prettytime
Skincare

กรดทรานเนซามิก จากยาห้ามเลือดสู่ตัวช่วยจางฝ้า หลักการทำงานและความต่างระหว่างแบบกินกับแบบทา

By Dr. Lee1 min read

พอได้ยินชื่อกรดทรานเนซามิกครั้งแรก หลายคนอาจรู้สึกไม่คุ้นหู แต่จริงๆ แล้วสารตัวนี้ถูกใช้มานานในวงการแพทย์ ในจุดที่ไม่เกี่ยวกับความงามเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในปี 1962 เป็นเวลากว่า 60 ปีมาแล้วที่แพทย์ใช้เป็นยาห้ามเลือดเพื่อลดเลือดออกหลังผ่าตัด หรือควบคุมประจำเดือนที่มามากเกินไปในผู้หญิง

แต่เรื่องราวเปลี่ยนไป เมื่อมีการสังเกตพบโดยบังเอิญว่าผู้ป่วยที่กินยาห้ามเลือดตัวนี้ ฝ้าบนใบหน้ากลับจางลง คำถามคือทำไมสารที่ทำหน้าที่หยุดเลือดถึงไปเกี่ยวข้องกับเม็ดสีบนผิวหน้าได้ ถ้าเข้าใจจุดเชื่อมโยงตรงนี้ ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมกรดทรานเนซามิกถึงถูกนำมาใช้กับฝ้า

ทำไมฝ้าถึงไม่ใช่แค่ปัญหาเม็ดสีธรรมดา?

หลายคนมักคิดว่าฝ้าคือแค่ภาวะที่เมลานินสะสมมากเกินไป แต่ถ้าลองสังเกตผิวที่เป็นฝ้าอย่างละเอียด จะพบว่าเมลานินไม่ใช่ปัญหาเดียว

บริเวณที่เป็นฝ้า เซลล์เมลาโนไซต์ซึ่งเป็นตัวสร้างเม็ดสีจะไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ เมื่อเจอปัจจัยอย่างแสงแดด ฮอร์โมนเพศหญิง หรือความร้อนซ้ำเข้าไปอีก เมลาโนไซต์ก็จะได้รับสัญญาณให้ผลิตเม็ดสีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือมีงานวิจัยหลายชิ้นรายงานตรงกันว่า ผิวบริเวณฝ้ามีหลอดเลือดมากกว่าและตอบสนองไวกว่าผิวปกติด้วย พูดง่ายๆ คือฝ้าเกิดจากสองปัจจัยที่พันกันอยู่ ทั้งสัญญาณสร้างเม็ดสีและปฏิกิริยาของหลอดเลือด

ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ฝ้าก็เหมือนกองไฟเล็กๆ ที่ยังไม่ดับสนิทบนผิว มีควัน (เม็ดสี) ลอยขึ้นมา และอุณหภูมิรอบๆ (ปฏิกิริยาหลอดเลือด) ก็สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นถ้าเช็ดแค่ควันอย่างเดียว ไม่นานควันก็จะกลับมาหนาขึ้นอีก

นี่คือเหตุผลที่กรดทรานเนซามิกได้รับความสนใจ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าตัวยานี้เข้าไปมีผลกับทั้งสองเส้นทางนี้พร้อมกันได้

ทำไมถึงกดสัญญาณสร้างเมลานินได้?

ในร่างกายของเรามีเอนไซม์ตัวหนึ่งชื่อพลาสมิน (plasmin) หน้าที่หลักของมันคือสลายลิ่มเลือดที่แข็งตัว แต่ที่ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า เอนไซม์ตัวนี้ก็ทำงานอยู่ตลอดในระดับหนึ่งเช่นกัน ปัญหาคือพลาสมินยังมีบทบาทอีกอย่างที่ผิวหนัง

พลาสมินจะไปกระตุ้นเซลล์เคราติโนไซต์ให้สร้างสารบางชนิดที่ไปกระตุ้นเมลาโนไซต์ต่ออีกที เปรียบง่ายๆ พลาสมินก็เหมือนบุรุษไปรษณีย์ที่คอยส่งข้อความไปบอกเมลาโนไซต์ว่าให้ผลิตเม็ดสีเพิ่ม เมื่อโดนแดดหรือผิวถูกกระตุ้น บุรุษไปรษณีย์คนนี้ก็จะยิ่งทำงานหนักขึ้น ผลก็คือเมลานินถูกผลิตมากขึ้น และฝ้าก็เข้มขึ้นตามไปด้วย

กรดทรานเนซามิกเข้าไปยับยั้งตั้งแต่ขั้นแรกของการสร้างพลาสมิน โดยปกติพลาสมินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสารตั้งต้นที่ชื่อพลาสมิโนเจนถูกกระตุ้นให้ทำงาน กรดทรานเนซามิกจะเข้าไปแทรกแซงขั้นตอนการกระตุ้นนี้ ทำให้ปริมาณพลาสมินโดยรวมลดลง เมื่อจำนวนบุรุษไปรษณีย์ลดลง สัญญาณกระตุ้นที่ส่งถึงเมลาโนไซต์ก็น้อยลงตามไปด้วย และเมื่อสัญญาณอ่อนลง ปริมาณเมลานินที่ผลิตใหม่ก็ลดลงตามธรรมชาติ

ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยคือ หลังจากไปเล่นน้ำทะเลตากแดดทั้งวัน วันรุ่งขึ้นฝ้ามักจะดูเข้มขึ้นชัดเจนเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะแสงแดดไปกระตุ้นการทำงานของพลาสมินในผิวให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เท่ากับว่าจำนวนบุรุษไปรษณีย์เพิ่มขึ้นฉับพลัน สัญญาณกระตุ้นที่ส่งไปถึงเมลาโนไซต์ก็มากขึ้นตามไปด้วย

ทำไมต้องควบคุมปัจจัยหลอดเลือดไปพร้อมกัน?

อย่างที่บอกไปว่าบริเวณฝ้ามีหลอดเลือดที่ทำงานคึกคักผิดปกติ หลอดเลือดเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ท่อลำเลียงเลือดไปเลี้ยงผิว แต่เซลล์หลอดเลือดเองยังหลั่งสารที่ไปกระตุ้นเมลาโนไซต์บริเวณใกล้เคียงด้วย ตัวอย่างที่พบบ่อยคือสารส่งสัญญาณกระตุ้นให้สร้างหลอดเลือดใหม่ และสารที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว

มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าบริเวณฝ้ามีสารเหล่านี้ในปริมาณที่สูงกว่าปกติ ยิ่งสัญญาณจากหลอดเลือดมากเท่าไร เมลาโนไซต์ก็ยิ่งถูกกระตุ้นมากขึ้นเท่านั้น และมีรายงานว่าในระหว่างที่กรดทรานเนซามิกลดปริมาณพลาสมินลงนั้น ตัวยาก็ไปกดสัญญาณกระตุ้นจากหลอดเลือดเหล่านี้ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

หลายคนสังเกตว่าเวลาหน้าแดงร้อนวูบวาบเล็กน้อย ฝ้าจะดูเด่นชัดขึ้นผิดปกติ ก็อธิบายได้ด้วยหลักการเดียวกันคือ เมื่อสัญญาณจากหลอดเลือดเพิ่มขึ้น เมลาโนไซต์ก็ถูกกระตุ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่มักมีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงความร้อนและสิ่งกระตุ้นผิวควบคู่ไปกับการดูแลฝ้า

ถ้ามองฝ้าแค่ในมุมของเม็ดสีอย่างเดียว ก็เท่ากับแก้ปัญหาได้เพียงครึ่งเดียว จุดที่ทำให้กรดทรานเนซามิกต่างจากสารไวท์เทนนิ่งตัวอื่นๆ คือมันกดทั้งสัญญาณสร้างเม็ดสีและสัญญาณกระตุ้นจากหลอดเลือดไปพร้อมกัน

ทำไมแบบกินกับแบบทาให้ผลไม่เหมือนกัน?

กรดทรานเนซามิกใช้ได้ทั้งแบบกินและแบบทา แต่เส้นทางที่ตัวยาไปถึงเป้าหมายนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

เมื่อกินเข้าไป ตัวยาจะผ่านระบบทางเดินอาหาร ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วไหลเวียนไปทั่วร่างกายก่อนไปถึงผิว ข้อดีของเส้นทางนี้คือตัวยาไปถึงได้ทั่วใบหน้า แม้แต่จุดที่เป็นฝ้าจางๆ ที่แทบมองไม่เห็นก็ยังได้รับสารในปริมาณใกล้เคียงกัน จึงมีรายงานหลายชิ้นบอกว่าแบบกินให้ผลที่เห็นชัดเจนกว่าค่อนข้างมาก

ในทางกลับกัน กรดทรานเนซามิกแบบทาต้องซึมผ่านจากผิวชั้นนอกลงไปถึงชั้นหนังแท้ แต่ด้วยขนาดโมเลกุลที่ใหญ่และละลายน้ำได้ดี ทำให้ผ่านชั้นขี้ไคลได้ยาก เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนพยายามยัดเฟอร์นิเจอร์ตัวใหญ่ผ่านช่องประตูแคบๆ แทนที่จะออกแรงดันประตูเข้าไปตรงๆ การขยายช่องประตูเล็กน้อยหรือหาทางเข้าอื่นย่อมง่ายกว่ามาก ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ทาจึงมักผสมสารช่วยดูดซึมเข้าไปด้วย หรือใช้ร่วมกับหัตถการอย่างไมโครนีดลิ่งที่เจาะช่องเล็กๆ บนผิวเพื่อให้ตัวยาซึมผ่านได้ดีขึ้น แต่ข้อดีของแบบทาคือออกฤทธิ์เฉพาะจุดที่ทา ไม่กระจายไปทั่วร่างกาย จึงมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียงทั่วร่างกายน้อยกว่า

ทำไมถึงใช้ร่วมกับสารไวท์เทนนิ่งตัวอื่น?

สารอย่างไฮโดรควิโนนหรือไนอาซินาไมด์ทำงานโดยตรงต่อขั้นตอนเอนไซม์ที่สร้างเมลานิน ในขณะที่กรดทรานเนซามิกออกฤทธิ์ในขั้นก่อนหน้านั้น คือลดสัญญาณกระตุ้นที่ส่งไปบอกเมลาโนไซต์ให้สร้างเม็ดสี

เมื่อจุดที่ออกฤทธิ์ต่างกัน การใช้ทั้งสองแนวทางร่วมกันจึงมีโอกาสกดการสร้างเม็ดสีได้จากหลายเส้นทางพร้อมกัน นี่คือเหตุผลที่ในคลินิกผิวหนังมักจ่ายกรดทรานเนซามิกร่วมกับสารไวท์เทนนิ่งตัวอื่น หรือให้ใช้ควบคู่กันบ่อยครั้ง

เปรียบง่ายๆ ไฮโดรควิโนนหรือไนอาซินาไมด์เหมือนการหน่วงความเร็วของเครื่องจักรที่ประกอบเม็ดสีในโรงงาน ส่วนกรดทรานเนซามิกเหมือนการลดใบสั่งวัตถุดิบที่ส่งเข้าโรงงานนั้น เมื่อทั้งใบสั่งวัตถุดิบและความเร็วในการประกอบถูกหน่วงลงพร้อมกัน ปริมาณเม็ดสีสุดท้ายที่ผลิตได้ก็จะลดลงมากกว่าการแก้แค่จุดใดจุดหนึ่ง

บางคนใช้สารตัวเดียวติดต่อกันนานเกิน 3 ถึง 4 เดือน ผิวจะเริ่มปรับตัวจนรู้สึกว่าผลลดลงเรื่อยๆ การใช้สารที่ออกฤทธิ์คนละจุดร่วมกัน ก็ยังมีเส้นทางอื่นทำงานต่อไปได้แม้ผิวจะเริ่มชินกับตัวหนึ่ง นี่เป็นอีกเหตุผลที่มักแนะนำให้ใช้ร่วมกัน

ข้อควรระวังมีอะไรบ้าง?

เนื่องจากกรดทรานเนซามิกเดิมทีคือยาที่ยับยั้งเอนไซม์สลายลิ่มเลือด มองในอีกมุมก็หมายความว่าเลือดอาจมีแนวโน้มแข็งตัวง่ายขึ้นเล็กน้อย จึงมีข้อควรระวังที่ต้องพูดถึงให้ชัดเจน

  • ผู้ที่เคยมีประวัติลิ่มเลือดหรือมีโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพราะยาตัวนี้ยับยั้งกลไกสลายลิ่มเลือด หากมีแนวโน้มเป็นลิ่มเลือดอยู่แล้วความเสี่ยงอาจสูงขึ้นได้ เช่น คนที่เคยมีลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำที่ขามาก่อน เมื่อกลไกสลายลิ่มเลือดของร่างกายอ่อนแรงลง ความเสี่ยงกลับมาเป็นซ้ำก็อาจเพิ่มขึ้น จึงไม่ควรตัดสินใจใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินก่อน เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงมาก จำเป็นต้องตรวจสอบความเหมาะสมของการใช้ยาเป็นรายบุคคล
  • การกินยาอาจทำให้เกิดอาการแสบท้องหรือระบบย่อยอาหารผิดปกติได้ในบางคน มีรายงานว่าการกินหลังอาหารช่วยลดอาการเหล่านี้ได้
  • ผลิตภัณฑ์ทามีผลกระทบต่อร่างกายทั่วไปน้อยกว่า แต่ถ้าใช้ร่วมกับหัตถการอย่างไมโครนีดลิ่ง อาจเกิดการระคายเคืองหรือรอยแดงชั่วคราวบริเวณที่ทำหัตถการ จึงควรดูแลผิวทั้งก่อนและหลังหัตถการอย่างเหมาะสม

ฝ้าเป็นภาวะที่กลับมาเข้มขึ้นได้อีกจากการโดนแดดหรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ดังนั้นแม้จะใช้กรดทรานเนซามิกอยู่แล้ว ก็ยังแนะนำให้ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไป การพึ่งพาสารตัวเดียวให้จบปัญหาทั้งหมดอาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด การใช้ยาที่กดสัญญาณกระตุ้นร่วมกับพฤติกรรมที่ช่วยลดสิ่งกระตุ้นในชีวิตประจำวัน คือแนวทางที่แพทย์ผิวหนังมักแนะนำในทางปฏิบัติจริง

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

หลักการที่กรดในการทำเคมิคัลพีลสลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วเพื่อดูแลสิวและรอยดำ พร้อมความแตกต่างตามระดับความเข้มข้น

เคมิคัลพีลไม่ใช่การใช้กรดเผาผิว แต่เป็นการคลายพันธะของเซลล์ผิวที่พร้อมจะหลุดออกอยู่แล้ว เพื่อเร่งให้ผิวผลัดเซลล์เร็วขึ้น บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง AHA กับ BHA และระยะเวลาฟื้นตัวตามความเข้มข้น ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Skincare

ทำไมทรีตเมนต์เอ็กโซโซมที่คลินิกทำกันทั่วไปตอนนี้ ทั้งที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์ ถึงบอกว่าช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้?

เอ็กโซโซมคือถุงสัญญาณจิ๋วที่เซลล์ปล่อยออกมาข้างนอก ไม่ใช่การใส่สเต็มเซลล์เข้าไปโดยตรง แต่เป็นการคัดเฉพาะข้อความที่เซลล์นั้นสร้างขึ้นมาส่งให้ผิว บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าเอ็กโซโซมส่งสัญญาณฟื้นฟูและสงบผิวผ่านช่องทางไหน ทำไมมักถูกใช้ต่อหลังทำเลเซอร์ และงานวิจัยตอนนี้สะสมมาถึงระดับไหนแล้ว

By Dr. Kim

Botox

ทำไมฉีดโบท็อกซ์บ่อย ๆ แล้วเริ่มไม่ค่อยเห็นผล ภาวะดื้อโบท็อกซ์เกิดจากอะไร และหลีกเลี่ยงได้อย่างไร

หลายคนที่ฉีดโบท็อกซ์ซ้ำ ๆ มาสักพัก เริ่มรู้สึกว่าผลลัพธ์ไม่เหมือนเดิม บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่ายว่าร่างกายสร้างแอนติบอดีจนเกิดภาวะดื้อยาได้อย่างไร สูตรที่มีคอมเพล็กซ์โปรตีนกับโบทูลินัมท็อกซินบริสุทธิ์ต่างกันตรงไหน และทำไมระยะห่างระหว่างการฉีดแต่ละครั้งถึงสำคัญมาก

By Dr. Kim

Back to articles