prettytime
Skincare

หลักการที่กรดในการทำเคมิคัลพีลสลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วเพื่อดูแลสิวและรอยดำ พร้อมความแตกต่างตามระดับความเข้มข้น

By Dr. Lee1 min read

คำว่าพีล หรือเคมิคัลพีล เป็นคำที่ได้ยินบ่อยตามคลินิกผิวหนังหรือร้านดูแลผิว แต่มีคนไม่มากนักที่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นในผิวระหว่างการทำ พอได้ยินแค่ว่าเป็นการทาสารละลายกรดลงบนใบหน้า หลายคนก็อดกลัวไม่ได้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เข้าใจได้

แต่ในความเป็นจริง เคมิคัลพีลไม่ใช่การใช้กรดเผาไหม้หรือละลายผิวทิ้งไป มันใกล้เคียงกับการคลายพันธะที่ยึดเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งพร้อมจะหลุดออกอยู่แล้วมากกว่า ทำให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่เกิดขึ้นทีละน้อยตามธรรมชาติอยู่แล้วนั้น เร็วขึ้นและสม่ำเสมอขึ้น

กรดทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกได้อย่างไร?

ชั้นบนสุดของหนังกำพร้าเต็มไปด้วยเซลล์ผิวเก่าที่เกาะติดกันแน่นเป็นชั้น ๆ โดยมีโครงสร้างเล็ก ๆ คล้ายกระดุมยึดคอยจับเซลล์เหล่านี้ไว้ด้วยกัน ในผิวที่แข็งแรง พันธะนี้จะค่อย ๆ คลายตัวไปเองตามเวลา ทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไปตามธรรมชาติ

ปัญหาคือเมื่อผิวมันมากหรือเมื่ออายุมากขึ้น พันธะนี้อาจยึดแน่นนานเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไม่ทันเวลาและสะสมมากขึ้น ผิวหน้าก็จะดูหมองคล้ำและรูขุมขนอุดตันได้ง่ายขึ้น กรดที่ใช้ในเคมิคัลพีลมีหน้าที่คลายกระดุมยึดนี้ด้วยปฏิกิริยาทางเคมี เมื่อแรงยึดระหว่างเซลล์อ่อนลง เซลล์ผิวที่ตามปกติต้องใช้เวลา 2 ถึง 4 สัปดาห์กว่าจะหลุดออกช้า ๆ ก็จะหลุดลอกออกเร็วขึ้นและสม่ำเสมอขึ้น

กรดที่นิยมใช้ในกระบวนการนี้ ได้แก่ AHA (Alpha Hydroxy Acid) และ BHA (Beta Hydroxy Acid) AHA ละลายน้ำได้ดี จึงคลายพันธะของเซลล์ผิวที่ตายแล้วบนผิวหนังได้เป็นวงกว้าง ส่วน BHA ละลายในน้ำมันได้ดี จึงแทรกซึมเข้าไปถึงในรูขุมขนที่อุดตันด้วยความมัน และช่วยจัดการเซลล์ผิวที่ตายแล้วที่อยู่ข้างในไปพร้อมกันได้ นี่คือความแตกต่างของกรดทั้งสองชนิด

แม้จะเป็น AHA เหมือนกัน แต่ขอบเขตการออกฤทธิ์ก็ต่างกันไปตามขนาดโมเลกุล Glycolic acid มีโมเลกุลเล็ก จึงซึมเข้าลึกถึงชั้นเคราตินได้เร็ว ส่วน Lactic acid มีโมเลกุลใหญ่กว่าเล็กน้อย จึงออกฤทธิ์ช้า ๆ ที่ผิวชั้นบนเป็นหลัก จำง่าย ๆ ว่ายิ่งโมเลกุลเล็ก ยิ่งซึมเร็วและลึกกว่า ดังนั้นแม้จะใช้ความเข้มข้นเท่ากัน ความรู้สึกที่สัมผัสผิวและระดับการลอกก็อาจต่างกันไปตามชนิดของกรดที่ใช้

พีลชั้นตื้นกับพีลชั้นลึกต่างกันอย่างไร?

แม้จะใช้กรดชนิดเดียวกัน แต่ความลึกที่กรดไปถึงก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและระยะเวลาที่ทากรดค้างบนผิว การพีลชั้นตื้นออกฤทธิ์แค่ในชั้นเคราตินไปจนถึงชั้นบนสุดของหนังกำพร้าเท่านั้น เช่น การทา Glycolic acid หรือ Salicylic acid ความเข้มข้นต่ำในระยะเวลาสั้น ๆ

การพีลระดับกลางเป็นวิธีที่แรงกระตุ้นไปถึงบริเวณรอยต่อเหนือชั้นหนังแท้ ผ่านชั้นหนังกำพร้าเข้าไป ตัวอย่างที่พบบ่อยคือการใช้ Trichloroacetic acid ในความเข้มข้นระดับหนึ่ง ซึ่งจะลอกชั้นเคราตินหนากว่าการพีลชั้นตื้น และมีระยะเวลาที่ผิวแดงนานกว่าเล็กน้อย

การพีลชั้นลึกส่งผลไปจนถึงด้านในของชั้นหนังแท้ ปัจจุบันจึงทำได้เฉพาะในกรณีที่จำกัดมากแม้แต่ในโรงพยาบาล ยิ่งกรดซึมลึกเท่าไร ปริมาณเซลล์ผิวที่ลอกออกก็ยิ่งมากขึ้น และระยะเวลาการฟื้นตัวก็ยาวนานขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นหลักการที่เข้าใจได้ตามธรรมชาติ

ทำไมสิวถึงต้องใช้กรด?

สิวส่วนใหญ่เริ่มจากปากรูขุมขนที่อุดตันด้วยเซลล์ผิวที่ตายแล้วและความมัน ในกรณีนี้ Salicylic acid ซึ่งอยู่ในกลุ่ม BHA ถูกใช้บ่อยเป็นพิเศษ เพราะละลายในน้ำมันได้ดี จึงเข้าไปถึงในรูขุมขนที่อุดตันด้วยความมัน และคลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งจับตัวเป็นก้อนอยู่ข้างในได้ไปพร้อมกัน

เมื่อก้อนเซลล์ผิวที่อุดรูขุมขนคลายตัว ทางระบายของความมันก็เปิดขึ้นอีกครั้ง สภาพแวดล้อมแบบปิดและไร้ออกซิเจนที่เชื้อสิวชอบก็ลดลงไปด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Salicylic acid มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบในระดับหนึ่ง จึงช่วยบรรเทาความแดงของสิวที่เกิดขึ้นแล้วได้เช่นกัน

นี่คือเหตุผลที่การพีลความเข้มข้นต่ำอย่างสม่ำเสมอมักถูกแนะนำสำหรับผิวที่เป็นสิว แทนที่จะใช้ความเข้มข้นสูงเพียงครั้งเดียว การให้แรงกระตุ้นอ่อน ๆ ทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ รวม 4 ถึง 6 ครั้ง ถือว่าได้ผลดีกว่าในการชะลอความเร็วของการสะสมเซลล์ผิวที่ตายแล้วในรูขุมขนอย่างต่อเนื่อง

กรดออกฤทธิ์ต่อรอยดำอย่างไร?

รอยดำที่หลงเหลือเป็นสีน้ำตาล เช่น ฝ้าหรือรอยแผลเป็นจากสิว คือสภาวะที่เม็ดสีเมลานินสะสมอยู่ในเซลล์หนังกำพร้า เคมิคัลพีลไม่ใช่การสลายเมลานินโดยตรง แต่เป็นการเร่งความเร็วให้เซลล์ผิวที่มีเมลานินสะสมอยู่หลุดออกจากผิวเร็วขึ้น

เมื่อวงจรการผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้น เซลล์เก่าที่มีเม็ดสีสะสมก็หลุดออกบ่อยขึ้น และเซลล์ใหม่ที่ยังมีเม็ดสีสะสมน้อยก็ขึ้นมาแทนที่จากด้านล่าง มีรายงานว่าเมื่อทำกระบวนการนี้ซ้ำทุก 4 ถึง 6 สัปดาห์ รวม 4 ถึง 6 ครั้ง รอยดำที่มองเห็นได้จะค่อย ๆ จางลง อย่างไรก็ตาม ควรทราบไว้ด้วยว่าหากเม็ดสีฝังลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้แล้ว การพีลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะแก้ไขได้

เมื่อความเข้มข้นสูงขึ้น กระบวนการฟื้นตัวจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

ยิ่งความเข้มข้นของกรดสูงขึ้น แรงคลายพันธะของเซลล์ผิวก็ยิ่งแรงขึ้น และปริมาณเซลล์ผิวที่หลุดออกในครั้งเดียวก็ยิ่งมากขึ้น ที่ความเข้มข้นต่ำ เซลล์ผิวที่ลอกออกจะละเอียดมากจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ยิ่งความเข้มข้นสูงขึ้น ผิวหน้าอาจขาวขึ้นเป็นหย่อม ๆ หรือลอกเป็นแผ่นบาง ๆ ให้เห็นได้ชัดเจน

ระยะเวลาฟื้นตัวก็มีแนวโน้มยาวนานขึ้นตามความเข้มข้นเช่นกัน การพีลความเข้มข้นต่ำส่วนใหญ่สามารถแต่งหน้าได้ทันทีในวันที่ทำหรือวันถัดไป แต่การพีลความเข้มข้นสูงอาจมีผิวแดงและเซลล์ผิวลอกหลงเหลืออยู่นาน 7 ถึง 14 วัน

  • ความเข้มข้นต่ำ: พันธะคลายตัวเพียงเล็กน้อย จึงจัดการแค่ผิวชั้นบนของเคราตินแบบบาง ๆ แรงกระตุ้นน้อย ส่วนใหญ่จึงฟื้นตัวได้ภายใน 1 ถึง 2 วัน
  • ความเข้มข้นปานกลาง: พันธะคลายตัวในขอบเขตที่กว้างขึ้น ให้ความรู้สึกเหมือนหนังกำพร้าทั้งชั้นถูกผลัดใหม่ อาจมีผิวแดงต่อเนื่อง 3 ถึง 5 วัน
  • ความเข้มข้นสูง: แรงกระตุ้นไปถึงใกล้รอยต่อชั้นหนังแท้ ทำให้เซลล์ผิวลอกออกหนา มีรายงานว่าผลลัพธ์ในการปรับรอยดำหรือรอยแผลเป็นก็ชัดเจนขึ้นตามไปด้วย แต่ระยะเวลาฟื้นตัวก็ยาวนานขึ้นเช่นกัน

ทำไมผิวถึงบอบบางขึ้นหลังทำพีล?

หลังจากกรดคลายพันธะของเซลล์ผิวแล้ว ชั้นเคราตินที่เคยปกคลุมผิวอยู่จะบางลงชั่วคราว เนื่องจากชั้นเคราตินทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสิ่งกระตุ้นจากภายนอกและการระเหยของความชื้น เมื่อเกราะนี้บางลงในช่วงแรก ผิวจึงอาจตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดดหรือการเสียดสี ได้ไวกว่าปกติ

นี่คือเหตุผลที่มักย้ำว่าต้องเอาใจใส่การกันแดดเป็นพิเศษในช่วงนี้ เพราะแสงแดดจะซึมผ่านชั้นเคราตินที่บางลงได้ง่ายขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่รอยดำที่กำลังจะจางลงจากการพีลจะกลับเข้มขึ้นอีกครั้ง

ด้วยเหตุผลเดียวกัน ในช่วง 5 ถึง 7 วันหลังทำพีล แนะนำให้งดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวชนิดอื่นหรือการประคบร้อนที่มีแรงกระตุ้นสูง เพราะหากเพิ่มสิ่งกระตุ้นอื่นเข้าไปบนเกราะป้องกันที่บางลงอยู่แล้ว ผิวจะไม่มีเวลาฟื้นตัวเพียงพอ และอาจทำให้ผิวแดงหรือบอบบางนานขึ้น ในทางกลับกัน การดูแลง่าย ๆ เพียงแค่ให้ความชุ่มชื้นและกันแดด ถือเป็นวิธีที่ไม่รบกวนกระบวนการที่เซลล์ผิวใหม่กำลังปรับตัวเข้าที่

ทำไมการทำพีลถึงต้องเว้นระยะห่าง?

ทราบกันว่าเซลล์ผิวใช้เวลาประมาณ 28 ถึง 30 วัน นับตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นในชั้นล่างสุดของหนังกำพร้า จนถูกดันขึ้นมาถึงผิวและหลุดออกไปในที่สุด แม้การพีลจะทำให้เซลล์ผิวหลุดเร็วขึ้นบ้าง แต่การที่เซลล์ใหม่จะขึ้นมาแทนที่และปรับตัวเข้าที่ก็ยังคงต้องใช้เวลาอยู่ดี

ดังนั้นหากเว้นระยะห่างระหว่างการทำพีลสั้นเกินไป ชั้นเซลล์อ่อนที่ยังปรับตัวไม่ทันก็จะถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ หากชั้นเคราตินยังคงบางอยู่ตลอดโดยไม่มีโอกาสทำหน้าที่ของมันเต็มที่ เกราะป้องกันผิวก็อาจอ่อนแอลงและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากเว้นระยะห่างที่เหมาะสม จะสอดคล้องกับวงจรธรรมชาติที่เซลล์ผิวใหม่ค่อย ๆ ปรับตัวเข้าที่ ซึ่งช่วยลดการระคายเคืองและสะสมผลลัพธ์ไปพร้อมกันได้

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ทำไมทรีตเมนต์เอ็กโซโซมที่คลินิกทำกันทั่วไปตอนนี้ ทั้งที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์ ถึงบอกว่าช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้?

เอ็กโซโซมคือถุงสัญญาณจิ๋วที่เซลล์ปล่อยออกมาข้างนอก ไม่ใช่การใส่สเต็มเซลล์เข้าไปโดยตรง แต่เป็นการคัดเฉพาะข้อความที่เซลล์นั้นสร้างขึ้นมาส่งให้ผิว บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าเอ็กโซโซมส่งสัญญาณฟื้นฟูและสงบผิวผ่านช่องทางไหน ทำไมมักถูกใช้ต่อหลังทำเลเซอร์ และงานวิจัยตอนนี้สะสมมาถึงระดับไหนแล้ว

By Dr. Kim

Skincare

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Lifting

หลักการที่ Density RF ใช้คลื่นวิทยุ 2 โหมด กระชับผิวทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และต้องทำกี่ครั้ง

Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง

By Dr. Kim

Back to articles