หลักการที่โบท็อกซ์ลิปฟลิปช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบปาก ทำให้ริมฝีปากบนม้วนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ
By Dr. Kim1 min read

โบท็อกซ์ลิปฟลิป (lip flip) เป็นหัตถการที่ทำให้ริมฝีปากบนดูอวบขึ้น โดยใช้โบท็อกซ์ปริมาณน้อยเท่านั้น ไม่มีการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปเลย ชื่อคำว่า "ฟลิป (flip)" หมายถึงการพลิกริมฝีปากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วปริมาตรของริมฝีปากไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด สิ่งที่เกิดขึ้นคือกล้ามเนื้อรอบปากถูกคลายแรงลงเล็กน้อย ทำให้ริมฝีปากม้วนออกด้านนอกมากกว่าเดิมเล็กน้อยตามธรรมชาติของมันเอง
ดังนั้นลิปฟลิปจึงไม่ใช่หัตถการที่ทำให้ริมฝีปากใหญ่ขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนมุมองศาของริมฝีปากมากกว่า บทความนี้จะอธิบายทีละขั้นตอนว่าทำไมแค่การลดแรงกล้ามเนื้อจึงทำให้ริมฝีปากดูอวบขึ้นได้
ทำไมริมฝีปากบนถึงดูบางลง?
รอบปากมีกล้ามเนื้อที่โอบล้อมริมฝีปากเป็นวงกลม กล้ามเนื้อมัดนี้ทำงานอยู่ตลอดเวลาเมื่อเราห่อปาก ผิวปาก หรือดูดหลอด
หากกล้ามเนื้อนี้เกร็งตัวอยู่ตลอดเวลาแม้ในยามปกติ ริมฝีปากจะถูกดึงให้ม้วนเข้าด้านในเล็กน้อย เมื่อเป็นเช่นนั้น เยื่อบุริมฝีปากสีแดง ซึ่งเป็นส่วนที่ให้สีสันของริมฝีปาก จะโผล่ออกมาน้อยลง ทำให้ริมฝีปากดูบางกว่าความเป็นจริง
โดยเฉพาะคนที่มีเส้นขอบริมฝีปาก คือรอยต่อระหว่างริมฝีปากกับผิวหนังที่ชัดเจน แรงดึงของกล้ามเนื้อมัดนี้จะส่งผลต่อรูปร่างของริมฝีปากมากเป็นพิเศษ เพราะรูปร่างริมฝีปากถูกกำหนดขึ้นจากจุดสมดุลระหว่างแรงที่กล้ามเนื้อดึงเข้าด้านในกับแรงที่ริมฝีปากม้วนออกด้านนอกตามธรรมชาติ
ริมฝีปากบนที่ดูบางลงเมื่ออายุมากขึ้นก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เมื่อความยืดหยุ่นของผิวหนังและเนื้อเยื่อริมฝีปากลดลง แรงยืดหยุ่นที่เคยต้านแรงดึงของกล้ามเนื้อก็อ่อนแรงลงตามไปด้วย ผลก็คือแรงที่กดริมฝีปากเข้าด้านในมักจะเหนือกว่าแรงที่ทำให้ริมฝีปากม้วนขึ้น
โครงสร้างกล้ามเนื้อที่กำหนดรูปร่างริมฝีปาก
กล้ามเนื้อที่โอบล้อมรอบปากเรียกว่ากล้ามเนื้อวงปาก (orbicularis oris) เป็นกล้ามเนื้อรูปวงแหวนคล้ายหูรูด ล้อมรอบปากเป็นวง เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อวงตาที่ใช้เวลาหลับตา
กล้ามเนื้อมัดนี้อยู่ใต้ผิวหนังตรงบริเวณใกล้กับรอยต่อที่สัมผัสกับส่วนสีแดงของริมฝีปาก ดังนั้นแรงเกร็งของกล้ามเนื้อมัดนี้มากหรือน้อยจึงส่งผลให้มุมองศาและความหนาของริมฝีปากเปลี่ยนแปลงไปอย่างละเอียดอ่อน
กล้ามเนื้อวงปากทำงานหลายพันครั้งต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นตอนพูด กิน หรือแสดงสีหน้า ไม่ว่าจะเป็นตอนออกเสียงพยัญชนะที่ต้องห่อปาก เช่น ม บ ป หรือตอนดื่มน้ำ กล้ามเนื้อมัดนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่เสมอ จึงถือเป็นหนึ่งในกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ทำงานไม่หยุดพักมากที่สุด
หลักการที่โบท็อกซ์ทำให้ริมฝีปากม้วนขึ้น
โบท็อกซ์ หรือโบทูลินัมท็อกซิน (botulinum toxin) เป็นสารที่ยับยั้งการหลั่งอะเซทิลโคลีน สารสื่อประสาทที่ส่งสัญญาณตรงจุดที่เส้นประสาทกับกล้ามเนื้อเชื่อมต่อกัน เมื่อสัญญาณประสาทลดลง กล้ามเนื้อบริเวณนั้นก็จะออกแรงน้อยลงกว่าปกติ
โบท็อกซ์ลิปฟลิปนำหลักการนี้มาใช้ในปริมาณที่น้อยมาก โดยฉีดอย่างพิถีพิถันเฉพาะจุดที่กล้ามเนื้อวงปากบริเวณเหนือเส้นขอบริมฝีปากเท่านั้น ต่างจากโบท็อกซ์ที่ฉีดทั่วใบหน้า หัวใจสำคัญของหัตถการนี้คือการฉีดในบริเวณที่แคบมากและใช้ปริมาณที่น้อยมากเช่นกัน
เมื่อแรงของกล้ามเนื้อวงปากลดลงเล็กน้อย แรงที่ดึงริมฝีปากเข้าด้านในก็อ่อนลงตามไปด้วย ริมฝีปากจึงเคลื่อนไปในทิศทางที่ม้วนขึ้นตามธรรมชาติของมันเองมากขึ้นเล็กน้อย ผลลัพธ์คือเยื่อบุริมฝีปากสีแดงจะโผล่ออกมาให้เห็นมากกว่าเดิมเล็กน้อย
ลองนึกภาพการบีบปากลูกโป่งด้วยนิ้วแน่นๆ แล้วค่อยๆ คลายแรงลง ปากลูกโป่งจะบานออกดูอวบขึ้นทั้งที่เนื้อยางเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย นี่คือหลักการเดียวกัน ยางไม่ได้ยืดออก แต่แรงที่บีบไว้ลดลง ทำให้มันคลายกลับสู่รูปทรงเดิมของมันเอง
แตกต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?
ฟิลเลอร์ คือหัตถการที่ฉีดสารอย่างกรดไฮยาลูรอนิก (hyaluronic acid, HA) เข้าไปเติมในริมฝีปากเพื่อเพิ่มปริมาตรโดยตรง ในขณะที่ลิปฟลิปไม่มีการเติมสารใดๆ เข้าไปเลย เป็นเพียงการคลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ผลลัพธ์ของทั้งสองหัตถการจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟิลเลอร์ทำให้ริมฝีปากอวบชัดเจนและมีเส้นขอบที่คมชัดขึ้น ส่วนลิปฟลิปให้ผลลัพธ์ที่อวบขึ้นเพียงเล็กน้อยแบบละมุนเท่านั้น เพราะปริมาตรริมฝีปากไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง เปลี่ยนแค่มุมองศาเท่านั้น
นอกจากนี้ฟิลเลอร์ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ฉีดเพื่อรักษาปริมาตรไว้ ในขณะที่ลิปฟลิปจะค่อยๆ กลับสู่รูปร่างเดิมเมื่อแรงกล้ามเนื้อฟื้นตัว ด้วยเหตุนี้บางคนจึงเลือกทำทั้งสองหัตถการควบคู่กัน คือเติมปริมาตรด้วยฟิลเลอร์เล็กน้อยพร้อมปรับมุมริมฝีปากด้วยลิปฟลิปไปพร้อมกัน ซึ่งจะได้ผลลัพธ์สองแบบที่ซ้อนทับกัน
ระยะเวลาที่เริ่มเห็นผลและระยะเวลาที่คงอยู่
โบท็อกซ์จะไม่เห็นผลทันทีหลังฉีด เนื่องจากการส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะค่อยๆ ลดลง โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายในไม่กี่วันจนถึงประมาณ 1 สัปดาห์
ระยะเวลาที่ผลของลิปฟลิปคงอยู่มักจะรู้สึกสั้นกว่าโบท็อกซ์ที่ฉีดบริเวณหน้าผากหรือระหว่างคิ้ว เนื่องจากกล้ามเนื้อรอบปากเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานไม่หยุดพักขณะพูดและกิน จึงมีแนวโน้มที่การเชื่อมต่อระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าบริเวณอื่นค่อนข้างมาก
กล่าวคือ ยิ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้งานบ่อย ความเร็วในการสร้างสัญญาณประสาทขึ้นใหม่ก็จะยิ่งเร็วตาม ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่สั้นลงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมักแนะนำให้ทำลิปฟลิปซ้ำบ่อยกว่าโบท็อกซ์บริเวณอื่นเพื่อรักษาผลลัพธ์ไว้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ปริมาณที่ใช้ฉีดซึ่งน้อยมากก็ส่งผลต่อระยะเวลาที่คงอยู่เช่นกัน บริเวณหน้าผากหรือระหว่างคิ้วจะฉีดกระจายหลายจุดในพื้นที่ที่ค่อนข้างกว้าง แต่ลิปฟลิปฉีดเพียงปริมาณน้อยมากตามแนวขอบริมฝีปากเท่านั้น จึงอธิบายได้ว่ากล้ามเนื้อจะกลับมามีแรงเร็วกว่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกัน
คนที่เหมาะกับหัตถการนี้และข้อควรระวัง
ลิปฟลิปเหมาะกับคนที่ริมฝีปากไม่ได้ขาดปริมาตรมากนัก และต้องการเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแบบละมุนโดยไม่ต้องใช้ฟิลเลอร์ บางครั้งก็ถูกพิจารณาร่วมกับกรณีที่ยิ้มแล้วเห็นเหงือกมาก ซึ่งในกรณีนี้มักต้องฉีดกล้ามเนื้อมัดอื่นเพิ่มเติมด้วย ทำให้ขอบเขตของหัตถการเปลี่ยนแปลงไป
ในทางกลับกัน คนที่ริมฝีปากอวบและม้วนขึ้นเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว อาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนนัก เนื่องจากหลักการหลักของหัตถการนี้คือการลดแรงกล้ามเนื้อ คนที่กล้ามเนื้อเกร็งตัวมากจนริมฝีปากดูถูกกดอยู่เดิม จึงมักเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นปริมาณน้อยเพียงใด แต่ก็ยังเป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับแรงของกล้ามเนื้อ จึงควรทราบข้อควรระวังต่อไปนี้ไว้ล่วงหน้า
- หากใช้ปริมาณมากเกินไป การห่อปากอาจทำได้ไม่ถนัด กล้ามเนื้อวงปากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเสียงและการรับประทานอาหารด้วย หากแรงกล้ามเนื้อลดลงมากเกินไป การดูดหลอดหรือการออกเสียง ม บ ป อาจรู้สึกติดขัดไปชั่วคราว
- ตำแหน่งที่ฉีดแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยก็ให้ผลลัพธ์ต่างกันมาก เนื่องจากเป็นหัตถการที่ฉีดใกล้กับแนวขอบริมฝีปากมาก การเลือกแพทย์ผู้ทำหัตถการที่เข้าใจตำแหน่งทางกายวิภาคของกล้ามเนื้ออย่างแม่นยำจึงส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างมาก
- อยู่ใกล้กับกล้ามเนื้อที่ยกมุมปาก จึงอาจส่งผลต่อสีหน้าได้ รอบกล้ามเนื้อวงปากมีกล้ามเนื้อมัดอื่นที่ใช้ตอนยิ้มอยู่ใกล้กันหนาแน่น หากบริเวณที่ฉีดกว้างเกินไป การแสดงสีหน้ายิ้มอาจเปลี่ยนแปลงไปได้
- หากต้องการเพิ่มปริมาตรริมฝีปากโดยตรง ผลลัพธ์อาจไม่ตรงกับที่คาดหวัง เพราะลิปฟลิปเป็นหัตถการที่เปลี่ยนมุมองศา ไม่ใช่การเติมปริมาตร หากต้องการความอวบชัดเจน ฟิลเลอร์อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
เมื่อฤทธิ์ของโบท็อกซ์จางลง ริมฝีปากจะค่อยๆ กลับสู่รูปร่างเดิมตามธรรมชาติ จึงถือเป็นหัตถการที่เหมาะกับคนที่อยากลองเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยมากกว่าต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนมาก
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการโบท็อกซ์ลดแรงกล้ามเนื้อที่ทำให้ปีกจมูกบานตอนยิ้ม และผลอยู่ได้นานแค่ไหน
โบท็อกซ์ปีกจมูกคือหัตถการที่ลดแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ที่ทำให้ข้างจมูกบานออกเวลายิ้มหรือหายใจเข้าลึก ๆ ไม่ใช่การเสริมหรือลดรูปจมูก จึงมีหลักการต่างจากหัตถการจมูกแบบอื่นโดยสิ้นเชิง บทความนี้สรุปว่ากล้ามเนื้อตัวไหนเป็นตัวการ และโบท็อกซ์เข้าไปทำงานกับกล้ามเนื้อนั้นอย่างไร
By Dr. Lee

ฉีดโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อท่อนแขน ทำให้เส้นแขนเรียวขึ้นจริงหรือไม่ แล้วผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
อธิบายหลักการที่การฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดก้อนกล้ามที่ท่อนแขน ช่วยลดสัญญาณประสาทจนกล้ามเนื้อค่อยๆ เล็กลง พร้อมสรุปเกณฑ์แยกแขนแบบกล้ามเนื้อกับแบบไขมัน ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผล ระยะเวลาคงผล และรอบการฉีดซ้ำไว้อย่างเข้าใจง่าย
By Dr. Lee

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee