prettytime
Skincare

การรักษาผิวแตกลาย เลเซอร์แฟรกเชนแนลและคลื่นความถี่วิทยุช่วยให้รอยแตกสีแดงและสีขาวจางลงได้มากแค่ไหน

By Dr. Lee2 min read

ผิวแตกลายที่เกิดจากท้องขยายหรือน้ำหนักขึ้นลงอย่างรวดเร็ว มักไม่หายไปง่าย ๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จึงเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลใจ รอยเส้นสีแดงหรือสีขาวมักปรากฏบริเวณที่ผิวยืดง่าย เช่น แขน ต้นขา ท้อง และหน้าอก การทาครีมเพียงอย่างเดียวจึงช่วยให้รอยจางลงได้อย่างจำกัด

ผิวแตกลายไม่ใช่ปัญหาที่ผิวชั้นนอก แต่เกิดจากคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินในชั้นหนังแท้ฉีกขาด ปัจจุบันจึงนิยมใช้เลเซอร์ คลื่นความถี่วิทยุ และไมโครนีดลิ่งที่กระตุ้นชั้นหนังแท้ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเติมเต็ม บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมผิวแตกลายถึงเกิด ผิวแตกลายสีแดงกับสีขาวต่างกันอย่างไร แต่ละหัตถการช่วยให้จางลงได้จริงแค่ไหน ต้องทำกี่ครั้ง และควรทาอะไรที่บ้าน โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงทีละหัวข้อ

ผิวแตกลายเกิดจากคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินในชั้นหนังแท้ขาดเมื่อผิวยืดเร็วเกินไป ช่องว่างที่เกิดขึ้นทำให้เนื้อเยื่อด้านล่างมองเห็นเป็นเส้นลาย

ผิวแตกลายเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่?

ผิวแตกลายเป็นรอยแผลที่เกิดขึ้นในชั้นผิวลึก ไม่ใช่ที่ผิวชั้นนอก ในชั้นหนังแท้ของเรามีคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินถักทอกันเป็นร่างแหคอยพยุงผิวให้กระชับ แต่เมื่อผิวต้องยืดขยายเร็วเกินกว่าที่จะรับไหว เช่น ตอนตั้งครรภ์ น้ำหนักเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือช่วงที่ร่างกายสูงขึ้นเร็วในวัยเจริญเติบโต ร่างแหนี้ก็จะทนไม่ไหวและฉีกขาด

เปรียบง่าย ๆ เหมือนตอนที่เราดึงเสื้อไหมพรมแรง ๆ จนเนื้อผ้าเป็นรูโหว่ เมื่อรูนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ไม่กลับมาแน่นเหมือนเดิม และช่องว่างนั้นทำให้เนื้อเยื่อด้านล่างมองเห็นเป็นเส้นลาย

ฮอร์โมนก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ในช่วงที่ระดับคอร์ติซอลสูงขึ้น เช่น ตั้งครรภ์ วัยรุ่น หรือใช้ยาสเตียรอยด์ ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนจะลดลง ทำให้เส้นใยขาดง่ายขึ้น ผิวแตกลายจึงไม่ได้เกิดจากการดูแลตัวเองไม่ดี แต่เป็นร่องรอยตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนเมื่อผิวต้องยืดขยายอย่างรวดเร็ว

ปัญหาคือช่องว่างในชั้นหนังแท้ที่เกิดขึ้นแล้วจะไม่ประสานกันเองตามธรรมชาติ ครีมบำรุงที่ออกฤทธิ์แค่ชั้นผิวขี้ไคลจึงเข้าไปไม่ถึงจุดลึกขนาดนั้น การจะทำให้ผิวแตกลายจางลงจึงต้องส่งแรงกระตุ้นลงไปถึงชั้นหนังแท้เพื่อเติมคอลลาเจนที่ขาดหายไปกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งเลเซอร์ คลื่นความถี่วิทยุ และไมโครนีดลิ่งล้วนมุ่งเป้าไปที่จุดนี้

รอยแตกลายสีแดงมีอัตราการดีขึ้นที่เดือนที่ 6 ประมาณ 48.89% ส่วนรอยแตกลายสีขาวอยู่ที่ประมาณ 41.61% แสดงให้เห็นว่ารอยแตกลายระยะแรกที่ยังมีสีแดงตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า
รอยแตกลายสีแดงมีอัตราการดีขึ้นที่เดือนที่ 6 ประมาณ 48.89% ส่วนรอยแตกลายสีขาวอยู่ที่ประมาณ 41.61% แสดงให้เห็นว่ารอยแตกลายระยะแรกที่ยังมีสีแดงตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า

ผิวแตกลายสีแดงกับสีขาวต่างกันอย่างไร?

ผิวแตกลายมีสีที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา เมื่อเพิ่งเกิดขึ้นใหม่จะเป็นรอยแตกลายสีแดง (striae rubra) ที่มีสีแดงหรือม่วงอมชมพู เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนจนถึงหลายปี สีจะค่อย ๆ จางลงจนกลายเป็นรอยแตกลายสีขาว (striae alba) ที่คงตัว

สาเหตุที่รอยแตกลายสีแดงยังคงมีสีแดงอยู่ก็เพราะในบริเวณนั้นยังมีการอักเสบและหลอดเลือดที่ทำงานอยู่ เหมือนกับหลักการเดียวกันที่แผลใหม่มักมีสีแดง ในช่วงนี้ผิวยังตอบสนองได้ดี เมื่อได้รับการกระตุ้นก็ยังมีศักยภาพสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่

ในทางกลับกัน รอยแตกลายสีขาวเป็นรอยที่อยู่มานาน หลอดเลือดลดลงและเนื้อเยื่อบางลง พูดง่าย ๆ คือแผลเป็นที่แข็งตัวจนกลายเป็นสีขาวแล้ว จึงย้อนกลับได้ยากกว่า ด้วยเหตุนี้แม้จะทำหัตถการเดียวกัน รอยแตกลายสีแดงก็มักให้ผลลัพธ์ดีกว่ารอยแตกลายสีขาว มีงานวิจัยหนึ่งพบว่าหลังทำไมโครนีดลิ่ง อัตราการดีขึ้นที่เดือนที่ 6 ของรอยแตกลายสีแดงอยู่ที่ประมาณ 48.89% ส่วนรอยแตกลายสีขาวอยู่ที่ประมาณ 41.61% ซึ่งรอยแตกลายสีแดงดีขึ้นมากกว่าอย่างชัดเจน

หัวใจสำคัญคือจังหวะเวลา ช่วงที่ผิวแตกลายยังมีสีแดงเป็นช่วงที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดีที่สุด หากยังมีรอยแดงเหลืออยู่ ยิ่งรีบเริ่มรักษาแต่เนิ่น ๆ ก็ยิ่งได้เปรียบ แม้จะกลายเป็นรอยแตกลายสีขาวแล้วก็ยังรักษาได้ เพียงแต่ต้องใช้จำนวนครั้งและเวลามากขึ้นกว่าจะเห็นผลลัพธ์ในระดับเดียวกัน

หลังทำเลเซอร์แฟรกเชนแนลแบบไม่สร้างแผล (non-ablative) ความยาวคลื่น 1550nm จำนวน 5 ครั้ง ความกว้างเฉลี่ยของรอยแตกลายลดลงจาก 6.94mm เหลือ 3.13mm ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยที่การพักฟื้นไม่ยุ่งยากแต่เห็นผลชัดเจน
หลังทำเลเซอร์แฟรกเชนแนลแบบไม่สร้างแผล (non-ablative) ความยาวคลื่น 1550nm จำนวน 5 ครั้ง ความกว้างเฉลี่ยของรอยแตกลายลดลงจาก 6.94mm เหลือ 3.13mm ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยที่การพักฟื้นไม่ยุ่งยากแต่เห็นผลชัดเจน

เลเซอร์ช่วยให้ผิวแตกลายจางลงได้มากแค่ไหน?

เลเซอร์ทำงานด้วยการสร้างช่องความร้อนขนาดเล็กจิ๋วจำนวนมากในชั้นหนังแท้ กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเติมเต็มเอง แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก

กลุ่มแรกคือเลเซอร์แฟรกเชนแนลแบบไม่สร้างแผล (non-ablative) ที่ไม่ทำลายผิวชั้นนอกแต่กระตุ้นเฉพาะข้างในเท่านั้น จึงพักฟื้นได้เร็ว มีงานวิจัยที่ทำเลเซอร์ 1550nm แบบนี้ทุก 4 สัปดาห์ รวม 5 ครั้ง พบว่าความกว้างเฉลี่ยของรอยแตกลายลดลงจาก 6.94mm เหลือ 3.13mm ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง นับว่าพักฟื้นง่ายแต่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน

อีกกลุ่มคือเลเซอร์แฟรกเชนแนล CO2 แบบสร้างแผล (ablative) ที่กัดผิวชั้นนอกลึกลงไปเล็กน้อย ให้แรงกระตุ้นมากกว่า แต่ในรอยแตกลายสีขาวที่เป็นมานาน ผลลัพธ์ส่วนใหญ่มักจางลงได้เพียงเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น มีงานวิจัยที่รวมกลุ่มตัวอย่างชาวเกาหลีพบว่าทั้งแบบไม่สร้างแผลและ CO2 ต่างช่วยให้ผิวแตกลายดีขึ้น แต่แบบไม่สร้างแผลมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

หากเป็นรอยแตกลายสีแดง เลเซอร์รักษาหลอดเลือด (PDL, 585nm) ก็เป็นตัวเลือกที่เข้ากันดี เลเซอร์ชนิดนี้เล็งเป้าไปที่หลอดเลือดสีแดง ช่วยลดรอยแดงได้เร็ว จึงมีประโยชน์มากเป็นพิเศษสำหรับรอยแตกลายสีแดง แต่ในกรณีที่สีจางไปแล้วอย่างรอยแตกลายสีขาว เลเซอร์ชนิดนี้จะช่วยได้ไม่มากนัก ควรหันไปใช้เลเซอร์แฟรกเชนแนลหรือคลื่นความถี่วิทยุแทนจะเหมาะกว่า

ผู้ป่วยที่ทำไมโครนีดลิ่งประมาณ 40% มีการดีขึ้นในระดับดีเยี่ยม และ 26.7% ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยหลักการเติมคอลลาเจนใหม่ในชั้นหนังแท้เหมือนกับคลื่นความถี่วิทยุ
ผู้ป่วยที่ทำไมโครนีดลิ่งประมาณ 40% มีการดีขึ้นในระดับดีเยี่ยม และ 26.7% ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยหลักการเติมคอลลาเจนใหม่ในชั้นหนังแท้เหมือนกับคลื่นความถี่วิทยุ

คลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไมโครนีดลิ่งให้ผลลัพธ์อย่างไร?

วิธีที่ใช้เข็มร่วมกับคลื่นความถี่วิทยุก็เป็นที่นิยมไม่แพ้เลเซอร์

ไมโครนีดลิ่งใช้เข็มขนาดเล็กจิ๋วสร้างรูเล็ก ๆ ในชั้นหนังแท้ กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ในกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง มีงานวิจัยที่ทำไมโครนีดลิ่งกับผิวแตกลาย พบว่าเฉลี่ยเพียง 1.8 ครั้ง รอยแตกลายทุกรอยจางลงมากกว่า 50% และในจำนวนนั้น 28% ดีขึ้นมากกว่า 75%

เมื่อเพิ่มคลื่นความถี่วิทยุเข้าไปก็จะกลายเป็นไมโครนีดลิ่งอาร์เอฟ ที่ปล่อยความร้อนจากปลายเข็มลงลึกถึงชั้นหนังแท้ เพิ่มแรงกระตุ้นคอลลาเจนให้มากขึ้นอีกขั้น มีงานวิจัยในผู้เข้าร่วม 17 คนที่ทำไมโครนีดลิ่งอาร์เอฟทุก 4 สัปดาห์ รวม 4 ครั้ง พบว่าปริมาตร สี รอยดำ และรอยแดงของผิวแตกลายลดลงอย่างเห็นได้ชัดทุกด้าน

จากการวิเคราะห์รวมงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าไมโครนีดลิ่งอาร์เอฟให้ผลลัพธ์ดีขึ้นมากกว่าเลเซอร์เล็กน้อย แต่เนื่องจากทั้งเข็มและความร้อนทำงานพร้อมกัน จึงมักเจ็บกว่าระหว่างทำ ควรทาครีมชาให้เพียงพอก่อนทำ ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหนหลักการก็เหมือนกันคือเติมคอลลาเจนใหม่ในชั้นหนังแท้ จึงเลือกได้ตามสภาพผิวและความทนต่อความเจ็บของแต่ละคน ช่วงพักฟื้นส่วนใหญ่แค่ไม่กี่วันที่รอยแดงจะจางลง ไม่กระทบชีวิตประจำวันมากนัก

หัวเครื่องเลเซอร์แฟรกเชนแนลที่สร้างช่องความร้อนขนาดเล็กในชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ การรักษาผิวแตกลายใช้เครื่องแบบนี้กระตุ้นชั้นหนังแท้

ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัดเจน?

การรักษาผิวแตกลายไม่จบในครั้งเดียว เพราะการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นหนังแท้ต้องใช้เวลา โดยทั่วไปจะทำทุก 4 สัปดาห์ รวม 3–5 ครั้ง ผลลัพธ์จะค่อย ๆ สะสมมากขึ้นตามจำนวนครั้งที่ทำ และหลังทำครั้งสุดท้ายคอลลาเจนก็ยังคงสร้างต่อไปอีกหลายเดือน ทำให้รอยจางลงเรื่อย ๆ

ควรตั้งความคาดหวังไว้ตามความเป็นจริง เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การกำจัดผิวแตกลายให้หายไปหมด แต่คือทำให้จางลงจนสังเกตเห็นได้น้อยลง รอยแตกลายสีแดงจะค่อย ๆ จางสีจนใกล้เคียงผิวรอบข้าง ส่วนรอยแตกลายสีขาวจะแคบลงและผิวเรียบเนียนขึ้น อย่างที่เห็นก่อนหน้านี้ว่าความกว้างสามารถลดลงได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้คือ ยิ่งรอยแตกลายอยู่มานาน การตอบสนองก็ยิ่งช้าลง หากเริ่มรักษาตั้งแต่ยังมีรอยแดงเหลืออยู่ ก็มีโอกาสเห็นผลดีด้วยจำนวนครั้งที่น้อยกว่า แต่ถ้าเป็นรอยแตกลายสีขาวที่อยู่มานานมากแล้ว ก็ต้องอดทนทำต่อเนื่องหลายครั้ง ส่วนจะเลือกเครื่องมือและจำนวนครั้งที่เหมาะสมที่สุดอย่างไร ต้องพิจารณาจากสี ความกว้าง และบริเวณของรอยแตกลาย เพราะแต่ละตำแหน่งก็ตอบสนองต่างกัน โดยท้องและสีข้างมักจางลงได้ดีกว่าบริเวณอื่น หลังผลลัพธ์ดีขึ้นแล้ว ควรหลีกเลี่ยงน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยแตกลายใหม่

ควรทาอะไรที่บ้านถึงจะช่วยได้?

หากดูแลผิวที่บ้านควบคู่กับการทำหัตถการ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานขึ้น ตัวหลักที่พูดถึงกันคือทรีติโนอิน (tretinoin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มวิตามินเอ ทำหน้าที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่

มีงานวิจัยที่ให้ผู้ที่มีรอยแตกลายสีแดงระยะแรกทาทรีติโนอิน 0.1% ทุกคืนนาน 6 เดือน พบว่าความยาวของรอยแตกลายลดลงประมาณ 14% ความกว้างลดลงประมาณ 8% และคอลลาเจนก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่ผลลัพธ์นี้เห็นชัดในรอยแตกลายสีแดง ส่วนรอยแตกลายสีขาวที่แข็งตัวแล้วแทบไม่ได้ผล ยิ่งตอกย้ำว่าจังหวะเวลาเป็นเรื่องสำคัญ

การดูแลที่บ้านช่วงที่เหมาะจุดสำคัญ
ทรีติโนอินรอยแตกลายสีแดงระยะแรกกระตุ้นคอลลาเจน ห้ามใช้ตอนตั้งครรภ์
มอยส์เจอไรเซอร์ใช้ได้ตลอดลดอาการคันและผิวแห้ง
กันแดดกลางวันป้องกันสีผิวต่างกันและรอยดำคล้ำ

ทรีติโนอินอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้บ้าง และห้ามใช้ในช่วงตั้งครรภ์ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้เพื่อความปลอดภัย ยิ่งเริ่มรักษาตั้งแต่ผิวแตกลายยังมีสีแดงก็ยิ่งได้เปรียบ เมื่อทำหัตถการเติมคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ควบคู่ไปกับการทาทรีติโนอินและมอยส์เจอไรเซอร์ที่บ้าน รอยก็จะจางลงได้มากขึ้น แม้จะไม่สามารถทำให้หายไปหมดได้ แต่การทำให้จางลงจนสังเกตเห็นได้น้อยลงเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้แน่นอน

การรักษาผิวแตกลายเหมาะเป็นพิเศษกับผู้ที่เริ่มดูแลตั้งแต่ยังมีรอยแดงในระยะแรก และเมื่อทำหัตถการควบคู่กับการดูแลที่บ้านก็มักได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

แผลคีลอยด์ วิธีรักษาลดการกลับเป็นซ้ำ ตั้งแต่ฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับ 5-FU ไปจนถึงการผ่าตัดร่วมรังสีรักษา

อธิบายง่าย ๆ ว่าแผลคีลอยด์ต่างจากแผลนูนหนาอย่างไร ทำไมคีลอยด์ถึงเกิดจากคอลลาเจนที่สร้างมากเกินไป การฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับ 5-FU ซึ่งเป็นการรักษาขั้นแรกช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้มากแค่ไหน ซิลิโคน การกดทับ เลเซอร์ และการจี้เย็นแต่ละวิธีเก่งด้านไหน และทำไมการผ่าตัดเดี่ยว ๆ ถึงไม่ควรทำ สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Skincare

เลเซอร์รักษาผิวหน้าแดง รอยแดงและเส้นเลือดฝอยต้องใช้เครื่องหลอดเลือดแบบไหน กี่ครั้งถึงจะจางลง

อธิบายง่ายๆ ว่าทำไมผิวหน้าถึงแดง เลเซอร์หลอดเลือดอย่าง Vbeam, Excel V, IPL และ Nd:YAG แต่ละแบบเก่งเรื่องอะไร ควรเลือกเครื่องไหนตามชนิดของรอยแดง ต้องทำกี่ครั้งและดาวน์ไทม์เป็นอย่างไร รวมถึงสิ่งที่เลเซอร์ทำไม่ได้ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Lifting

หลักการที่เอ็มเฟซใช้คลื่นความถี่วิทยุร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อเพื่อความกระชับใบหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้

เอ็มเฟซเป็นหัตถการยกกระชับแบบไม่เจาะผิว ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวไปพร้อมกับสัญญาณไฟฟ้าที่ขยับกล้ามเนื้อใบหน้าโดยตรง บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต้องดูแลทั้งผิวและกล้ามเนื้อไปพร้อมกันถึงจะเห็นความกระชับ ทำไมต้องแบ่งทำหลายครั้ง และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

By Dr. Kim

Back to articles