prettytime
Skincare

หลักการที่คลื่นเสียง LDM สั่นสะเทือนหลายล้านครั้งต่อวินาที ช่วยปลอบผิวแพ้ง่ายให้สงบและลดบวม

By Dr. Kim2 min read

หลายคนคงเคยเห็นภาพที่คลินิกหรือโรงพยาบาลใช้เครื่องมือรูปทรงกลม ๆ ครูดไปบนใบหน้าพร้อมเสียงหึ่ง ๆ เบา ๆ และในบรรดาเครื่องมือเหล่านั้น เครื่องอัลตราซาวด์ที่ชื่อว่า LDM มักถูกหยิบมาใช้บ่อยเป็นพิเศษหลังทำหัตถการหรือในวันที่ผิวแพ้ง่ายเป็นพิเศษ ทั้งที่ไม่ร้อนไม่แสบ แต่กลับช่วยให้อาการบวมยุบลงและผิวรู้สึกสบายขึ้น จึงไม่แปลกที่หลายคนอยากรู้ว่าเบื้องหลังมันคืออะไร

คำตอบซ่อนอยู่ในแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า LDM ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่สั่นด้วยความเร็วหลายล้านครั้งต่อวินาที สร้างการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ในเซลล์และของเหลวใต้ผิวหนัง บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นว่าแรงสั่นนั้นเดินทางผ่านร่างกายไปช่วยระบายบวมและปลอบผิวให้สงบได้อย่างไร และทำไมจึงบอกว่าใช้ได้แม้กับผิวที่บอบบางแพ้ง่าย

LDM คลื่นอัลตราซาวด์คืออะไรกันแน่?

LDM เป็นเครื่องมือที่ส่งคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มต่ำสัมผัสตรงกับผิวหน้าโดยตรง คำว่าอัลตราซาวด์หมายถึงคลื่นเสียงที่สั่นเร็วเกินกว่าหูมนุษย์จะได้ยิน แรงสั่นที่ LDM สร้างขึ้นอยู่ที่ระดับหลายล้านครั้งต่อวินาที ซึ่งละเอียดและถี่ยิบกว่าการเคาะหรือนวดด้วยมือมากจนเทียบกันไม่ได้เลย

ต่างจากเครื่อง RF (คลื่นวิทยุความถี่สูงที่ทำให้เนื้อเยื่อเกิดความร้อนเพื่อกระตุ้น) หรือเครื่องอัลตราซาวด์ยกกระชับความเข้มสูง LDM เป็นที่รู้จักในฐานะเครื่องความเข้มต่ำที่แทบไม่สร้างความร้อน จึงมักถูกแนะนำว่าสามารถใช้ได้ค่อนข้างสบายใจแม้ในช่วงที่ผิวยังบอบบางหลังทำหัตถการ

เหตุผลที่ไม่ค่อยเกิดความร้อนมากนักคือวิธีปล่อยพลังงานที่ต่างออกไป เครื่อง RF หรืออัลตราซาวด์ยกกระชับจะรวมพลังงานไว้ที่จุดเดียวแล้วดันอุณหภูมิขึ้นทันที แต่ LDM กระจายพลังงานเท่ากันนั้นออกเป็นวงกว้าง ส่งแบบเบา ๆ แต่ต่อเนื่องเป็นเวลานานแทน ลองนึกภาพความต่างระหว่างการตั้งหม้อบนไฟแรงให้ร้อนวูบเดียวกับการค่อย ๆ อุ่นน้ำอุ่น ๆ ไว้นาน ๆ ก็จะเข้าใจง่ายขึ้น

แรงสั่นสะเทือนปลุกเซลล์ได้อย่างไร?

เมื่อคลื่นอัลตราซาวด์สัมผัสผิว แรงสั่นนั้นจะไม่หยุดอยู่แค่ผิวชั้นนอก แต่ส่งต่อลึกลงไปถึงเนื้อเยื่อชั้นใน เยื่อบาง ๆ ที่ห่อหุ้มเซลล์เมื่อได้รับแรงสั่นละเอียดนี้ก็จะยุบและคลายตัวสลับกันไปเบา ๆ เหมือนเรือลำเล็กที่โคลงเคลงตามคลื่นน้ำระลอกเบา ๆ

มีรายงานว่าการกระตุ้นซ้ำ ๆ แบบนี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการซึมผ่านของเยื่อหุ้มเซลล์ได้ พูดง่าย ๆ คือช่องทางที่สารอาหารและของเสียเดินทางเข้าออกเซลล์เปิดกว้างขึ้นกว่าปกติ ผลที่ตามมาคือเมแทบอลิซึมของเซลล์ทำงานคล่องขึ้น และการไหลเวียนเล็ก ๆ ของเลือดกับน้ำเหลืองก็พลอยได้รับการกระตุ้นไปด้วย เหมือนกับปลุกเซลล์แต่ละเซลล์ให้ตื่นขึ้นมาทำงานที่เคยทำอยู่แล้วให้ขยันขึ้นอีกนิด

ลองนึกภาพฟองน้ำที่แช่น้ำไว้ เวลาบีบแล้วปล่อยซ้ำ ๆ เบา ๆ น้ำที่ขังอยู่ข้างในก็จะค่อย ๆ ไหลออกมาทีละนิด แล้วน้ำใหม่ก็จะซึมเข้าไปแทนที่ส่วนที่แห้ง เซลล์ก็คล้ายกัน เมื่อได้รับแรงสั่นละเอียดต่อเนื่อง เส้นทางที่สารต่าง ๆ เดินทางเข้าออกก็จะค่อย ๆ เปิดโล่งขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งสำคัญตรงนี้คือความแรงของการกระตุ้น แรงสั่นที่รุนแรงเกินไปอาจไปกระตุ้นเนื้อเยื่อจนแดงขึ้นได้ แต่วิธีแบบ LDM ที่ใช้ความเข้มต่ำแล้วส่งต่อเนื่องเป็นเวลานานกลับเป็นที่รู้จักว่าดึงปฏิกิริยาละเอียดแบบนี้ออกมาได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่สร้างภาระให้เนื้อเยื่อ เป็นแนวทางที่ใกล้เคียงกับการสั่นเบา ๆ แต่ยาวนาน แทนที่จะสั่นแรงและสั้น เพื่อให้เซลล์ค่อย ๆ ตอบสนองไปทีละขั้น

ทำไมอาการบวมถึงยุบลงเมื่อได้รับแรงสั่นนี้?

สาเหตุที่ใบหน้าบวมหลังทำหัตถการหรือในวันที่เหนื่อยล้าคือมีของเหลวคั่งอยู่ในช่องว่างระหว่างเนื้อเยื่อมากกว่าปกติ ของเหลวนี้ปกติแล้วต้องค่อย ๆ ระบายออกผ่านท่อน้ำเหลืองซึ่งเป็นเหมือนท่อระบายเส้นเล็ก ๆ แต่เมื่อการไหลเวียนช้าลง ของเหลวก็จะคั่งค้างอยู่ตรงนั้นกลายเป็นอาการบวม

มีคำอธิบายว่าแรงสั่นของ LDM สร้างความเปลี่ยนแปลงของแรงดันอย่างสม่ำเสมอในเนื้อเยื่อรอบท่อน้ำเหลือง ช่วยให้ของเหลวเคลื่อนตัวได้เหมือนเคาะเบา ๆ ที่ท่อระบายเพื่อไล่สิ่งที่อุดตันให้ไหลออกไป หลักการคือแรงสั่นไปกระตุ้นการไหลเวียนเล็ก ๆ ระหว่างเนื้อเยื่อ ช่วยให้ของเหลวที่คั่งค้างอยู่เริ่มไหลอีกครั้ง จึงมีรายงานว่าหลายคนที่มาทำทรีตเมนต์นี้ในวันที่บวมมากหลังทำหัตถการรู้สึกว่าหน้าเบาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเพราะเป็นแรงกระตุ้นที่ละเอียดและนุ่มนวลกว่าการนวดกดด้วยมือมาก จึงไม่ทิ้งรอยกดหรือรอยแดง มีแต่บวมที่ค่อย ๆ ยุบลง นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่วิธีนี้ถูกพูดถึงบ่อย

เมื่อเทียบกับการนวดระบายน้ำเหลืองด้วยมือ ความต่างจะยิ่งชัดเจนขึ้น การนวดด้วยมือเป็นการดันไปตามพื้นที่กว้าง แรงกดอาจไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับฝีมือผู้นวด แต่ LDM ใช้แรงสั่นละเอียดระดับหลายล้านครั้งต่อวินาทีกระตุ้นซ้ำแบบเดิมอย่างแม่นยำ จึงถือได้ว่าใช้เวลาเท่ากันแต่สร้างภาระให้เนื้อเยื่อน้อยกว่า พร้อมช่วยระบายของเหลวออกไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

การอักเสบและความร้อนสะสมยุบลงได้อย่างไร?

หลังทำเลเซอร์หรือฟื้นฟูผิวด้วยการลอกผิว ผิวมักจะแดงและรู้สึกร้อนวูบวาบ นี่เป็นเพราะร่างกายส่งเลือดและเซลล์ภูมิคุ้มกันไปยังบริเวณนั้นมากขึ้นเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอักเสบตามธรรมชาติ ตัวปฏิกิริยาเองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟู แต่ถ้าเกิดมากเกินไปก็อาจทำให้รู้สึกแสบร้อนหรือบวมจนไม่สบายตัวได้

มีรายงานว่าแรงสั่นละเอียดของ LDM ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนบริเวณนั้นอย่างนุ่มนวล ทำให้ของเหลวและสารต่าง ๆ ที่มารวมตัวกันจากปฏิกิริยาอักเสบไม่คั่งค้างอยู่จุดเดียว แต่ค่อย ๆ ไหลกระจายออกไป เมื่อการไหลเวียนดีขึ้น ความร้อนที่สะสมเฉพาะจุดก็มักจะยุบตามไปด้วย เข้าใจง่าย ๆ ว่าไม่ใช่การเติมความร้อนเข้าไปเพิ่ม แต่เป็นการช่วยกระจายสิ่งที่คั่งอยู่แล้วออกไปมากกว่า

เหมือนตรอกแคบ ๆ ที่คนแออัดกันจนอึดอัด แต่ถ้าปล่อยให้กระจายไปตามทางแยกหลายเส้นก็จะโล่งขึ้นเอง ผิวหน้าก็เช่นกัน เมื่อเลือดและของเหลวที่คั่งอยู่จุดเดียวกระจายกลับไปตามหลายเส้นทาง รอยแดงและความร้อนที่เคยรวมตัวอยู่ตรงนั้นก็จะจางลงไปด้วยเช่นกัน

ทำไมผิวแพ้ง่ายถึงรับได้แบบไม่หนักผิว?

เครื่อง RF หรืออัลตราซาวด์ยกกระชับความเข้มสูงหลายรุ่นส่งพลังงานความร้อนลึกลงไปในเนื้อเยื่อเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (โปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำโครงสร้างผิว) แม้ให้ผลลัพธ์ชัดเจน แต่ผิวก็อาจแพ้ง่ายขึ้นทันทีหลังทำ จึงต้องระมัดระวังหากจะใช้ต่อทันที

LDM มีแนวทางที่ต่างออกไป แทนที่จะเพิ่มความร้อนให้เนื้อเยื่อ มันเน้นกระตุ้นการไหลเวียนและเมแทบอลิซึมด้วยแรงสั่นความเข้มต่ำ จึงมีรายงานจำนวนมากว่ารู้สึกถึงการกระตุ้นที่เบาและนุ่มนวลกว่า ด้วยลักษณะนี้จึงมักถูกนำมาใช้ในขั้นตอนปลอบผิวหลังทำเลเซอร์หรือลอกผิว หรือในช่วงที่ผิวแดงและแพ้ง่าย

เหตุผลที่ไม่หนักผิวมาจากวิธีที่แรงกระตุ้นสัมผัสผิวนั้นต่างกันโดยพื้นฐาน พลังงานความร้อนจะดันอุณหภูมิเนื้อเยื่อขึ้นทันทีเพื่อดึงปฏิกิริยาออกมา ซึ่งอาจเป็นภาระต่อผิวที่เสียหายอยู่แล้ว แต่แรงสั่นของ LDM แทบไม่เพิ่มอุณหภูมิเลย ส่งผ่านเพียงแรงสั่นทางกายภาพเท่านั้น จึงถูกแนะนำว่าเป็นทรีตเมนต์ที่ทำได้แม้ในช่วงที่เกราะปกป้องผิวยังอ่อนแอหลังทำหัตถการ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะโดนกระตุ้นซ้ำเติม

ผลลัพธ์เปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อทำซ้ำหลายครั้ง?

ผลของแรงสั่นที่ช่วยให้การไหลเวียนดีขึ้นสามารถรู้สึกได้บ้างแม้ทำเพียงครั้งเดียว แต่เหมือนกับเครื่องมือดูแลผิวส่วนใหญ่ ยิ่งทำซ้ำบ่อยเท่าไหร่ การไหลเวียนนั้นก็ยิ่งคงตัวได้นานขึ้น เพราะการทำงานของระบบไหลเวียนก็เหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งได้รับการกระตุ้นบ่อยก็ยิ่งรักษาสภาพนั้นไว้ได้ ถ้ากระตุ้นแค่ครั้งเดียวแล้วจบ ก็จะค่อย ๆ กลับไปช้าเหมือนเดิม แต่ถ้ากระตุ้นซ้ำ ๆ ร่างกายก็จะค่อย ๆ คุ้นชินกับจังหวะนั้นและรักษาไว้ได้นานขึ้น เหตุผลมีดังนี้

  • การทำเพียงครั้งเดียวจะเน้นผลลัพธ์เฉพาะช่วงนั้น เช่น ช่วยลดบวมหรือความร้อนสะสมในขณะนั้น จึงมักใช้ในกรณีที่ต้องการปลอบผิวทันทีอย่างหลังทำหัตถการ เพราะแรงกระตุ้นการไหลเวียนที่แรงสั่นสร้างขึ้นมีธรรมชาติที่จะค่อย ๆ กลับสู่สภาพเดิมเมื่อเวลาผ่านไป
  • เมื่อทำสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง ต่อเนื่อง 2 ถึง 4 สัปดาห์ ความถี่ที่การไหลเวียนและเมแทบอลิซึมได้รับการกระตุ้นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย มีรายงานว่าความถี่ของอาการบวมหรือผิวที่แพ้ง่ายก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน อธิบายได้ว่าร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับรูปแบบการกระตุ้นซ้ำ ๆ จนระบบไหลเวียนค่อย ๆ คงที่ขึ้น
  • เมื่อทำควบคู่กับหัตถการอื่น มักแบ่งทำ 2 ถึง 3 ครั้งในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังทำหัตถการ เพื่อช่วยพยุงการไหลเวียนอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผิวต้องการเวลาฟื้นตัว

ในทางปฏิบัติใช้เมื่อไหร่และอย่างไร?

LDM มักไม่ถูกใช้แบบเดี่ยว ๆ แต่มักใช้ร่วมกับทรีตเมนต์หรือหัตถการอื่น เช่น เป็นขั้นตอนปิดท้ายเพื่อปลอบผิวที่แดงและแพ้ง่ายหลังทำเลเซอร์โทนนิ่งหรือลอกผิว เป็นขั้นตอนดูแลบวมที่หลงเหลือหลังทำหัตถการยกกระชับ หรือใช้เป็นทรีตเมนต์ปลอบผิวสำหรับคนที่หน้าแดงหรือรู้สึกร้อนวูบวาบบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน

เนื่องจากเป็นวิธีที่ไม่ใช้ความร้อนมาก จึงเข้าข่ายบทบาทเสริมที่ช่วยการไหลเวียนโดยไม่รบกวนกระบวนการฟื้นตัวของหัตถการอื่น จึงมักถูกแนะนำว่าเป็นเหมือนสะพานเชื่อมที่ช่วยต่อยอดผลลัพธ์ของการดูแลอื่นให้ราบรื่นขึ้น มากกว่าจะเป็นหัตถการที่ทำเดี่ยว ๆ

นอกจากนี้ยังถูกกล่าวถึงว่าเป็นทรีตเมนต์ที่ใช้ได้อย่างไม่หนักผิวสำหรับคนที่ผิวบางจนมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้ หรือคนที่ผิวแดงง่ายทุกครั้งที่เปลี่ยนฤดูกาล อย่างไรก็ตาม แต่ละคนมีสภาพผิวต่างกัน การตอบสนองต่อการดูแลจึงอาจแตกต่างกันไป ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนวางแผนหัตถการหรือทรีตเมนต์ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA). </content>

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด

อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Skincare

หลักการที่สาร PN ในเข็มแซลมอนกระตุ้นสัญญาณฟื้นฟูชั้นหนังแท้ที่เสื่อมสภาพ พร้อมจำนวนครั้งที่ควรทำและความแตกต่างจาก Rejuran

อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมสาร PN ที่เรียกกันว่าเข็มแซลมอนถึงส่งสัญญาณฟื้นฟูผิว และชั้นหนังแท้ที่เสื่อมสภาพฟื้นตัวไปตามลำดับอย่างไร พร้อมสรุปตำแหน่งของ PN เทียบกับสารกลุ่มใกล้เคียงอย่าง Rejuran รวมถึงจำนวนครั้งที่ควรทำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่

By Dr. Lee

Lifting

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้

อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่

By Dr. Kim

Back to articles