เลเซอร์ Excel V จัดการเส้นเลือดฝอยแดงและจุดด่างดำน้ำตาลด้วยเครื่องเดียว หลักการและจำนวนครั้งที่ต้องรู้
By Dr. Kim2 min read

หลายคนคงเคยสังเกตว่าเวลาส่องกระจก แก้มมักจะแดงผิดปกติ หรือมีจุดสีน้ำตาลจาง ๆ ขึ้นบริเวณโหนกแก้มให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ ปัญหาคือทั้งสองอย่างนี้เกิดจากสาเหตุที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง อาการแดงมาจากเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ใต้ผิวที่ขยายตัวจนมองเห็นเป็นสีแดง ส่วนจุดด่างดำน้ำตาลเกิดจากเม็ดสีเมลานินที่จับตัวสะสมกันเป็นก้อน เพราะแบบนี้เอง ในอดีตหลายคนจึงต้องเข้ารับการรักษาสองครั้งแยกกัน ด้วยเครื่องสำหรับเส้นเลือดหนึ่งเครื่อง และเครื่องสำหรับเม็ดสีอีกหนึ่งเครื่อง
เลเซอร์ Excel V ถูกออกแบบมาให้จัดการปัญหาทั้งสองอย่างนี้ได้ในเครื่องเดียว โดยเลือกใช้ตามลำดับความเหมาะสม คำถามคือเครื่องเดียวจะแยกแยะเป้าหมายที่มีคุณสมบัติต่างกันโดยสิ้นเชิงได้อย่างไร บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจหลักการทีละขั้น
แสงแยกแยะสีได้อย่างไร?
แสงเลเซอร์คือลำแสงที่เลือกใช้ความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง หรือพูดง่าย ๆ ว่าเลือก "สี" และ "ความยาว" ของแสงหนึ่งค่า และสารแต่ละชนิดในผิวก็ดูดซับความยาวคลื่นที่ต่างกัน ฮีโมโกลบินในเลือดจะดูดซับความยาวคลื่นสั้นที่ใกล้เคียงกับแสงสีเขียวได้ดีกว่าแสงสีแดง ในขณะที่เม็ดสีเมลานินตอบสนองกับความยาวคลื่นได้กว้างกว่าไปจนถึงช่วงยาว
เมื่อใช้ความแตกต่างนี้ให้เป็นประโยชน์ การปรับความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์เพียงอย่างเดียวก็ทำให้เลือกได้ว่า "รอบนี้เล็งที่เส้นเลือดอย่างเดียว รอบนี้เล็งที่เม็ดสีอย่างเดียว" คล้ายกับการหมุนหาคลื่นวิทยุจนจับสถานีที่ต้องการได้พอดี เมื่อปรับความถี่ (ความยาวคลื่น) สัญญาณที่รับได้ (สารที่ดูดซับแสง) ก็เปลี่ยนไปตามนั้น
ทำไมต้องใช้สองความยาวคลื่น?
Excel V เป็นเครื่องที่มีความยาวคลื่นหลักสองแบบ คือ 532 นาโนเมตร และ 1064 นาโนเมตร ความยาวคลื่น 532 นาโนเมตรสั้นกว่า จึงดูดซับเข้าฮีโมโกลบินได้ดี นิยมใช้กับปัญหาเส้นเลือดฝอยขยาย ผิวแดง หรือรอยแดงจากแผลเป็น
ส่วน 1064 นาโนเมตรมีความยาวคลื่นยาวกว่า จึงลงไปถึงผิวชั้นลึกได้มากกว่า และยังดูดซับเข้าเม็ดสีเมลานินได้ด้วย จึงเหมาะกับฝ้าหรือรอยเม็ดสีที่อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างชั้นหนังกำพร้ากับหนังแท้ ยิ่งความยาวคลื่นยาวขึ้นเท่าไร แสงยิ่งกระจายตัวมากขึ้นเท่านั้น จึงต้องปรับค่าพลังงานและวิธียิงให้เหมาะกับความลึกของรอยโรคด้วย
พูดให้ชัดขึ้นอีกนิด สาเหตุที่ต้องแยกใช้สองความยาวคลื่นก็เพราะแสงคลื่นสั้นจะถูกดูดซับอย่างเข้มข้นในชั้นตื้น ขณะที่แสงคลื่นยาวจะกระจายและดูดซับไปเรื่อย ๆ จนถึงชั้นลึก ดังนั้นเส้นเลือดฝอยแดงที่อยู่ใกล้ผิวจึงเหมาะกับคลื่นสั้น ส่วนเม็ดสีหรือเส้นเลือดที่ฝังลึกลงไปในชั้นหนังแท้จึงเหมาะกับคลื่นยาวมากกว่า พูดง่าย ๆ คือเลือกเครื่องมือให้ตรงกับความลึกของปัญหานั่นเอง
เส้นเลือดกับเม็ดสีเกิดขึ้นได้อย่างไรตั้งแต่แรก?
เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว วิธีดูแลตัวเองก็จะชัดเจนขึ้นตามไปด้วย เส้นเลือดฝอยแดงส่วนใหญ่เกิดจากเส้นเลือดเล็ก ๆ ใต้ผิวขยายตัวจนมองเห็นใกล้ผิวมากขึ้น การเข้าห้องอุ่นจากที่หนาวจัดกะทันหัน อาหารรสจัด แอลกอฮอล์ หรือซาวน่าที่กระตุ้นให้เส้นเลือดขยายซ้ำ ๆ จะทำให้ผนังเส้นเลือดค่อย ๆ เสียความยืดหยุ่นไป และเมื่อเส้นเลือดขยายแล้วส่วนใหญ่มักไม่หดกลับมาเป็นปกติเอง จึงคงสภาพขยายอยู่แบบนั้น ด้วยเหตุนี้ ยิ่งอายุมากขึ้นหรือคนที่หน้าแดงง่ายอยู่แล้ว เส้นเลือดฝอยก็ยิ่งเห็นชัดขึ้น
จุดด่างดำน้ำตาลมีสาเหตุต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อผิวโดนแสงแดด ผิวจะปกป้องตัวเองด้วยการสร้างเม็ดสีเมลานินมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติ ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์สร้างเม็ดสีในบางจุดถูกกระตุ้นมากเกินไป จนสะสมเม็ดสีรวมกันเป็นก้อนในบริเวณเดียว จึงอธิบายได้ว่าทำไมจุดด่างดำมักไปกระจุกตัวอยู่บริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น โหนกแก้มหรือหน้าผาก และถ้าใครมีผิวที่มีแนวโน้มสร้างเม็ดสีง่ายอยู่แล้วตามพันธุกรรม ก็จะเกิดจุดด่างดำได้ง่ายกว่าคนอื่นแม้โดนแดดในปริมาณเท่ากัน กล่าวโดยสรุปคือ เส้นเลือดกับเม็ดสีมีต้นเหตุที่ต่างกันตั้งแต่ต้น เลเซอร์จึงต้องเข้าถึงด้วยวิธีที่ต่างกันไปด้วย
ความร้อนกำจัดเส้นเลือดและเม็ดสีได้อย่างไร?
เมื่อแสงเลเซอร์ถูกดูดซับเข้าไปในเป้าหมาย จะเกิดความร้อนขึ้นเฉพาะจุดนั้นในเสี้ยววินาที กรณีเส้นเลือด ความร้อนนี้จะทำลายเซลล์ผนังด้านในของเส้นเลือด จนเส้นเลือดค่อย ๆ หดตัวและตันลง จากนั้นร่างกายจะมองเส้นเลือดนี้เป็นเนื้อเยื่อที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป และค่อย ๆ ดูดซึมกำจัดออกไปเองตามธรรมชาติ
ในกรณีเม็ดสีนั้นหลักการต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อก้อนเมลานินได้รับความร้อนและแรงกระแทกฉับพลัน จะแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะทำหน้าที่เหมือนคนเก็บกวาด คอยกำจัดเศษเม็ดสีเหล่านี้ออก หรือไม่ก็ค่อย ๆ ถูกดันขึ้นมาที่ผิวชั้นบนและหลุดลอกออกไปพร้อมขี้ไคล กล่าวได้ว่าเส้นเลือดใช้วิธี "ปิดตันแล้วกำจัด" ในขณะที่เม็ดสีใช้วิธี "สลายแล้วขับออก" ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เครื่องเดียวจัดการทั้งสองปัญหาได้สะดวกอย่างไร?
ผิวแดงจากเส้นเลือดกับจุดด่างดำจากเม็ดสีมักปรากฏขึ้นพร้อมกันบนใบหน้าเดียวกันบ่อยครั้ง เพราะเมื่อโดนแดดสะสมเป็นเวลานาน เส้นเลือดก็ขยายตัว และการสร้างเมลานินก็เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน หากใช้เครื่องที่มีความยาวคลื่นเดียว ปัญหาที่เหลืออีกอย่างก็ต้องนัดใหม่ไปรักษากับเครื่องอื่น และต้องวางแผนการรักษาใหม่อีกรอบ
เครื่องที่สลับความยาวคลื่นได้จึงมีข้อดีตรงที่สามารถเลือกใช้ความยาวคลื่นต่างกันตามแต่ละจุดในการนัดครั้งเดียวได้ ทั้งนี้หมายถึงช่วยให้ขั้นตอนวางแผนการรักษาเรียบง่ายขึ้นเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองปัญหาจะหายไปพร้อมกันในการยิงครั้งเดียว ในทางปฏิบัติจริงแพทย์จะแบ่งบริเวณและเลือกความยาวคลื่นให้เหมาะกับแต่ละจุดภายในการรักษาวันเดียวกัน
ผิวแดงกับจุดด่างดำ วิธีรักษาต่างกันตรงไหน?
เวลารักษาผิวแดง มักใช้วิธียิงในบริเวณกว้างด้วยความเข้มค่อนข้างต่ำ ยิงผ่าน 2 ถึง 3 รอบเพื่อกระตุ้นอย่างนุ่มนวล เนื่องจากเส้นเลือดแต่ละเส้นมีขนาดและความลึกไม่เท่ากัน การค่อย ๆ เข้าหาทีละขั้นจึงถือว่าปลอดภัยกว่าการยิงแรงในครั้งเดียว
ส่วนจุดด่างดำมักมีขอบเขตชัดเจนกว่า จึงมักใช้วิธียิงเป็นจุดตรงตำแหน่งรอยโรคโดยตรง แพทย์จะปรับความเข้มพลังงานตามความเข้มและความลึกของเม็ดสี รวมถึงพิจารณาว่าเป็นจุดด่างดำตื้นใกล้ผิวหรือเม็ดสีที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้ ด้วยเหตุนี้แม้ใช้เครื่องเดียวกัน ผลลัพธ์ก็อาจต่างกันไปตามการประเมินรอยโรคของแพทย์ผู้รักษา
ต้องรักษากี่ครั้ง และพักฟื้นนานแค่ไหน?
- ผิวแดงต้องอาศัยกระบวนการที่เส้นเลือดค่อย ๆ ยุบตัวลงทีละน้อย จึงมักต้องเว้นระยะทำ 3 ถึง 5 ครั้ง แทนที่จะพยายามกำจัดเส้นเลือดทั้งหมดในครั้งเดียว การกระตุ้นทีละนิดตลอด 3 ถึง 5 ครั้งจะช่วยให้ร่างกายมีเวลาจัดการเส้นเลือดเหล่านี้ออกไปตามธรรมชาติ
- จุดด่างดำแต่ละจุดมีความเข้มของเม็ดสีไม่เท่ากัน จุดด่างดำจาง ๆ อาจจางลงได้ภายใน 1 ถึง 2 ครั้ง แต่ถ้าเม็ดสีเข้มหรือฝังลึก มักต้องเว้นระยะห่างทุก 3 ถึง 4 สัปดาห์ และทำทั้งหมด 3 ถึง 5 ครั้ง เพราะหากยิงแรงในครั้งเดียวความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีเข้มขึ้นหลังการอักเสบก็จะสูงขึ้น จึงแนะนำให้ค่อย ๆ เข้าหาทีละขั้นมากกว่า
- ระยะพักฟื้นโดยทั่วไปถือว่าสั้น บริเวณเส้นเลือดอาจมีรอยแดงชั่วคราวหรือรอยช้ำเล็กน้อย ส่วนบริเวณเม็ดสีอาจมีสะเก็ดหรือขี้ไคลลอกอยู่ประมาณ 3 ถึง 7 วัน ในช่วงนี้การกันแดดอย่างเคร่งครัดถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดสีกลับมาซ้ำ
ก่อนและหลังทำต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ก่อนเข้ารับเลเซอร์ ควรทำให้ผิวอยู่ในสภาพที่ระคายเคืองน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนทำ ควรงดอาบแดดหรือทำผิวแทน และควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเรตินอลหรือสารผลัดเซลล์ผิวชั่วคราว เพราะหากผิวที่ระคายเคืองอยู่แล้วต้องรับความร้อนจากเลเซอร์เพิ่มอีก การฟื้นตัวจะช้าลง และความเสี่ยงที่เม็ดสีจะทิ้งรอยไว้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
หลังทำเสร็จทันที บริเวณที่ทำอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติต่อความร้อนที่ได้รับ ในช่วงนี้ควรทาครีมกันแดดให้ทั่วถี่กว่าปกติ เพราะผิวที่เพิ่งผ่านการกระตุ้นใหม่จะไวต่อการกลับมาเข้มขึ้นของเม็ดสีหรือเกิดรอยดำชั่วคราวได้ง่ายเป็นพิเศษ
- ถ้ามีสะเก็ดขึ้น ไม่ควรแกะออกเอง ควรปล่อยให้หลุดลอกตามธรรมชาติ เพราะการแกะเองอาจนำไปสู่แผลเป็นหรือรอยดำได้
- ควรงดซาวน่าร้อนจัด ออกกำลังกายหนัก และดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเวลา 3 ถึง 5 วันหลังทำ เพราะเมื่อเส้นเลือดขยายตัวอีกครั้งรอยแดงอาจอยู่นานกว่าที่คาดไว้
- ควรให้ความสำคัญกับการบำรุงความชุ่มชื้นมากกว่าปกติ เพราะในช่วงที่เกราะปกป้องผิวกำลังฟื้นตัว การรักษาความชุ่มชื้นให้เพียงพอจะช่วยให้ผลการรักษาครั้งถัดไปตามมาได้ดีขึ้น
ใครก็ทำได้เลยหรือไม่?
ผลลัพธ์ของเลเซอร์ขึ้นอยู่กับชนิดผิว หรือปริมาณเมลานินในผิวของแต่ละคน ผิวที่มีเมลานินมากมีโอกาสที่เนื้อเยื่อผิวปกติจะตอบสนองต่อเลเซอร์ไปพร้อมกันด้วย จึงต้องตั้งค่าพลังงานให้ระมัดระวังมากขึ้น นอกจากนี้หากเพิ่งโดนแดดจัดมาไม่นาน หรือกำลังใช้ยาบางชนิดอยู่ อาจต้องปรับช่วงเวลาการรักษาให้เหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ก่อนเข้ารับการรักษาจึงจำเป็นต้องให้แพทย์ผิวหนังตรวจสภาพผิวและหาสาเหตุของรอยโรคด้วยตนเองก่อน เพราะบางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนรอยแดงอาจเป็นโรคผิวหนังอักเสบ หรือสิ่งที่ดูเหมือนจุดด่างดำน้ำตาลก็อาจเป็นรอยเม็ดสีจากสาเหตุอื่น จึงต้องวินิจฉัยให้แม่นยำก่อนเสมอ
โดยเฉพาะฝ้า แม้จะดูคล้ายจุดด่างดำน้ำตาลทั่วไปจากภายนอก แต่มักมีสาเหตุการเกิดและการตอบสนองที่ต่างกันมาก หากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือการระคายเคืองซ้อนเข้ามา การกระตุ้นด้วยเลเซอร์เองอาจกลับทำให้เม็ดสีเข้มขึ้นได้ ดังนั้นขั้นตอนแยกแยะชนิดของรอยโรคก่อนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ตัดสินผลลัพธ์ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้แม้เป็นจุดด่างดำน้ำตาลเหมือนกัน การตั้งค่าและระยะห่างของการรักษาก็อาจต่างกันไปตามการวินิจฉัยที่ได้รับ
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการพิโคโทนนิ่งที่ใช้พัลส์สั้นสลายเม็ดสีเมลานินให้ฝ้าและจุดด่างดำจางลงพร้อมกัน และจำนวนครั้งที่ต้องทำ
พิโคโทนนิ่งคือการรักษาด้วยเลเซอร์ที่ยิงแสงในหน่วยพิโควินาทีอันสั้นมาก เพื่อเลือกสลายเฉพาะเม็ดสีเมลานินให้แตกละเอียด บทความนี้อธิบายง่ายๆ ตั้งแต่หลักการว่าทำไมต้องใช้พัลส์สั้นขนาดนี้ และทำไมความสั้นนั้นจึงเข้าถึงเม็ดสีที่ไวต่อการระคายเคืองอย่างฝ้าได้อย่างปลอดภัย
By Dr. Lee

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่
By Dr. Kim

การรักษาผิวแตกลาย เลเซอร์แฟรกเชนแนลและคลื่นความถี่วิทยุช่วยให้รอยแตกสีแดงและสีขาวจางลงได้มากแค่ไหน
อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมผิวแตกลายถึงเกิดขึ้น และผิวแตกลายสีแดงกับสีขาวต่างกันอย่างไร พร้อมสรุปผลลัพธ์ของเลเซอร์แฟรกเชนแนล คลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไมโครนีดลิ่ง และเลเซอร์รักษาหลอดเลือดสำหรับรอยแดงจากงานวิจัยจริง รวมถึงประสิทธิภาพและข้อจำกัดของทรีติโนอินที่ใช้ทาที่บ้าน
By Dr. Lee