หลักการฉีดโบท็อกซ์ยกมุมปากตก ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง สรุปจากงานวิจัย
By Dr. Kim2 min read

หลายคนส่องกระจกแล้วรู้สึกว่ามุมปากตกลง ทำให้หน้าดูเศร้าหรือหงุดหงิดทั้งที่ไม่ได้อารมณ์ไม่ดีอะไร พอสีหน้าดูแข็งแบบนี้บ่อยเข้าก็อดกังวลไม่ได้ วิธีที่เข้าถึงได้ง่ายวิธีหนึ่งคือการฉีดโบท็อกซ์ที่มุมปาก หลักการคือลดแรงของกล้ามเนื้อที่ดึงมุมปากลง เมื่อแรงฝั่งนั้นเบาลง กล้ามเนื้อที่ยกมุมปากขึ้นก็จะทำงานเด่นขึ้นแทน มุมปากจึงดูยกขึ้นโดยเปรียบเทียบ แต่มุมปากตกไม่ได้มีสาเหตุเดียวกันเสมอไป ถ้าปัญหาหลักมาจากกล้ามเนื้อ วิธีนี้จะเห็นผลชัด แต่ถ้าเป็นเพราะปริมาตรใต้ผิวหายไปหรือผิวหย่อนคล้อย โบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวก็มีข้อจำกัด ทำไมมุมปากถึงดูตก โบท็อกซ์ยกมุมปากด้วยหลักการอะไร ฉีดตรงไหนปริมาณเท่าไร เห็นผลกี่วันและอยู่ได้นานแค่ไหน รวมถึงผลข้างเคียงและข้อควรระวัง ทั้งหมดนี้อ้างอิงจากงานวิจัยจริงครับ
| หัวข้อ | สรุป |
|---|---|
| หลักการ | กดกล้ามเนื้อดึงมุมปากลง (DAO) ให้กล้ามเนื้อยกมุมปากทำงานเด่น |
| ปริมาณ | ข้างละ 2-5 ยูนิต ส่วนใหญ่ 4 ยูนิต |
| เริ่มเห็นผล | 3-7 วัน ชัดสุด 1-2 สัปดาห์ |
| อยู่ได้นาน | 3-4 เดือน |
| ข้อควรระวัง | หน้าเบี้ยว ริมฝีปากล่างขยับผิดปกติ เลือกแพทย์ที่ชำนาญ |

ทำไมมุมปากถึงดูตก?
รอบมุมปากมีทั้งกล้ามเนื้อที่ยกมุมปากขึ้นและกล้ามเนื้อที่ดึงมุมปากลงทำงานคู่กันอยู่ กล้ามเนื้อตัวหลักที่ดึงมุมปากลงคือกล้ามเนื้อ Depressor Anguli Oris หรือเรียกย่อว่า DAO วางพาดจากขอบขากรรไกรล่างขึ้นไปยังมุมปากคล้ายรูปพัด เมื่อกล้ามเนื้อมัดนี้หดตัว มุมปากจะถูกดึงลง ทำให้เวลาหน้านิ่งไม่ยิ้มดูเหมือนมุมปากตก
โดยปกติกล้ามเนื้อฝั่งยกและฝั่งดึงจะทำงานสมดุลกัน ช่วยประคองรูปปากให้อยู่ในตำแหน่งพอดี แต่ถ้าใครใช้กล้ามเนื้อดึงมุมปากลงบ่อยจนเป็นนิสัย หรือมีแรงกล้ามเนื้อมัดนี้มากตั้งแต่กำเนิด มุมปากก็จะถูกดึงลงอยู่เรื่อยแม้ในเวลาที่หน้านิ่ง ทำให้ดูเศร้าหรือหงุดหงิดทั้งที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นจริง
พออายุมากขึ้น ความหย่อนคล้อยก็ยิ่งเห็นชัด เพราะไขมันและคอลลาเจนบริเวณแก้มและรอบปากลดลง ผิวเริ่มหย่อนตามแรงโน้มถ่วง แรงที่เคยพยุงมุมปากไว้จึงอ่อนลงไปด้วย รูปปากที่เคยดูดีตอนวัยรุ่นก็ค่อยๆ โน้มลงล่าง บางคนยังมีริ้วรอยแนวตั้งข้างมุมปากขึ้นมาอีก แค่มุมปากตกลงเล็กน้อยก็ทำให้สีหน้าโดยรวมเปลี่ยนไปมากทีเดียว เพราะคนเราอ่านอารมณ์ของอีกฝ่ายจากรูปปากเป็นหลัก มุมปากที่ตกจึงให้ความรู้สึกเย็นชาหรือเหนื่อยล้าโดยไม่เกี่ยวกับอารมณ์จริงเลย ดังนั้นก่อนตัดสินใจฉีด ควรแยกให้ออกก่อนว่าสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อดึงหรือปริมาตรและผิวที่หย่อนคล้อย เพราะวิธีที่เหมาะจะต่างกันไปตามสาเหตุ

โบท็อกซ์ยกมุมปากขึ้นได้อย่างไร?
โบท็อกซ์มุมปากไม่ใช่การดึงมุมปากขึ้นแบบฝืนธรรมชาติ แต่เป็นการลดแรงของกล้ามเนื้อ DAO ที่ดึงมุมปากลง โบทูลินัมท็อกซินจะไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่ปลายเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้นหดตัวน้อยลง เมื่อแรงฝั่งดึงเบาลง กล้ามเนื้อฝั่งยกก็ได้เปรียบขึ้นมาโดยเปรียบเทียบ มุมปากจึงยกขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายกับการค่อยๆ คลายเชือกที่เคยดึงลงไว้แน่นๆ นั่นเอง
ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันไปตามสีหน้า จากงานวิจัยที่ใช้อัลตราซาวด์วัดในกลุ่มตัวอย่าง 41 คน พบว่าเวลาหน้านิ่งดีขึ้นชัดเจนถึง 88.3% หลังผ่านไป 1 เดือน ส่วนเวลายิ้มเต็มที่ดีขึ้นเพียง 32.3% เพราะเวลายิ้มเต็มที่กล้ามเนื้อฝั่งยกทำงานแรงอยู่แล้ว การลดแรงฝั่งดึงจึงให้ผลที่รู้สึกได้น้อยกว่า
ด้วยเหตุนี้ วิธีนี้จึงเหมาะกับการปรับรูปปากที่ดูตกในเวลาหน้านิ่งให้ดูผ่อนคลายขึ้น เป้าหมายคือทำให้สีหน้าที่เคยดูแข็งกลายเป็นนุ่มนวลขึ้น ไม่ควรคาดหวังว่ายิ้มแล้วจะเปลี่ยนแบบเห็นได้ชัด แต่ให้เข้าใจว่าตอนหน้านิ่งจะดูเป็นธรรมชาติขึ้นมากกว่า ถ้าลองถ่ายรูปเปรียบเทียบจะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงมักไม่ใหญ่โต แต่เป็นความต่างแบบละมุนละไม และก็เพราะความละมุนนี้เองที่ทำให้สีหน้าดูผ่อนคลายขึ้นโดยไม่มีใครสังเกตว่าทำอะไรมา อย่างไรก็ตาม ถ้ามุมปากตกมากหรือมีปัญหาปริมาตรใต้ผิวหายไปร่วมด้วย โบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ จึงอาจต้องพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย
ฉีดตรงไหน ปริมาณเท่าไร?
การฉีดโบท็อกซ์มุมปากเล็งไปที่กล้ามเนื้อ DAO บริเวณใกล้ขอบขากรรไกรล่างที่ทอดลงมาจากมุมปาก ปริมาณยาจะต่างกันไปตามยี่ห้อและแรงของกล้ามเนื้อแต่ละคน แต่ถ้าใช้โบท็อกซ์หรือซีโอมิน (Xeomin) มักฉีดข้างละ 2 ถึง 5 ยูนิต งานวิจัยที่ใช้อัลตราซาวด์แนะนำให้ฉีดข้างละ 4 ยูนิต แบ่งเป็น 2 จุด จุดละ 2 ยูนิต ส่วนดิสพอร์ต (Dysport) มีหน่วยนับต่างออกไป จึงใช้ข้างละ 6 ถึง 15 ยูนิต
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| กล้ามเนื้อเป้าหมาย | กล้ามเนื้อดึงมุมปากลง (DAO) |
| ตำแหน่งฉีด | ใต้มุมปากด้านนอก ข้างละ 2 จุด |
| ความลึก | ประมาณ 4-5 มม. |
| ข้อควรระวัง | หลีกเลี่ยงยาแพร่ไปโดนกล้ามเนื้อดึงริมฝีปากล่าง (DLI) |
ตำแหน่งที่ฉีดก็สำคัญไม่แพ้กัน กล้ามเนื้อ DAO จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลงมาจากมุมปาก จึงเลือกจุดที่อยู่ใต้มุมปากเยื้องออกด้านนอกเล็กน้อย ฉีดลึกจากผิวประมาณ 4 ถึง 5 มิลลิเมตร ถ้าฉีดเข้าไปด้านในมากเกินไป ยาอาจแพร่ไปโดนกล้ามเนื้อดึงริมฝีปากล่าง (Depressor Labii Inferioris หรือ DLI) ซึ่งจะทำให้ริมฝีปากล่างเบี้ยว หรือขยับเผยฟันล่างได้ยากขึ้น ดังนั้นการไม่ฉีดเลยขอบเขตด้านในจึงปลอดภัยกว่า และถ้าฉีดปริมาณมากเกินไปหรือสองข้างไม่เท่ากัน สีหน้าจะดูขัดๆ ไม่เป็นธรรมชาติ จึงควรเริ่มจากปริมาณน้อยแล้วปรับให้สองข้างสมดุลกัน

เห็นผลเมื่อไร และอยู่ได้นานแค่ไหน?
โบท็อกซ์มุมปากไม่ใช่ฉีดเสร็จแล้วเห็นผลทันที เพราะท็อกซินต้องใช้เวลาสักพักในการยับยั้งสัญญาณประสาทจนกล้ามเนื้อคลายแรงลง โดยทั่วไปหลังฉีดประมาณ 3 ถึง 7 วัน มุมปากจะค่อยๆ ยกขึ้นทีละน้อย และเห็นผลชัดที่สุดช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์ ดังนั้นควรรอประเมินผลจริงหลังผ่านไปราว 2 สัปดาห์จึงจะแม่นยำ
ระยะเวลาที่ได้ต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 4 เดือน บางคนอาจอยู่ได้นานเกือบ 6 เดือน แต่เนื่องจากรอบปากเป็นบริเวณที่ขยับตลอดเวลาจากการพูดและการกิน ฤทธิ์ของยาจึงมักจางเร็วกว่าบริเวณหน้าผากหรือระหว่างคิ้วเล็กน้อย และคนที่ใช้กล้ามเนื้อมัดนี้บ่อยก็มีแนวโน้มที่แรงกล้ามเนื้อจะกลับมาเร็วกว่าคนอื่น เมื่อเวลาผ่านไป ปลายประสาทเริ่มส่งสัญญาณอีกครั้ง กล้ามเนื้อก็กลับมามีแรง มุมปากจึงค่อยๆ ตกลงกลับไปที่เดิม
เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ผลลัพธ์อยู่ต่อเนื่อง ก็ต้องฉีดซ้ำเป็นระยะ ช่วงแรกมักฉีดทุก 3 ถึง 4 เดือน แต่พอกล้ามเนื้อที่เคยดึงแรงเริ่มเบาลงเป็นนิสัย ระยะห่างระหว่างครั้งก็อาจยืดออกไปได้ ข่าวดีอย่างหนึ่งคือความพึงพอใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามเวลา จากงานวิจัยที่ใช้อัลตราซาวด์เดียวกัน สัดส่วนคนที่พอใจมากขึ้นจาก 73.2% หลัง 1 สัปดาห์ เป็น 97.5% หลัง 3 เดือน เพราะความรู้สึกขัดๆ ในช่วงแรกจางลง และรูปปากเข้าที่อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
เมื่อไรควรฉีดร่วมกับฟิลเลอร์หรือทำหัตถการยกกระชับ?
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ มุมปากตกไม่ได้มีสาเหตุเดียวกันทุกคน ขึ้นอยู่กับสาเหตุว่าโบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวจะเหมาะหรือต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย ถ้าแบ่งคร่าวๆ เป็น 3 กลุ่ม จะเห็นแนวทางที่ชัดเจนขึ้น
| สาเหตุ | วิธีที่เหมาะ |
|---|---|
| กล้ามเนื้อดึง | โบท็อกซ์มุมปาก |
| ปริมาตรหาย | ฉีดฟิลเลอร์ร่วมด้วย |
| ผิวหย่อนคล้อย | พิจารณายกกระชับผิว |
ถ้ามุมปากตกเพราะกล้ามเนื้อดึงแรง โบท็อกซ์จะเหมาะที่สุด แต่ถ้าปริมาตรบริเวณแก้มและรอบปากยุบลง จนริ้วรอยแนวตั้งข้างมุมปากลึกขึ้น โบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวจะไม่พอ กรณีนี้การฉีดฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิกเติมเต็มบริเวณข้างมุมปากหรือใต้ร่องแก้ม จะช่วยพยุงส่วนที่ยุบไว้ และมุมปากก็ยกขึ้นตามไปด้วย มีงานวิจัยที่ใช้ทั้งฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ร่วมกันเพื่อแก้ไขรูปปากที่ตกเช่นกัน สองวิธีนี้เล็งเป้าหมายต่างกัน โบท็อกซ์ดูแลกล้ามเนื้อ ส่วนฟิลเลอร์ดูแลปริมาตรที่หายไป จึงเสริมกันได้ดี
แต่ถ้าผิวหนังเองหย่อนคล้อยลงมา เรื่องนี้จะต่างออกไปเล็กน้อย ความหย่อนคล้อยเชิงโครงสร้างแบบนี้แก้ด้วยโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ยาก จึงควรพิจารณาหัตถการยกกระชับอย่างร้อยไหม คลื่นความถี่วิทยุ (RF) หรืออัลตราซาวด์ (HIFU) ร่วมด้วย ดังนั้นถ้ามุมปากดูตก สิ่งแรกที่ควรทำคือประเมินก่อนว่าสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อ ปริมาตร หรือผิวหย่อนคล้อย เพราะสิ่งนี้เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ที่จะได้

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังมีอะไรบ้าง?
สิ่งที่ควรรู้ไว้ก่อนฉีดโบท็อกซ์มุมปากคือความเสี่ยงหน้าไม่สมมาตรและสีหน้าที่ดูขัดๆ กล้ามเนื้อรอบปากพันกันแน่นและตำแหน่งของแต่ละคนก็ต่างกันเล็กน้อย ถ้าปริมาณยาหรือความลึกของสองข้างไม่เท่ากัน ตอนยิ้มอาจมีมุมปากข้างเดียวยกขึ้น หรือรูปปากดูเบี้ยวได้ ดังนั้นการฉีดให้สองข้างสมมาตรกัน เริ่มจากปริมาณน้อยแล้วดูผลตอบสนองก่อนปรับ จึงเป็นเรื่องสำคัญ
อีกจุดที่ควรระวังคือยาแพร่ไปโดนกล้ามเนื้อริมฝีปากล่าง กล้ามเนื้อดึงริมฝีปากล่าง (DLI) วางอยู่ด้านในของกล้ามเนื้อ DAO ถ้าฉีดเข้าไปด้านในหรือลึกเกินไปจนยาแพร่ไปโดนกล้ามเนื้อมัดนี้ ริมฝีปากล่างอาจเบี้ยวไปข้างหนึ่ง พูดไม่ชัด หรือขยับเผยฟันล่างได้ยากขึ้น อาการเหล่านี้มักหายไปเองเมื่อฤทธิ์ยาลดลง แต่บางครั้งอาจรู้สึกไม่สบายอยู่หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน การฉีดให้ตรงตำแหน่งจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ อาการช้ำหรือเจ็บบริเวณที่ฉีดเป็นเรื่องปกติและมักหายไปเร็ว จากงานวิจัยที่กล่าวมา ตลอด 3 เดือนไม่พบผลข้างเคียงที่น่าเป็นห่วง แต่เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีเพียง 41 คน จึงควรมองเป็นแนวโน้มมากกว่าฟันธงเป็นตัวเลขตายตัว สุดท้ายแล้ว หัตถการนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดเป็นหลัก การเลือกฉีดกับแพทย์ที่คุ้นเคยกายวิภาคกล้ามเนื้อรอบปากและมีประสบการณ์จึงปลอดภัยกว่า ถ้าประเมินสาเหตุได้ถูกต้องและเหมาะกับกรณีที่ปัญหามาจากกล้ามเนื้อ โบท็อกซ์มุมปากก็เป็นหัตถการใช้เวลาสั้นๆ ที่ช่วยให้สีหน้าที่เคยดูแข็งกลายเป็นผ่อนคลายขึ้นได้จริง
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการโบท็อกซ์หางตาคลายตีนกา ปริมาณมาตรฐาน ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ และข้อควรระวัง
สรุปหลักการที่โบท็อกซ์บริเวณหางตาช่วยคลายตีนกา ตั้งแต่วิธีลดแรงบีบของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่พับผิวตอนยิ้มจนริ้วรอยตื้นขึ้น ปริมาณมาตรฐานรวม 24 ยูนิตสองข้างและตำแหน่งที่ฉีด ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลและระยะเวลาที่อยู่ได้ราว 4 เดือน ข้อจำกัดของริ้วรอยขาดลึกแบบคงที่ ไปจนถึงผลข้างเคียงและข้อควรระวัง อ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงทั้งหมด
By Dr. Kim

โบท็อกซ์คางลูกกอล์ฟ แก้คางเป็นเม็ดขรุขระให้เรียบเนียน หลักการทำงาน ระยะเวลาอยู่ได้ และผลข้างเคียง
โบท็อกซ์คางลูกกอล์ฟคือหัตถการที่ช่วยให้คางที่ขรุขระเป็นเม็ด ๆ เรียบเนียนขึ้น ด้วยการคลายกล้ามเนื้อคาง (mentalis) ที่ทำงานหนักเกินไป บทความนี้รวบรวมทั้งปริมาณยาและตำแหน่งฉีด ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลและอยู่ได้นานแค่ไหน ความแตกต่างจากปัญหาโครงสร้างอย่างคางสั้นหรือคางยื่น ไปจนถึงผลข้างเคียงและข้อควรระวัง โดยอ้างอิงจากข้อมูลจริง
By Dr. Kim

ร่องแก้มต้องหาสาเหตุก่อน ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และคอลลาเจนช่วยได้แค่ไหนและอยู่นานเท่าไร
ร่องแก้มของคุณเกิดจากผิวหย่อนคล้อย ปริมาตรที่ยุบหาย หรือผิวที่แก่ลง เพราะสาเหตุต่างกันทำให้ต้องเลือกระหว่างฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนต่างกัน บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่ายว่าแต่ละแบบเหมาะกับใคร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ไปจนถึงความปลอดภัยของเส้นเลือดข้างจมูก โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee