prettytime
Botox

หลักการโบท็อกซ์หางตาคลายตีนกา ปริมาณมาตรฐาน ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ และข้อควรระวัง

By Dr. Kim2 min read

ริ้วรอยเล็กๆ ที่กระจายเป็นรูปพัดบริเวณหางตา คนทั่วไปมักเรียกว่าตีนกา เป็นริ้วรอยที่ปรากฏชัดตอนยิ้มหรือหยีตา จนทำให้หลายคนกังวลเพราะดูเหนื่อยล้าเกินวัยไปหน่อย วิธีที่เข้าถึงง่ายและได้ผลค่อนข้างเร็วคือการฉีดโบท็อกซ์บริเวณหางตา หลักการคือลดแรงบีบของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอย เมื่อกล้ามเนื้อหย่อนแรงลง ผิวที่เคยพับตอนยิ้มก็พับน้อยลง ริ้วรอยจึงตื้นขึ้น แต่บริเวณรอบดวงตาเป็นจุดที่บอบบาง ตำแหน่งฉีดและปริมาณที่ใช้จึงส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างมาก จึงขอไล่เรียงตั้งแต่สาเหตุที่ตีนกาเกิดขึ้น หลักการที่โบท็อกซ์ช่วยคลายริ้วรอย ตำแหน่งและปริมาณที่ฉีด ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ ไปจนถึงผลข้างเคียงและข้อควรระวัง โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงทั้งหมด

ภาพประกอบกายวิภาคของกล้ามเนื้อรอบดวงตา (orbicularis oculi) ที่หุ้มรอบดวงตาเป็นวงแหวน ทำหน้าที่หลับตาและบีบหางตาตอนยิ้ม กล้ามเนื้อมัดนี้เองที่พับผิวหนังบริเวณหางตาเป็นรูปพัดจนเกิดเป็นตีนกา

ทำไมถึงเกิดริ้วรอยตีนกา (crow's feet)?

รอบดวงตามีกล้ามเนื้อมัดหนึ่งพันเป็นวงแหวน ทำหน้าที่หลับตาและกะพริบตา เรียกว่ากล้ามเนื้อรอบดวงตา หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า orbicularis oculi กล้ามเนื้อมัดนี้เป็นทั้งสวิตช์หลับตาและตัวบีบหางตาตอนยิ้ม เวลาเรายิ้มหรือหยีตา กล้ามเนื้อมัดนี้จะหดตัวและพับผิวหนังบริเวณหางตาให้เป็นรูปพัด พอพับซ้ำๆ กันบ่อยเข้า รอยพับก็ทิ้งร่องรอยไว้ กลายเป็นตีนกา

ยิ่งผิวเสื่อมสภาพตามวัยเข้ามาซ้อนด้วย ริ้วรอยก็ยิ่งชัดขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นในผิวจะลดลงและบางลง แรงที่ผิวเคยดีดตัวกลับหลังพับก็อ่อนลงตาม ทำให้แม้เลิกยิ้มแล้วรอยพับก็ยังค้างอยู่ นอกจากนี้ผิวรอบดวงตายังบางที่สุดในใบหน้าอยู่แล้ว ริ้วรอยจึงมักขึ้นก่อนบริเวณอื่น แสงแดดก็เป็นอีกตัวการที่ทำลายเส้นใยยืดหยุ่นและเร่งให้ผิวเสื่อมเร็วขึ้น

ตีนกาจึงแบ่งได้เป็นสองแบบหลักๆ แบบแรกคือริ้วรอยที่ขึ้นเฉพาะตอนยิ้ม เรียกว่าริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า ส่วนแบบที่สองคือรอยที่ค้างอยู่แม้หน้านิ่ง เรียกว่าริ้วรอยขาดหรือริ้วรอยคงที่ ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าเกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเป็นหลัก โบท็อกซ์จึงได้ผลดี ส่วนริ้วรอยที่ขาดลึกแล้วเป็นผลจากผิวที่บางและเสื่อมสภาพไปแล้ว การคลายกล้ามเนื้ออย่างเดียวจึงมีข้อจำกัด ก่อนเข้ารับการฉีด จึงควรสังเกตก่อนว่าริ้วรอยของตัวเองใกล้เคียงกับแบบไหนมากกว่ากัน

กราฟแสดงสัดส่วนคนที่ตีนกาดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับ หลังฉีดโบท็อกซ์บริเวณหางตาไปแล้วหนึ่งเดือน แพทย์ประเมินว่าดีขึ้นถึง 87.4% ผู้รับการรักษาประเมินตัวเองว่าดีขึ้น 78.8% ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดยาดีขึ้นเพียง 12.1% แสดงให้เห็นว่าริ้วรอยที่ขึ้นตอนยิ้มส่วนใหญ่นุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่คนที่ริ้วรอยหายไปเกือบหมดหรือเหลือแค่จางๆ มีอยู่ราวครึ่งหนึ่งเท่านั้น จึงควรมองว่าเป็นการทำให้ตื้นขึ้นมากกว่าที่จะหายไปทั้งหมด
กราฟแสดงสัดส่วนคนที่ตีนกาดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับ หลังฉีดโบท็อกซ์บริเวณหางตาไปแล้วหนึ่งเดือน แพทย์ประเมินว่าดีขึ้นถึง 87.4% ผู้รับการรักษาประเมินตัวเองว่าดีขึ้น 78.8% ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดยาดีขึ้นเพียง 12.1% แสดงให้เห็นว่าริ้วรอยที่ขึ้นตอนยิ้มส่วนใหญ่นุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่คนที่ริ้วรอยหายไปเกือบหมดหรือเหลือแค่จางๆ มีอยู่ราวครึ่งหนึ่งเท่านั้น จึงควรมองว่าเป็นการทำให้ตื้นขึ้นมากกว่าที่จะหายไปทั้งหมด

โบท็อกซ์ (Botox) คลายริ้วรอยตีนกาได้อย่างไร?

โบท็อกซ์บริเวณหางตาไม่ใช่หัตถการที่ดันหรือยืดริ้วรอยออกด้วยแรงทางกายภาพ แต่เป็นการลดแรงบีบของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ทำให้เกิดริ้วรอย เมื่อโบทูลินั่มท็อกซิน (Botulinum toxin) ไปปิดกั้นสัญญาณจากปลายประสาทไปยังกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อมัดนั้นก็หดตัวน้อยลง แรงที่บีบหางตาตอนยิ้มจึงลดลง ผิวพับน้อยลง ริ้วรอยก็ตื้นขึ้น เท่ากับลดจำนวนครั้งที่ผิวถูกพับ รอยที่ทิ้งไว้ก็น้อยลงตามไปด้วย

ภาพด้านข้างเปรียบเทียบก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์บริเวณหางตา ตีนกาที่เคยขึ้นตอนยิ้มนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผลลัพธ์นี้ยืนยันได้ด้วยตัวเลขเช่นกัน จากการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่สองฉบับ หลังฉีดโบท็อกซ์บริเวณหางตาไปหนึ่งเดือน แพทย์ประเมินว่า 87.4% ของผู้เข้าร่วมมีริ้วรอยดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับ ผลประเมินตนเองก็สูงเช่นกันที่ 78.8% ขณะที่กลุ่มไม่ได้ฉีดยาดีขึ้นเพียง 12.1% นั่นหมายความว่าริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าตอนยิ้มส่วนใหญ่นุ่มขึ้นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ควรตั้งความคาดหวังไว้ตามความเป็นจริง คนที่ริ้วรอยหายไปเกือบหมดหรือเหลือแค่จางๆ มีอยู่ราวครึ่งหนึ่งเท่านั้น พูดง่ายๆ คือตีนกาไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่ริ้วที่เคยเป็นร่องลึกจะตื้นและนุ่มขึ้นกว่าเดิม และผลลัพธ์แบบนี้จะเห็นชัดในริ้วรอยที่ขึ้นตอนยิ้ม ส่วนรอยที่ขาดลึกอยู่แล้วจะคลายได้น้อยกว่า

ฉีดตรงไหน ปริมาณเท่าไหร่?

การฉีดโบท็อกซ์บริเวณหางตาเล็งไปที่จุดด้านนอกหางตา ซึ่งเป็นบริเวณที่กล้ามเนื้อรอบดวงตากระจายตัวเป็นรูปพัด ปริมาณมาตรฐานมีหลักฐานรองรับชัดเจน ตามเกณฑ์ที่ อย. สหรัฐฯ รับรอง โบท็อกซ์ใช้ข้างละ 12 ยูนิต รวมสองข้าง 24 ยูนิต แบ่งฉีดข้างละ 3 จุด จุดละ 4 ยูนิต ฉีดตื้นๆ ใต้ผิวหนังโดยตรง

หัวข้อรายละเอียด
กล้ามเนื้อเป้าหมายกล้ามเนื้อรอบดวงตา (orbicularis oculi)
ปริมาณมาตรฐานรวม 24 U สองข้าง ข้างละ 12 U
ตำแหน่งฉีดด้านนอกหางตา ข้างละ 3 จุด
ความลึกตื้น ใต้ผิวหนังโดยตรง

ตำแหน่งที่ฉีดมีผลต่อผลลัพธ์อย่างมาก ควรเลือกจุดที่ปลอดภัยเหนือกระดูก ห่างจากหางตาออกไปประมาณหนึ่งข้อนิ้ว แล้วฉีดตื้นๆ หากฉีดต่ำเกินไปจนยาไปโดนกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม อาจทำให้แก้มดูผิดปกติตอนยิ้ม และถ้าฉีดเข้าด้านในใกล้ดวงตามากเกินไป อาจกระทบแรงหลับตาหรือเปลือกตาล่าง จึงต้องเว้นระยะห่างจากดวงตาไว้พอสมควร ส่วนเซโอมิน (Xeomin) ใช้ระบบปริมาณเดียวกับโบท็อกซ์จึงใช้ในปริมาณใกล้เคียงกัน ขณะที่ดิสพอร์ต (Dysport) มีหน่วยต่างออกไป จึงใช้มากกว่าที่ราว 30 ยูนิตต่อข้าง ผู้ที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่แล้วหรือมีใต้ตาหนา ควรเริ่มด้วยปริมาณน้อยกว่าและระมัดระวังเป็นพิเศษ

กราฟแสดงค่ามัธยฐานของจำนวนวันที่ผลโบท็อกซ์บริเวณหางตาอยู่ได้หลังฉีดหนึ่งครั้ง ริ้วรอยที่ขึ้นตอนยิ้มอยู่ได้ประมาณ 125 ถึง 144 วัน ส่วนริ้วรอยที่ค้างอยู่แม้หน้านิ่งอยู่ได้ 137 ถึง 148 วัน นับเป็นวันอาจดูไม่คุ้นเคย แต่คิดง่ายๆ คือราว 4 ถึง 5 เดือน จึงมองเป็นการฉีดซ้ำทุกช่วงเปลี่ยนฤดูเพื่อรักษาผลไว้ได้
กราฟแสดงค่ามัธยฐานของจำนวนวันที่ผลโบท็อกซ์บริเวณหางตาอยู่ได้หลังฉีดหนึ่งครั้ง ริ้วรอยที่ขึ้นตอนยิ้มอยู่ได้ประมาณ 125 ถึง 144 วัน ส่วนริ้วรอยที่ค้างอยู่แม้หน้านิ่งอยู่ได้ 137 ถึง 148 วัน นับเป็นวันอาจดูไม่คุ้นเคย แต่คิดง่ายๆ คือราว 4 ถึง 5 เดือน จึงมองเป็นการฉีดซ้ำทุกช่วงเปลี่ยนฤดูเพื่อรักษาผลไว้ได้

ผลลัพธ์เริ่มเห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน?

โบท็อกซ์บริเวณหางตาไม่ได้ทำให้ริ้วรอยเรียบทันทีที่ฉีดเสร็จ เพราะตัวยาต้องใช้เวลาสองสามวันกว่าจะปิดกั้นสัญญาณประสาทและทำให้กล้ามเนื้อคลายแรงลง โดยทั่วไปริ้วรอยจะเริ่มตื้นขึ้นทีละน้อยในช่วง 3 ถึง 7 วันหลังฉีด และเห็นผลชัดที่สุดราวสัปดาห์ที่ 2 จึงควรรอประเมินผลจริงหลังจากฉีดไปแล้วประมาณสองสัปดาห์

ผลจะอยู่ได้นานราว 4 เดือนโดยเฉลี่ย จากการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่ ค่ามัธยฐานของระยะเวลาที่ผลคงอยู่คือ ริ้วรอยที่ขึ้นตอนยิ้มอยู่ได้ประมาณ 125 ถึง 144 วัน ส่วนริ้วรอยที่ค้างแม้หน้านิ่งอยู่ได้ 137 ถึง 148 วัน คิดเป็นช่วงราว 4 ถึง 5 เดือน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้รับการรักษายังเห็นผลอยู่แม้ผ่านไปเกิน 4 เดือนแล้ว

เมื่อเวลาผ่านไป ปลายประสาทจะเริ่มส่งสัญญาณอีกครั้ง กล้ามเนื้อก็กลับมามีแรง ริ้วรอยจึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นใหม่ หากต้องการรักษาผลไว้ต่อเนื่อง จึงควรฉีดซ้ำทุก 3 ถึง 4 เดือน บางคนที่ฉีดสม่ำเสมอเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อจะเคยชินกับสภาวะที่แรงน้อยลง ทำให้ระยะห่างระหว่างครั้งยืดออกได้เอง ในทางกลับกัน บริเวณหางตาเป็นจุดที่ใช้แสดงสีหน้าบ่อย ผลจึงอาจหมดเร็วกว่าบริเวณหน้าผากเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่าผลเริ่มจางลง ก็ควรฉีดซ้ำได้เลย

ริ้วรอยขาดลึกแบบคงที่ โบท็อกซ์ช่วยได้แค่ไหน?

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าตีนกาไม่ได้เป็นริ้วรอยแบบเดียวกันทั้งหมด แล้วแต่สาเหตุ บางแบบโบท็อกซ์ได้ผลดี บางแบบต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย หากแบ่งคร่าวๆ เป็นสามกลุ่มก็จะเห็นทิศทางชัดขึ้น

ลักษณะริ้วรอยวิธีที่เหมาะสม
ขึ้นเฉพาะตอนยิ้มโบท็อกซ์บริเวณหางตา
ค้างอยู่แม้หน้านิ่งฟิลเลอร์หรือสกินบูสเตอร์ร่วมด้วย
ใต้ตาหย่อนคล้อยและมีไขมันเลเซอร์หรือการยกกระชับ

ริ้วรอยที่ขึ้นเฉพาะตอนยิ้มตอบสนองต่อโบท็อกซ์ได้ดีที่สุด ส่วนริ้วรอยที่ขาดลึกจนค้างอยู่แม้หน้านิ่ง แม้คลายกล้ามเนื้อแล้วรอยก็ยังไม่หายสนิท กรณีนี้มักใช้ฟิลเลอร์ปริมาณน้อยมากหรือสกินบูสเตอร์เติมเต็มร่องตื้นๆ หรือใช้เลเซอร์แบบแฟรกชันแนล (fractional laser) ช่วยฟื้นผิวให้เรียบเนียนขึ้น ควบคู่กันไป คือใช้ท็อกซินลดการพับ และใช้วิธีอื่นเติมเต็มรอยที่ขาดไปแล้ว เสริมกันไปในตัว

กรณีที่ผิวใต้ตาหย่อนคล้อยและมีทั้งริ้วรอยกับไขมันสะสมร่วมด้วย เรื่องนี้ต่างออกไปเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแบบนี้โบท็อกซ์จัดการได้ยาก จึงควรพิจารณาเลเซอร์ใต้ตาหรือการยกกระชับแทน หากฉีดโบท็อกซ์ใต้ตาผิดวิธี อาจทำให้แรงพยุงใต้ตาลดลงและดูหย่อนคล้อยมากขึ้นได้ จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ดังนั้นหากกังวลเรื่องริ้วรอยรอบดวงตา ควรดูก่อนว่าเป็นริ้วรอยตอนยิ้ม รอยขาดลึก หรือเป็นเรื่องผิวหย่อนคล้อย แล้วจึงเลือกวิธีที่เหมาะสม เพราะสิ่งนี้ส่งผลต่อผลลัพธ์โดยตรง

กราฟแสดงความพึงพอใจของผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์ทั้งบริเวณระหว่างคิ้วและหางตาไปพร้อมกัน เมื่อครบสองเดือน 86.7% รู้สึกว่าผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวัง และ 81.7% พึงพอใจกับผลลัพธ์โดยรวม ส่วนความพึงพอใจในเรื่องระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ลดลงมาอยู่ที่ 61.6% เพราะแม้ผลจะดี แต่พอผ่านไปราวสี่เดือนก็เริ่มจางลง หลายคนจึงยังอยากให้อยู่ได้นานกว่านี้
กราฟแสดงความพึงพอใจของผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์ทั้งบริเวณระหว่างคิ้วและหางตาไปพร้อมกัน เมื่อครบสองเดือน 86.7% รู้สึกว่าผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวัง และ 81.7% พึงพอใจกับผลลัพธ์โดยรวม ส่วนความพึงพอใจในเรื่องระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ลดลงมาอยู่ที่ 61.6% เพราะแม้ผลจะดี แต่พอผ่านไปราวสี่เดือนก็เริ่มจางลง หลายคนจึงยังอยากให้อยู่ได้นานกว่านี้

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังมีอะไรบ้าง?

สิ่งที่ควรรู้ไว้มากที่สุดสำหรับโบท็อกซ์บริเวณหางตาคือเรื่องยาแพร่กระจาย เพราะรอบดวงตาเป็นจุดบอบบาง หากตำแหน่งฉีดคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อยหรือใช้ปริมาณมากเกินไป ท็อกซินอาจแพร่ไปยังกล้ามเนื้อข้างเคียงได้ หากฉีดต่ำเกินไปจนโดนกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม อาจทำให้แก้มหย่อนหรือสีหน้าดูผิดธรรมชาติตอนยิ้ม แม้พบได้น้อยมาก แต่หากยาแพร่ไปถึงกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวลูกตา อาจทำให้เกิดภาพซ้อนได้ ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อฤทธิ์ยาหมดลง แต่ด้วยความเสี่ยงเช่นนี้ จึงสำคัญมากที่ต้องเว้นระยะห่างจากดวงตาและฉีดตื้นๆ

นอกจากนี้ รอยช้ำหรืออาการบวมตรงจุดที่ฉีดเข็มเป็นเรื่องพบได้บ่อยและมักหายไปเร็ว บริเวณรอบดวงตามีเส้นเลือดฝอยเยอะจึงช้ำง่ายกว่าจุดอื่น บางครั้งก่อนฉีดจึงประคบเย็นสักครู่ช่วยลดความเสี่ยงได้ บางคนอาจรู้สึกว่าใต้ตานูนขึ้นเล็กน้อยตอนยิ้ม หรือสีหน้าดูต่างไปจากเดิมบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ปรับปริมาณยาให้เหมาะสมก็จะดูเป็นธรรมชาติขึ้น

โดยรวมแล้วความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง จากกลุ่มที่ฉีดทั้งบริเวณระหว่างคิ้วและหางตาพร้อมกัน เมื่อครบสองเดือน 86.7% รู้สึกว่าผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวัง และ 81.7% พึงพอใจกับผลลัพธ์ ท้ายที่สุด หัตถการนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณที่ฉีดเป็นหลัก จึงควรเลือกรับการรักษาจากสถานพยาบาลที่คุ้นเคยกับกายวิภาครอบดวงตาและมีประสบการณ์สูง เมื่อแยกสาเหตุได้ถูกต้องและเลือกวิธีให้ตรงกับริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า โบท็อกซ์บริเวณหางตาก็เป็นหัตถการสั้นๆ ที่ช่วยให้ดวงตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับมาดูสบายตาขึ้นได้

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Botox

หลักการฉีดโบท็อกซ์ยกมุมปากตก ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง สรุปจากงานวิจัย

รวมวิธียกมุมปากที่ตกด้วยโบท็อกซ์ ตั้งแต่หลักการกดกล้ามเนื้อดึงมุมปากลง (DAO) ให้กล้ามเนื้อยกมุมปากทำงานเด่นขึ้น ตำแหน่งและปริมาณยาที่ฉีด ช่วงเวลาที่เห็นผลและอยู่ได้นานแค่ไหน การฉีดร่วมกับฟิลเลอร์ ไปจนถึงผลข้างเคียงและข้อควรระวัง อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Botox

โบท็อกซ์คางลูกกอล์ฟ แก้คางเป็นเม็ดขรุขระให้เรียบเนียน หลักการทำงาน ระยะเวลาอยู่ได้ และผลข้างเคียง

โบท็อกซ์คางลูกกอล์ฟคือหัตถการที่ช่วยให้คางที่ขรุขระเป็นเม็ด ๆ เรียบเนียนขึ้น ด้วยการคลายกล้ามเนื้อคาง (mentalis) ที่ทำงานหนักเกินไป บทความนี้รวบรวมทั้งปริมาณยาและตำแหน่งฉีด ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลและอยู่ได้นานแค่ไหน ความแตกต่างจากปัญหาโครงสร้างอย่างคางสั้นหรือคางยื่น ไปจนถึงผลข้างเคียงและข้อควรระวัง โดยอ้างอิงจากข้อมูลจริง

By Dr. Kim

Filler

ร่องแก้มต้องหาสาเหตุก่อน ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และคอลลาเจนช่วยได้แค่ไหนและอยู่นานเท่าไร

ร่องแก้มของคุณเกิดจากผิวหย่อนคล้อย ปริมาตรที่ยุบหาย หรือผิวที่แก่ลง เพราะสาเหตุต่างกันทำให้ต้องเลือกระหว่างฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนต่างกัน บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่ายว่าแต่ละแบบเหมาะกับใคร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ไปจนถึงความปลอดภัยของเส้นเลือดข้างจมูก โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Back to articles