หลักการที่โบท็อกซ์กรามลดกล้ามเนื้อบดเคี้ยวจนหน้าเรียว พร้อมระยะเวลาอยู่ตัวและรอบฉีดซ้ำ
By Dr. Lee1 min read

หลายคนส่องกระจกแล้วรู้สึกว่ากรามตัวเองดูเหลี่ยมและหนากว่าที่คิด โดยเฉพาะเวลากัดฟันแน่น ๆ แล้วเห็นก้อนนูนขึ้นมาทั้งสองข้างใต้กราม จุดนี้มักไม่ได้เกิดจากกระดูกอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เกิดจากกล้ามเนื้อ เพราะถ้ากล้ามเนื้อที่ใช้บดเคี้ยวพัฒนาจนหนาขึ้น ก็จะทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูกว้างและเหลี่ยมตามไปด้วย
วิธีที่มักถูกพูดถึงในกรณีนี้คือโบท็อกซ์กราม แม้ชื่อนี้จะคุ้นหูกันดี แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นในกล้ามเนื้อจนทำให้เส้นหน้าเรียวลงได้ กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงเพราะอะไร ความเรียวค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างไร ทำไมผลถึงไม่มาทันที และสุดท้ายอยู่ได้นานแค่ไหน บทความนี้จะไล่อธิบายให้เข้าใจง่ายทีละข้อ
ทำไมกรามเหลี่ยมอาจไม่ได้เกิดจากกระดูก แต่เป็นเพราะกล้ามเนื้อ?
สาเหตุที่กรามดูเหลี่ยมแบ่งได้เป็นสองแบบหลัก แบบแรกคือกระดูกขากรรไกรล่างเองที่กว้างและมีมุมเหลี่ยมอยู่แล้ว ส่วนแบบที่สองคือกล้ามเนื้อที่คลุมกระดูกอยู่หนาจนทำให้มุมนั้นเด่นชัดขึ้น โบท็อกซ์กรามจะช่วยได้ในกรณีหลัง คือเมื่อสาเหตุหลักมาจากกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อมัดนี้ชื่อว่า masseter หรือกล้ามเนื้อบดเคี้ยว ทอดยาวจากใต้ใบหูไปจนถึงมุมกราม เป็นกล้ามเนื้อที่หดตัวแรงเวลาเคี้ยวอาหารหรือกัดฟันแน่น คนที่มีนิสัยกัดฟันบ่อย ๆ หรือเคี้ยวของแข็งเป็นประจำ กล้ามเนื้อมัดนี้ก็จะหนาขึ้นเหมือนแขนของคนที่ออกกำลังกายหนัก ๆ
หากลองกัดฟันแน่น ๆ แล้วรู้สึกว่าใต้กรามแข็งเป็นก้อนนูนชัดเจน แสดงว่ากล้ามเนื้อน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่มาก แต่ถ้าออกแรงกัดแล้วไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง อาจเป็นเพราะโครงสร้างกระดูกเป็นตัวหลัก ซึ่งกรณีนี้ผลที่คาดหวังได้จากโบท็อกซ์จะจำกัดกว่า ดังนั้นก่อนตัดสินใจทำหัตถการ ควรตรวจดูความแตกต่างนี้ให้ชัดเจนก่อนเป็นอันดับแรก
โบทูลินั่มท็อกซินทำให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวอ่อนแรงลงได้อย่างไร?
กล้ามเนื้อจะขยับได้ต้องอาศัยสัญญาณจากเส้นประสาท สารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณนี้คือ acetylcholine ลองนึกภาพว่ามันเป็นข้อความที่เส้นประสาทส่งไปบอกกล้ามเนื้อว่า "หดตัวเดี๋ยวนี้" จุดที่เส้นประสาทกับกล้ามเนื้อมาบรรจบกันเรียกว่ารอยต่อประสาทกล้ามเนื้อ (neuromuscular junction) ซึ่งเปรียบเหมือนตู้ไปรษณีย์ที่ข้อความเหล่านี้ต้องผ่านออกไป
botulinum toxin หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโบท็อกซ์ คือสารที่เข้าไปปิดกั้นไม่ให้ข้อความออกจากตู้ไปรษณีย์นั้นได้ มันจะบล็อกกระบวนการปล่อย acetylcholine จากปลายประสาทโดยตรง ทำให้ต่อให้เส้นประสาทพยายามส่งสัญญาณแค่ไหน ก็ไปไม่ถึงกล้ามเนื้อ ตัวยาไม่ได้ตัดหรือทำลายกล้ามเนื้อโดยตรง แต่เป็นการตัดคำสั่งที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อต่างหาก
เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อบดเคี้ยว คำสั่งให้หดตัวที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อมัดนี้จะลดลง แม้กัดฟันแน่นก็จะไม่รู้สึกตึงเป็นก้อนแข็งเหมือนก่อน แรงบดเคี้ยวเองก็จะอ่อนลงชั่วคราวด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเคี้ยวไม่ได้เลย เพียงแค่แรงที่เคยใช้เกินความจำเป็นจะลดลงมาอยู่ในระดับที่พอดีขึ้น
กล้ามเนื้อฝ่อจนหน้าเรียวขึ้นได้อย่างไร?
กล้ามเนื้อที่ไม่ได้รับคำสั่งจะออกแรงน้อยลง และเมื่อออกแรงน้อยลงไปเรื่อย ๆ ขนาดของมันก็จะเล็กลงตามเวลา ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อฝ่อ (muscle atrophy) คือกล้ามเนื้อที่ไม่ค่อยได้ใช้งานจะค่อย ๆ ลดปริมาตรลง เป็นหลักการเดียวกับแขนที่เข้าเฝือกนาน ๆ แล้วผอมลงนั่นเอง
กล้ามเนื้อบดเคี้ยวเป็นมัดที่ใช้เคี้ยวและพูดทุกวัน จึงไม่ได้หยุดพักไปเลยทีเดียว แต่เมื่อออกแรงน้อยลงและยังคงขยับต่อไปเรื่อย ๆ เส้นใยกล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ บางลง เมื่อกล้ามเนื้อบางลง ความหนาที่เคยคลุมกระดูกอยู่ก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้เมื่อมองจากด้านข้าง มุมใต้กรามที่เคยเด่นชัดจะเปลี่ยนเป็นเส้นที่นุ่มนวลขึ้น
กระบวนการนี้คือปริมาตรของกล้ามเนื้อที่เล็กลงจริง ๆ ในทางกายภาพ จึงต่างจากหัตถการที่ดึงกระชับผิวหรือสลายไขมัน เพราะเป็นการลดเฉพาะความหนาของกล้ามเนื้อ ส่วนกระดูกและไขมันยังคงเดิม ดังนั้นยิ่งกล้ามเนื้อมีสัดส่วนมากในโครงหน้าเดิมเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงก็จะยิ่งเห็นชัดขึ้นเท่านั้น
ทำไมผลไม่มาทันที แต่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีหลัง?
หลังฉีดทันที รูปหน้าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะการบล็อกสัญญาณประสาทต้องใช้เวลา 3-7 วันกว่าจะเริ่มออกฤทธิ์เต็มที่ และการที่ปริมาตรกล้ามเนื้อจะลดลงจริง ๆ ยิ่งต้องใช้เวลานานกว่านั้นอีก โดยทั่วไปหลังฉีดประมาณ 1-2 สัปดาห์จะเริ่มรู้สึกว่าแรงเคี้ยวอ่อนลงก่อน ส่วนเส้นกรามที่เรียวขึ้นมักจะเริ่มสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช่วง 4-6 สัปดาห์เป็นต้นไป
ที่มีช่วงเวลาต่างกันแบบนี้เป็นเพราะความเร็วในการฝ่อของกล้ามเนื้อ สัญญาณประสาทถูกบล็อกได้ค่อนข้างเร็ว แต่การที่เส้นใยกล้ามเนื้อจะบางลงจริง ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ที่ค่อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ เปรียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกตัดกิ่งแล้วไม่ได้ผอมลงทันที แต่ค่อย ๆ แห้งและเล็กลงตามเวลา
ดังนั้นไม่ต้องรีบร้อนกังวลหากผ่านไป 2-3 สัปดาห์แล้วยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน โดยทั่วไปมีรายงานว่าผลจะเต็มที่ในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 8 ถึง 12 และมักใช้ช่วงเวลานี้เป็นจุดที่เหมาะสำหรับดูผลลัพธ์สุดท้ายของเส้นกราม
กล้ามเนื้อจะเล็กลงมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับอะไร?
แม้จะฉีดปริมาณเท่ากัน แต่ผลลัพธ์เรื่องความเรียวก็ต่างกันไปในแต่ละคน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้มีดังนี้
- ความหนาของกล้ามเนื้อเดิม คนที่มีนิสัยกัดฟันแน่นหรือเคี้ยวของแข็งบ่อย ๆ จนกล้ามเนื้อพัฒนาไปมาก ยิ่งมีช่องว่างให้ลดลงมากเท่านั้น จึงมักเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่า
- สัดส่วนระหว่างกระดูกกับกล้ามเนื้อ หากสาเหตุที่กรามเหลี่ยมส่วนใหญ่มาจากกระดูก ต่อให้ลดกล้ามเนื้อลง โครงกระดูกก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ผลลัพธ์จึงอาจไม่มากเท่าที่คาดหวังไว้
- นิสัยการเคี้ยวหลังฉีด หากยังคงเคี้ยวของแข็งหรือหมากฝรั่งต่อไปเรื่อย ๆ กล้ามเนื้อส่วนที่เหลือก็จะปรับตัวออกแรงตามแรงกระตุ้นนั้นอีกครั้ง ทำให้ความเร็วหรือระดับการฝ่ออาจลดลงตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ ขั้นตอนสำคัญเวลาปรึกษาคือให้ผู้ป่วยกัดฟันแน่น ๆ เพื่อตรวจดูความหนาและขอบเขตของกล้ามเนื้อโดยตรง เพราะต้องประเมินสัดส่วนของกล้ามเนื้อก่อน จึงจะคาดการณ์ขอบเขตของผลลัพธ์ได้อย่างสมเหตุสมผล
ผลอยู่ได้นานแค่ไหน และต้องฉีดซ้ำเมื่อไหร่?
แรงกล้ามเนื้อที่ลดลงจากโบท็อกซ์ไม่ได้อยู่ถาวร เมื่อเวลาผ่านไป ปลายประสาทจะแตกแขนงใหม่ขึ้นมาและส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อได้อีกครั้ง คล้ายกับตู้ไปรษณีย์ที่เคยถูกปิดแล้วมีช่องทางใหม่เปิดขึ้นมา เมื่อสัญญาณกลับมา กล้ามเนื้อก็จะเริ่มออกแรงอีกครั้งและค่อย ๆ กลับไปมีความหนาใกล้เคียงเดิม
โดยทั่วไปมีรายงานว่าผลจากการฉีดครั้งแรกจะอยู่ได้ประมาณ 4 ถึง 6 เดือน แต่ระยะเวลานี้แตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ฉีด ขนาดกล้ามเนื้อเดิม และนิสัยการเคี้ยวของแต่ละคน ที่น่าสนใจคือมีรายงานว่ายิ่งฉีดซ้ำหลายครั้ง กล้ามเนื้อยิ่งฟื้นตัวกลับมาน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้ช่วงห่างระหว่างการฉีดครั้งต่อไปยาวขึ้นกว่าครั้งแรก ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นเพราะกล้ามเนื้อที่ไม่ค่อยได้ใช้งานก็มีขีดจำกัดในการกลับมาโตขึ้นใหม่เช่นกัน
หากต้องการรักษาเส้นกรามให้เรียวอยู่ต่อเนื่อง ก็ควรพิจารณาฉีดซ้ำตามจังหวะที่ผลเริ่มจางลง อย่างไรก็ตาม แทนที่จะฉีดปริมาณเดิมซ้ำทุกครั้งตั้งแต่แรก การตรวจดูระดับที่กล้ามเนื้อฟื้นตัวในแต่ละครั้งแล้วปรับปริมาณให้พอดีกับความจำเป็นจริง ๆ จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่า
ก่อนและหลังฉีด ควรรู้อะไรบ้าง?
มีข้อควรทราบบางอย่างที่จะช่วยได้เมื่อกำลังพิจารณาทำหัตถการนี้
- แรงเคี้ยวจะลดลงไปพร้อมกันด้วย แม้เป้าหมายหลักคือเรื่องเส้นหน้า แต่กล้ามเนื้อบดเคี้ยวก็ทำหน้าที่เคี้ยวอาหารด้วย หลังฉีดใหม่ ๆ จึงอาจรู้สึกว่าเคี้ยวของเหนียวได้ลำบากขึ้นเล็กน้อย
- ผลต้องใช้เวลาจึงจะเต็มที่ แทนที่จะตัดสินผลลัพธ์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ควรรอดูรูปหน้าหลังจากผ่านไป 8 ถึง 12 สัปดาห์จึงจะแม่นยำกว่า
- หากสาเหตุส่วนใหญ่มาจากกระดูก ควรประเมินขอบเขตของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ไว้ล่วงหน้า เพราะแม้ลดกล้ามเนื้อลง โครงกระดูกก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม จึงจำเป็นต้องตรวจดูสัดส่วนสาเหตุตั้งแต่ตอนปรึกษา และตั้งเป้าหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
การรู้ข้อเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับผลลัพธ์จริงหลังฉีด สรุปได้ว่าโบท็อกซ์กรามเหมาะกับกรณีที่สาเหตุมาจากกล้ามเนื้อ ไม่ใช่กระดูก โดยเป็นวิธีลดสัญญาณประสาทที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อบดเคี้ยวชั่วคราว เพื่อให้ความหนาของกล้ามเนื้อลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ฉีดโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อท่อนแขน ทำให้เส้นแขนเรียวขึ้นจริงหรือไม่ แล้วผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
อธิบายหลักการที่การฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดก้อนกล้ามที่ท่อนแขน ช่วยลดสัญญาณประสาทจนกล้ามเนื้อค่อยๆ เล็กลง พร้อมสรุปเกณฑ์แยกแขนแบบกล้ามเนื้อกับแบบไขมัน ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผล ระยะเวลาคงผล และรอบการฉีดซ้ำไว้อย่างเข้าใจง่าย
By Dr. Lee

โบท็อกซ์ลดกราม ได้ผลจริงแค่ไหน กล้ามเนื้อเคี้ยวหดได้จริงหรือ หน้าเรียวขึ้นได้มากแค่ไหน?
โบท็อกซ์กรามคืออะไร กล้ามเนื้อเคี้ยวหดลงได้อย่างไร ผลลัพธ์และผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง ทำไมกรามที่เกิดจากกระดูกถึงไม่ตอบสนอง และการทำซ้ำส่งผลอะไร รวบรวมไว้ให้ครบในที่เดียว
By Dr. Lee

หลักการที่เอ็มเฟซใช้คลื่นความถี่วิทยุร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อเพื่อความกระชับใบหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้
เอ็มเฟซเป็นหัตถการยกกระชับแบบไม่เจาะผิว ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวไปพร้อมกับสัญญาณไฟฟ้าที่ขยับกล้ามเนื้อใบหน้าโดยตรง บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต้องดูแลทั้งผิวและกล้ามเนื้อไปพร้อมกันถึงจะเห็นความกระชับ ทำไมต้องแบ่งทำหลายครั้ง และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Kim