prettytime
Skincare

ทำไมทรีตเมนต์เอ็กโซโซมที่คลินิกทำกันทั่วไปตอนนี้ ทั้งที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์ ถึงบอกว่าช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้?

By Dr. Kim1 min read

เดี๋ยวนี้เวลาไปทำเลเซอร์ที่คลินิกผิวหนังหรือคลินิกศัลยกรรมตกแต่ง มักจะมีขั้นตอนทาแอมพูลเอ็กโซโซมหรือแปะมาสก์ให้ซึมซาบผิวต่อทันทีหลังทำ พอได้ยินชื่อ "เอ็กโซโซม" หลายคนอาจนึกว่าเป็นทรีตเมนต์สเต็มเซลล์ แต่จริง ๆ แล้วในเอ็กโซโซมไม่มีเซลล์ที่มีชีวิตอยู่เลยสักตัวเดียว

แล้วสารตัวจิ๋วที่ไม่มีเซลล์อยู่เลยแบบนี้ ช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้อย่างไร คำตอบคือเอ็กโซโซมทำหน้าที่เหมือนจดหมายที่ส่งต่อกันระหว่างเซลล์ ข้อความที่บรรจุอยู่ข้างในจะส่งสัญญาณบอกให้เซลล์ผิวเริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง ชื่อนี้จึงมาจากบทบาทที่ว่านี้

เอ็กโซโซมคืออะไร ถุงสัญญาณจิ๋วที่เซลล์สร้างขึ้นเอง

ระหว่างที่เซลล์ทำงาน มันจะปล่อยสารบางส่วนออกมาข้างนอกอยู่เรื่อย ๆ ตอนที่เยื่อหุ้มเซลล์บางส่วนหลุดออกมาด้วย จะเกิดเป็นถุงเล็ก ๆ ที่เรียกว่าเวสิเคิลนอกเซลล์ (extracellular vesicle) เอ็กโซโซม (exosome) คือชนิดที่เล็กที่สุดในกลุ่มนี้ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 ถึง 150 นาโนเมตร เล็กกว่าเส้นผมหลายร้อยเท่า

หลายคนนึกว่าถุงแบบนี้คงว่างเปล่าเหมือนลูกโป่ง แต่จริง ๆ แล้วข้างในบรรจุสารหลายอย่างไว้แน่นเลย ทั้งโกรทแฟกเตอร์ (growth factor) ไซโตไคน์ (cytokine) และไมโครอาร์เอ็นเอ โกรทแฟกเตอร์เป็นโปรตีนที่สั่งให้เซลล์เติบโต ส่วนไซโตไคน์เป็นสารสัญญาณที่ควบคุมการอักเสบและการซ่อมแซม การจะขนสารเหล่านี้ออกจากเซลล์อย่างปลอดภัยต้องมีบรรจุภัณฑ์ห่อไว้ เอ็กโซโซมก็คือกล่องบรรจุภัณฑ์นั้นเอง

สเต็มเซลล์กับเอ็กโซโซมต่างกันตรงไหน?

หลายคนสับสนเวลาเห็นทั้งคำว่า "น้ำเลี้ยงสเต็มเซลล์" และ "เอ็กโซโซม" ปรากฏอยู่ในใบแนะนำทรีตเมนต์เดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง สเต็มเซลล์คือเซลล์ที่มีชีวิต แบ่งตัวได้ และเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ ส่วนเอ็กโซโซมคือของเสียที่สเต็มเซลล์หลั่งออกมาระหว่างกระบวนการเพาะเลี้ยง

พูดง่าย ๆ คือผลิตภัณฑ์เอ็กโซโซมที่ใช้ในทรีตเมนต์ไม่มีเซลล์มีชีวิตอยู่เลย มีแต่ถุงข้อความที่กรองมาจากสิ่งที่เซลล์ทำงานแล้วทิ้งไว้ ด้วยเหตุนี้จึงจัดการง่ายกว่าทรีตเมนต์ที่ปลูกถ่ายเซลล์โดยตรง และมีข้อมูลระบุว่าค่อนข้างปลอดจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดเซลล์มีชีวิตเข้าไป

เอ็กโซโซมส่งสัญญาณไปถึงเซลล์ได้อย่างไร

ถ้าอยากเข้าใจว่าเอ็กโซโซมทำงานอย่างไร ต้องเริ่มจากดูว่าเซลล์คุยกันแบบไหนก่อน เซลล์ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกันก็สื่อสารกันได้ผ่านสารสัญญาณ เอ็กโซโซมทำหน้าที่เหมือนซองจดหมายในการสื่อสารนี้ มันห่อหุ้มโกรทแฟกเตอร์หรือไมโครอาร์เอ็นเอที่อยู่ข้างในไว้ไม่ให้เสียหาย แล้วขนส่งไปยังเซลล์เป้าหมายอย่างปลอดภัย

เมื่อเอ็กโซโซมไปถึงเซลล์เป้าหมาย มันจะเกาะติดกับผิวเซลล์ หรือไม่ก็ถูกดูดซึมเข้าไปทั้งถุง พอซองจดหมายเปิดออก ข้อความข้างในก็ถูกส่งเข้าสู่เซลล์ และเซลล์จะอ่านข้อความนั้นแล้วตอบสนอง ตัวอย่างเช่น ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast เซลล์ในผิวหนังที่สร้างคอลลาเจน) ที่ได้รับข้อความให้ซ่อมแซม มีรายงานว่าจะเริ่มสร้างคอลลาเจนมากขึ้น

เอ็กโซโซมหาเซลล์เป้าหมายที่ถูกต้องได้อย่างไร?

เซลล์ในร่างกายมีมากมายนับไม่ถ้วน แล้วเอ็กโซโซมไปหาเซลล์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เซลล์ผิดตัวได้อย่างไร เคล็ดลับอยู่ที่โปรตีนชิ้นเล็ก ๆ ที่ติดอยู่บนผิวของเอ็กโซโซม โปรตีนนี้เปรียบเหมือนป้ายที่อยู่ที่แปะไว้บนกล่องพัสดุ

บนผิวของเซลล์เป้าหมายจะมีตัวรับ (receptor) ที่เหมือนแม่กุญแจซึ่งพอดีกับป้ายนั้น เหมือนกุญแจกับแม่กุญแจที่ต้องเข้ากันประตูถึงจะเปิดได้ โปรตีนบนผิวเอ็กโซโซมกับตัวรับของเซลล์ต้องเข้ากันพอดี สัญญาณจึงจะถูกส่งเข้าไปข้างในได้ ดังนั้นเอ็กโซโซมจึงไม่ได้เกาะติดกับเซลล์ไหนก็ได้แบบสุ่ม แต่มีการเลือกเซลล์ที่จะออกฤทธิ์ด้วยในระดับหนึ่ง

สัญญาณฟื้นฟูและสัญญาณสงบผิวทำงานอย่างไรกันแน่?

ในบรรดาโกรทแฟกเตอร์ที่อยู่ในเอ็กโซโซม มีบางชนิดที่สั่งให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้ผิวยืดหยุ่น คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาที่ค้ำโครงสร้างผิว ส่วนอีลาสตินก็เหมือนยางยืดที่เชื่อมเสาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เมื่อไฟโบรบลาสต์ได้รับคำสั่งนี้แล้วทำงานอย่างขะมักเขม้น มีรายงานว่าโครงสร้างผิวชั้นในจะค่อย ๆ ถูกเติมเต็มกลับมา

ในเวลาเดียวกัน เอ็กโซโซมยังมีไซโตไคน์ที่ส่งสัญญาณช่วยลดการอักเสบด้วย เวลาผิวถูกกระตุ้น เซลล์ภูมิคุ้มกันจะรวมตัวกันมาจนเกิดอาการแดงและแสบร้อน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอักเสบ พอสัญญาณสงบผิวถูกส่งไป มีรายงานว่าปฏิกิริยานี้จะถูกควบคุมให้สงบลงเร็วขึ้น การที่เอ็กโซโซมมีทั้งสัญญาณฟื้นฟูและสัญญาณสงบผิวรวมอยู่ด้วยกัน จึงเป็นเหตุผลที่มักอธิบายกันว่าช่วยทั้งซ่อมแซมและปลอบประโลมผิวไปพร้อมกัน

ทำไมต้องใช้เอ็กโซโซมต่อหลังทำเลเซอร์

หลังทำเลเซอร์หรือไมโครนีดลิง ผิวจะเกิดแผลจิ๋ว ๆ หรือช่องทางเล็ก ๆ ขึ้นบนผิว ปกติแล้วชั้นขี้ไคล (stratum corneum) ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดของผิวจะทำหน้าที่เหมือนกำแพงที่แน่นหนา ทำให้โมเลกุลขนาดใหญ่ซึมเข้าผิวได้ยาก แต่ทันทีหลังทำหัตถการ กำแพงนี้จะมีรอยแยกอยู่นาน 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง จึงเกิดช่วงเวลาที่ผิวดูดซึมได้ดีกว่าปกติ

ถ้าใช้เอ็กโซโซมในช่วงนี้ มีรายงานว่าสารสัญญาณจะซึมไปถึงผิวชั้นตื้นได้ง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผิวที่เพิ่งถูกกระตุ้นด้วยเลเซอร์กำลังอยู่ในช่วงที่กระบวนการฟื้นฟูทำงานอย่างเต็มที่พอดี เมื่อได้รับสัญญาณฟื้นฟูและสงบผิวเพิ่มเข้าไปอีก มีรายงานว่าจะช่วยให้อาการแดงหรือแสบลดลงเร็วขึ้น และกระบวนการฟื้นตัวราบรื่นขึ้น คลินิกจึงมักใช้เอ็กโซโซมในรูปแอมพูลหรือมาสก์ต่อทันทีหลังทำเลเซอร์

ช่วงเวลาที่ผิวดูดซึมได้ดีแบบนี้ไม่ได้ยาวนาน เพราะเกราะป้องกันผิวจะเริ่มซ่อมแซมตัวเองภายใน 2 ถึง 4 ชั่วโมง จึงต้องทาภายใน 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังทำหัตถการเสร็จ ถึงจะได้ผลการดูดซึมตามที่คาดหวัง นี่คือเหตุผลที่คลินิกมักแปะแอมพูลหรือมาสก์ให้ทันทีที่หัตถการเสร็จสิ้น

ทำไมทรีตเมนต์แบบนี้เพิ่งมาฮิตช่วงหลัง?

จริง ๆ แล้วเอ็กโซโซมเป็นสิ่งที่วงการชีววิทยาเซลล์รู้จักมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ทำไมเพิ่งมาถูกนำมาใช้เป็นทรีตเมนต์ความงามในช่วง 5 ถึง 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง คำตอบเรียบง่ายกว่าที่คิด เพราะเอ็กโซโซมมีขนาดเล็กมาก เทคโนโลยีในอดีตยังไม่สามารถแยกเอ็กโซโซมล้วน ๆ ออกจากเศษเซลล์หรือสารอื่นได้ดีพอ

ช่วงหลังมานี้ เทคนิคการแยกสาร เช่น การปั่นเหวี่ยงความเร็วสูงพิเศษ (ultracentrifugation) หรือการกรองแบบละเอียด พัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาก จึงทำให้ได้เอ็กโซโซมความบริสุทธิ์สูงอย่างสม่ำเสมอ บวกกับเทคโนโลยีการเก็บรักษาแบบแช่แข็งที่ดีขึ้นตามกัน ทำให้คลินิกสามารถจัดจำหน่ายและเก็บรักษาในรูปแอมพูลได้จริง กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีต้องมาก่อน ทรีตเมนต์นี้ถึงจะเกิดขึ้นได้

งานวิจัยที่มีอยู่ตอนนี้อยู่ในระดับไหน?

หลักการพื้นฐานที่ว่าเอ็กโซโซมส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ได้นั้น เป็นเรื่องที่วงการชีววิทยาเซลล์ยืนยันมานานแล้ว แต่งานวิจัยเกี่ยวกับการนำมาทาผิวหรือใช้ร่วมกับหัตถการเพื่อความงามยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น มีรายงานจากการทดลองเพาะเลี้ยงเซลล์และการสังเกตทางคลินิกขนาดเล็กว่าช่วยเรื่องการสร้างคอลลาเจนหรือความเร็วในการฟื้นตัว แต่งานวิจัยขนาดใหญ่ที่ติดตามผลนาน 1 ปีขึ้นไปยังมีไม่มากนัก

อีกจุดที่ควรรู้ไว้คือผลิตภัณฑ์เอ็กโซโซมแต่ละยี่ห้อสกัดมาจากเซลล์ต่างชนิดกัน และผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ที่ต่างกัน องค์ประกอบของสารข้างในจึงอาจแตกต่างกันไปตามเซลล์ต้นทางและวิธีทำให้บริสุทธิ์ ทำให้เปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างผลิตภัณฑ์โดยตรงได้ยาก ดังนั้นทรีตเมนต์นี้จึงควรมองว่าเป็นวิธีดูแลฟื้นฟูผิวเสริมที่งานวิจัยยังคงสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่าจะเป็นการรักษาที่สำเร็จสมบูรณ์แล้ว

ถ้าจะลองทำ ควรเช็กอะไรบ้าง?

  • ตรวจสอบว่าเอ็กโซโซมนั้นสกัดมาจากเซลล์ชนิดไหน เพราะเซลล์ต้นทางที่ต่างกันอาจทำให้องค์ประกอบของสารสัญญาณข้างในต่างกันไปด้วย
  • ตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องเป็นเครื่องสำอางหรือเครื่องมือแพทย์กับหน่วยงานกำกับดูแล เช่น อย. เกาหลี MFDS เพราะผลิตภัณฑ์นอกระบบการกำกับดูแลอาจไม่มีมาตรฐานด้านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์และส่วนประกอบที่ชัดเจน
  • ถ้าวางแผนทำร่วมกับเลเซอร์หรือไมโครนีดลิง ให้สอบถามว่าจะใช้เอ็กโซโซมเพื่อช่วยการดูดซึมทันทีหลังหัตถการหรือไม่ เพราะต้องใช้ในช่วง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังหัตถการที่เกราะป้องกันผิวยังเปิดอยู่ ถึงจะได้ผลการดูดซึมตามที่คาดหวัง

เอ็กโซโซมไม่ใช่เซลล์ แต่เป็นถุงจิ๋วที่บรรจุสารสัญญาณซึ่งเซลล์สร้างขึ้นไว้ ด้วยข้อความข้างในที่ช่วยทั้งฟื้นฟูและปลอบประโลมผิวไปพร้อมกัน จึงถูกนำมาใช้ในทรีตเมนต์บ่อยขึ้นในช่วงหลัง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยยังอยู่ในขั้นสะสมข้อมูล ควรเลือกผลิตภัณฑ์และคลินิกอย่างละเอียดรอบคอบก่อนเริ่มทำ

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

เลเซอร์ CO2 Fractional เจาะรูจิ๋วบนผิว หลักการเติมเต็มรอยแผลเป็นและรูขุมขน พร้อมระยะเวลาพักฟื้น

เลเซอร์ CO2 แบบ Fractional ไม่ได้ยิงทั่วทั้งหน้า แต่เจาะรูเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ เท่านั้น บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมรูจิ๋วเหล่านั้นถึงกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างใหม่จนเติมเต็มรอยแผลเป็นและรูขุมขน ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน และควรทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล

By Dr. Kim

Skincare

หลักการที่กรดในการทำเคมิคัลพีลสลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วเพื่อดูแลสิวและรอยดำ พร้อมความแตกต่างตามระดับความเข้มข้น

เคมิคัลพีลไม่ใช่การใช้กรดเผาผิว แต่เป็นการคลายพันธะของเซลล์ผิวที่พร้อมจะหลุดออกอยู่แล้ว เพื่อเร่งให้ผิวผลัดเซลล์เร็วขึ้น บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง AHA กับ BHA และระยะเวลาฟื้นตัวตามความเข้มข้น ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Lifting

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้

อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่

By Dr. Kim

Back to articles