prettytime
Pigment

เลเซอร์โทนนิ่งกับ IPL หลักการจัดการเม็ดสีที่ต่างกัน ระหว่างพลังงานต่ำยิงซ้ำและแสงสเปกตรัมกว้าง

By Dr. Kim1 min read

เวลาหาข้อมูลเรื่องการรักษาเม็ดสี มักจะเจอชื่อเลเซอร์โทนนิ่งกับ IPL อยู่คู่กันเสมอ ทั้งสองวิธีใช้แสงเพื่อทำให้เม็ดสีจางลงเหมือนกัน แต่วิธีจัดการแสงนั้นต่างกันมาก แบบหนึ่งยิงแสงความยาวคลื่นแคบด้วยพลังงานต่ำหลายครั้ง ส่วนอีกแบบกระจายแสงสเปกตรัมกว้างออกไปทีเดียว ความต่างนี้ส่งผลไปถึงความรู้สึกระหว่างทำและผลลัพธ์ที่ได้ด้วย หลายคนเห็นชื่อคล้ายกันก็เข้าใจว่าเป็นการรักษาแบบเดียวกัน แต่ที่จริงหลักการสร้างแสงต่างกันตั้งแต่ต้น การเข้าใจวิธีการทำงานของแต่ละแบบจึงช่วยให้เลือกวิธีที่เหมาะกับผิวของตัวเองได้ง่ายขึ้น

เลเซอร์โทนนิ่งกับ IPL ต่างกันตรงไหน?

เลเซอร์โทนนิ่งคือการยิงแสงที่มีความยาวคลื่นเดียวแบบเจาะจง โดยทั่วไปคือ 1064 นาโนเมตร การมีความยาวคลื่นเดียวก็เหมือนการยิงธนูเล็งไปที่จุดเดียวอย่างแม่นยำ ส่วน IPL ตามชื่อคือแสงเข้มข้นที่รวมหลายความยาวคลื่นเข้าด้วยกันแล้วยิงออกมาทีเดียว คล้ายกับการส่องไฟฉายที่มีแสงหลายสีปนกันอยู่

ด้วยเหตุนี้ เลเซอร์โทนนิ่งจึงเล็งไปที่เมลานิน หรือเม็ดสีในเซลล์สร้างสีผิวได้แม่นยำกว่า ในขณะที่ IPL สามารถทำปฏิกิริยากับทั้งเม็ดสีและเส้นเลือดฝอยที่ทำให้ผิวแดงได้ไปพร้อมกัน เพราะความกว้างของช่วงแสงที่เล็งไปนั้นต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีขอบเขตต่างกันตามไปด้วย

เลเซอร์โทนนิ่งเข้าถึงเม็ดสีอย่างไร?

เลเซอร์โทนนิ่งทำงานด้วยการปล่อยพลังงานต่ำในช่วงเวลาสั้น ๆ ซ้ำหลายครั้งเข้าสู่ผิว แทนที่จะใช้แรงมากในครั้งเดียว ก็เลือกใช้แรงน้อยแต่ทำซ้ำหลายรอบแทน เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนการตอกตะปูด้วยการเคาะเบา ๆ หลายครั้ง แทนที่จะตอกแรงครั้งเดียวให้จมลงไปเลย

เหตุผลที่เลือกใช้พลังงานต่ำแบบแบ่งยิงก็เพื่อไม่ให้เซลล์เมลานินแตกออกแรงเกินไปในครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ กระตุ้นให้เม็ดสีสลายตัวทีละน้อยเพื่อลดการระคายเคืองที่ผิว เม็ดสีจะดูดซับพลังงานแสงแล้วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กลงเรื่อย ๆ จากนั้นร่างกายก็ค่อย ๆ กำจัดเศษเม็ดสีเหล่านั้นออกไปตามเวลา เลเซอร์โทนนิ่งจึงเป็นการรักษาที่ออกแบบมาให้เห็นผลจากการสะสมหลายครั้ง มากกว่าผลจากครั้งเดียว

อีกเหตุผลหนึ่งที่ใช้พลังงานต่ำและทำซ้ำแบบนี้ก็เพราะเม็ดสีบางชนิดอย่างฝ้าไวต่อการกระตุ้นมาก ฝ้ามักตอบสนองในทางตรงข้ามหากใช้แรงสูงเกินไป คือเซลล์สร้างสีอาจถูกกระตุ้นจนสีเข้มขึ้นแทนที่จะจางลง จึงทำให้แนวทางลดพลังงานลงแต่เพิ่มจำนวนครั้งกลายเป็นวิธีมาตรฐานสำหรับฝ้า ถือเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการลดการระคายเคืองกับการค่อย ๆ ให้ผลลัพธ์ตามเวลา

IPL จัดการเม็ดสีและเส้นเลือดฝอยพร้อมกันได้อย่างไร?

IPL ต่างจากเลเซอร์ตรงที่ไม่ได้ปล่อยแสงความยาวคลื่นเดียว แต่ปล่อยแสงสเปกตรัมกว้างที่รวมหลายความยาวคลื่นเข้าด้วยกัน ด้วยเหตุนี้จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มการรักษาด้วยแสงเข้มข้น ไม่ใช่เลเซอร์โดยตรง เมื่อมีหลายความยาวคลื่นปนกัน จึงทำปฏิกิริยาได้ทั้งกับเซลล์เม็ดสีและฮีโมโกลบินในเส้นเลือดฝอยที่ทำให้ผิวแดงในเวลาเดียวกัน

หลักการนี้เรียกว่าการสลายด้วยความร้อนแบบเลือกเฉพาะจุด เนื้อเยื่อที่มีสีเฉพาะอย่างเม็ดสีหรือเส้นเลือดฝอยจะดูดซับแสงที่มีความยาวคลื่นตรงกับสีนั้นได้มากกว่า ทำให้เกิดความร้อนขึ้นเฉพาะจุด ส่วนเนื้อเยื่อปกติรอบข้างจะตอบสนองน้อยกว่า คล้ายกับเสื้อผ้าสีเข้มที่โดนแดดแล้วร้อนกว่าส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยหลักการนี้ การทำ IPL หนึ่งครั้งจึงมีรายงานว่าช่วยให้จุดด่างดำ ผิวแดง และรูขุมขนกว้างดีขึ้นไปพร้อมกันได้บ่อยครั้ง

การมีหลายความยาวคลื่นออกมาพร้อมกันก็เหมือนการวางฟิลเตอร์หลายชั้นซ้อนกันแล้วเลือกกรองเอาเฉพาะสีที่ต้องการในแต่ละครั้ง เครื่องมือสามารถเปลี่ยนฟิลเตอร์ที่กรองช่วงความยาวคลื่นเฉพาะได้ ทำให้ปรับได้ว่าจะเน้นทำปฏิกิริยากับเม็ดสีเป็นหลักหรือเส้นเลือดฝอยเป็นหลัก ดังนั้น IPL เครื่องเดียวกันจึงอาจเน้นเม็ดสีมากขึ้นหรือเน้นผิวแดงมากขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับว่าใช้ฟิลเตอร์แบบไหน

ความเจ็บและการฟื้นตัวของทั้งสองวิธีต่างกันอย่างไร?

เลเซอร์โทนนิ่งใช้พลังงานต่ำ จึงรู้สึกระคายเคืองระหว่างทำค่อนข้างน้อย แต่ในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงที่เห็นทันทีจะไม่ชัดมากนัก ต้องทำหลายครั้งจึงจะเริ่มสังเกตเห็นว่าสีจางลงทีละนิด เมื่อเลือกใช้แรงน้อยแต่ทำซ้ำหลายรอบ ก็ต้องดูผลจากการสะสมมากกว่าผลของครั้งเดียว

ส่วน IPL ปล่อยความยาวคลื่นและพลังงานที่กว้างกว่าในครั้งเดียว จึงอาจรู้สึกแสบร้อนระหว่างทำมากกว่าเลเซอร์โทนนิ่ง หลังทำเสร็จใหม่ ๆ บริเวณที่มีเม็ดสีมักเข้มขึ้นชั่วคราวเป็นสีน้ำตาล ปฏิกิริยานี้เกิดจากเม็ดสีดูดซับพลังงานแสงแล้วลอยขึ้นมาที่ผิวชั้นบน ถือเป็นปฏิกิริยาปกติที่อธิบายได้ ผื่นสีน้ำตาลคล้ายสะเก็ดนี้จะค่อย ๆ หลุดลอกออกเองภายในไม่กี่วัน แล้วเผยให้เห็นผิวที่จางลงด้านล่าง

เม็ดสีแบบไหนเหมาะกับวิธีไหนมากกว่ากัน?

เม็ดสีมีลักษณะต่างกันตามตำแหน่งที่เกิดและสาเหตุ ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมก็ต่างกันไปตามชนิดของเม็ดสี

  • เม็ดสีที่ตื้นและกระจายเป็นวงกว้างอย่างฝ้า มีธรรมชาติที่ต้องดูแลด้วยแรงน้อยแต่ทำซ้ำหลายครั้ง จึงเข้ากันดีกับวิธีทำซ้ำของเลเซอร์โทนนิ่ง เพราะฝ้าไวต่อการกระตุ้นมาก หากใช้แรงสูงในครั้งเดียวอาจทำให้เม็ดสีเข้มขึ้นแทน
  • เม็ดสีที่มีขอบเขตชัดเจนอย่างกระเนื้อหรือจุดด่างดำ มีการอธิบายว่าแสงสเปกตรัมกว้างของ IPL ทำปฏิกิริยารุนแรงแล้วทำให้หลุดออกเป็นสะเก็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเม็ดสีที่มีขอบเขตชัดยิ่งทำให้พลังงานแสงรวมตัวที่จุดนั้นได้ง่ายขึ้น
  • ในกรณีที่มีทั้งเม็ดสีและผิวแดงหรือเส้นเลือดฝอยกวนใจไปพร้อมกัน มีการระบุว่า IPL ซึ่งทำปฏิกิริยากับเส้นเลือดฝอยได้ด้วยจะเหมาะกว่าเพราะจัดการหลายปัญหาได้ในครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงแนวโน้มทั่วไป ในทางปฏิบัติมักต้องดูสภาพผิวจริงก่อน แล้วอาจใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันหรือสลับลำดับกันตามความเหมาะสม

ทำไมจำนวนครั้งและระยะห่างของแต่ละวิธีจึงต่างกัน?

เลเซอร์โทนนิ่งมักออกแบบให้ทำหลายครั้งโดยเว้นระยะห่างเป็นสัปดาห์ เพราะแทนที่จะกระตุ้นแรงในครั้งเดียว ก็ค่อย ๆ สะสมกระบวนการที่ทำให้เม็ดสีจางลงทีละนิดผ่านหลายครั้ง การเว้นระยะห่างก็เพื่อให้ผิวมีเวลาฟื้นตัวจากการกระตุ้นครั้งก่อนด้วย

ส่วน IPL มักเว้นระยะห่างระหว่างครั้งนานกว่าเล็กน้อย เพราะพลังงานที่ใช้กระตุ้นในแต่ละครั้งสูงกว่า ผิวจึงต้องใช้เวลามากขึ้นตามไปด้วยในการจัดการเม็ดสีและให้ผิวแดงยุบลง ทั้งสองวิธีจะต้องทำกี่ครั้งนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณเม็ดสีและสภาพผิวของแต่ละคน จึงมักปรับตามอาการที่เห็นจริงมากกว่ายึดจำนวนครั้งตายตัว

มีข้อมูลว่าหากทำถี่เกินไปอาจทำให้ผลลัพธ์แย่ลงแทน เพราะหากยิงแสงซ้ำก่อนที่ผิวจะฟื้นตัวจากการกระตุ้นครั้งก่อนเพียงพอ เซลล์เม็ดสีอาจตอบสนองด้วยความไวมากขึ้นแทนที่จะฟื้นตัว ดังนั้นทั้งสองวิธีจึงแนะนำให้รักษาระยะห่างตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มั่นคง

หลังทำแล้วต้องดูแลผิวต่างกันตรงไหน?

ทั้งสองวิธีจะทำให้บริเวณที่มีเม็ดสีเดิมไวต่อแสงแดดมากขึ้นชั่วระยะหนึ่ง แนวทางการดูแลโดยรวมไม่ได้ต่างกันมาก แต่ระดับความใส่ใจที่ต้องเพิ่มขึ้นนั้นต่างกันเล็กน้อย

  • การกันแดดจำเป็นสำหรับทั้งสองวิธี แต่หลังทำ IPL ที่มีสะเก็ดเกิดขึ้นต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะผิวที่เพิ่งทำปฏิกิริยาไปนั้นเสี่ยงต่อการสะสมเม็ดสีใหม่จากแสงแดดได้ง่าย
  • ควรหลีกเลี่ยงการถูบริเวณที่ทำหรือแกะสะเก็ดด้วยมือในทั้งสองวิธี เพราะการดึงสะเก็ดออกเองจะทำให้ผิวด้านล่างระคายเคือง และอาจทำให้เม็ดสีเข้มขึ้นแทน
  • หลังทำเสร็จใหม่ ๆ เกราะป้องกันผิวยังอ่อนแอ การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่อ่อนโยนไม่ระคายเคืองช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น

การดูแลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทั้งสองวิธีให้ผลลัพธ์ได้ตามที่คาดหวังไว้อย่างแท้จริง

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

หลักการที่ Clarity II Toning ใช้สองความยาวคลื่น Alexandrite และ Nd:YAG จัดการเม็ดสีผิวแยกชั้นกัน

Clarity II Toning รวมเลเซอร์สองความยาวคลื่นที่ต่างกันคือ Alexandrite และ Nd:YAG ไว้ในเครื่องเดียว เพื่อจัดการกระตื้นและฝ้าลึกด้วยวิธีที่ต่างกัน บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้สองความยาวคลื่นแยกกัน และวิธีโทนนิ่งต่างจากการยิงจุดด่างดำแบบเดิมอย่างไร

By Dr. Kim

Pigment

หลักการของเลเซอร์ Excel V ที่ลบเส้นเลือดฝอยแดงและจุดด่างดำสีน้ำตาลด้วยเครื่องเดียว พร้อมจำนวนครั้งและการดูแล

เลเซอร์ Excel V ใช้แสงสองความยาวคลื่นที่ต่างกันเพื่อดูดซับเข้าเส้นเลือดและเม็ดสีแยกกันอย่างเฉพาะเจาะจง บทความนี้อธิบายง่ายๆ ว่าทำไมปัญหาผิวแดงและจุดด่างดำจึงรักษาได้ด้วยเครื่องเดียวกัน พร้อมหลักการและวิธีการใช้งานจริง

By Dr. Kim

Skincare

ทำไมเลเซอร์กำจัดขนต้องแบ่งทำหลายครั้ง หลักการตอบสนองเฉพาะขนระยะเจริญและช่วงเว้นระยะที่เหมาะสม

เลเซอร์กำจัดขนตอบสนองเฉพาะรูขุมขนที่อยู่ในระยะเจริญเท่านั้น เนื่องจากรูขุมขนแต่ละเส้นในบริเวณเดียวกันอยู่คนละจังหวะของวงจร จึงต้องทำซ้ำหลายครั้งเพื่อจัดการรูขุมขนให้ครบทุกเส้น บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมต้องเว้นระยะห่างระหว่างครั้ง และทำไมจำนวนครั้งจึงต่างกันไปตามตำแหน่ง

By Dr. Kim

Back to articles