรมชาติดูว่ายังเห็นเส้นตั้งอยู่ไหม ถ้าเห็นแค่ตอนหุบปากเท่านั้น แสดงว่าเป็นเรื่องกล้ามเนื้อเป็นหลัก แต่ถ้าปล่อยเฉยๆ ก็ยังเห็นชัด แสดงว่าเป็นเรื่องผิวและปริมาตรมากกว่า ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน เลือกแก้จากสาเหตุที่ชัดที่สุดก่อนก็ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติเช่นกัน
เรื่องความปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน รอบปากมีเส้นเลือดแดงที่วิ่งขึ้นไปเลี้ยงริมฝีปากบน ฟิลเลอร์อาจเข้าไปในเส้นเลือดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งแม้จะพบไม่บ่อยแต่ก็อาจเป็นปัญหาได้ ถ้าหลังฉีดมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติหรือผิวเริ่มซีดขาว ควรแจ้งแพทย์ผู้ทำหัตถการทันที ฟิลเลอร์ HA แก้ไขได้ด้วย hyaluronidase ในกรณีแบบนี้ แต่ Radiesse ไม่ละลายด้วยเอนไซม์ตัวนี้ จึงยิ่งต้องฉีดปริมาณน้อยและตื้นอย่างระมัดระวังมากกว่าเดิม ดังนั้นนอกจากจะเลือกผลิตภัณฑ์ให้ถูกแล้ว การเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องเส้นเลือดรอบปากก็เป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยเช่นกัน
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ริ้วรอยหลังมือและเส้นเอ็นที่นูนชัด ทำไมฟิลเลอร์ Radiesse ถึงได้ผล พร้อมระยะเวลาที่วอลุ่มอยู่ทน
หลังมือที่ผิวบางและโดนแดดตลอดเวลา แสดงริ้วรอยของวัยเร็วกว่าใบหน้า บทความนี้อธิบายว่าฟิลเลอร์ calcium hydroxylapatite ที่เติมวอลุ่มที่ยุบไปทำงานอย่างไร พร้อมสกินบูสเตอร์และไมโครนีดลิ่งที่ช่วยเรื่องผิวเนื้อ รวมถึงการดูแลที่บ้านและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ทน สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริง
By Dr. Kim

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect
เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

คิ้วซามูไรหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ทำไมปลายคิ้วยกขึ้นข้างเดียว และแก้ไขได้อย่างไร?
หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก บางคนพบว่าปลายคิ้วด้านนอกยกสูงขึ้นจนดูเหมือนหน้าโมโห เรียกว่าคิ้วซามูไร หรือภาษาอังกฤษว่า Spock brow บทความนี้อธิบายหลักการทำงานของกล้ามเนื้อว่าทำไมถึงเกิดอาการนี้ วิธีแก้ไขด้วยการเติมโบท็อกซ์ปริมาณเล็กน้อย และวิธีป้องกันด้วยการฉีดกล้ามเนื้อระหว่างคิ้วร่วมด้วย อ้างอิงจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee