เลเซอร์ LaseMD Ultra 1927nm ช่วยแก้ฝ้า กระ รูขุมขน และผิวหมองคล้ำได้จริงหรือไม่?
By Dr. Kim2 min read

พอผิวเป็นฝ้าหรือกระแล้วเริ่มมองหาเลเซอร์รักษา หลายคนมักได้ยินชื่อ LaseMD บ่อย ๆ เพราะได้ยินมาว่าไม่ต้องมีสะเก็ดหรือบวมนานเหมือนเลเซอร์แบบลอกผิว แต่โทนสีผิวและจุดด่างดำกลับดีขึ้นได้ หลายคนเลยสนใจตาม แต่ก็มีน้อยคนที่รู้จริง ๆ ว่าเลเซอร์นี้ทำงานด้วยหลักการอะไร
LaseMD คือเครื่องเลเซอร์ fractional แบบไม่ลอกผิว ที่ยิงแสงเลเซอร์ thulium ความยาวคลื่น 1927nm ออกมาเป็นจุดถี่ ๆ เล็ก ๆ ทั่วผิวหน้า วิธีนี้เจาะจงไปที่ความชื้นในชั้นหนังกำพร้าตื้น ๆ ทำให้ระยะพักฟื้นสั้น และใช้ได้กว้างตั้งแต่ฝ้า กระ รูขุมขน ไปจนถึงผิวหมองคล้ำ ช่วงหลังหลายคลินิกยังใช้ LaseMD Ultra ร่วมกับแอมพูลบำรุงผิวขาวทันทีหลังทำเลเซอร์ โดยอ้างว่าช่วยให้ผิวดูดซึมตัวยาได้ดีขึ้น บทความนี้จะรวบรวมหลักฐานงานวิจัยจริงในส่วนนี้ด้วย

LaseMD เลเซอร์ thulium คือหัตถการแบบไหนกันแน่?
LaseMD เป็นเลเซอร์ thulium fiber ความยาวคลื่น 1927nm ที่ผลิตโดย Lutronic บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ความยาวคลื่น 1927nm ถูกดูดซับโดยน้ำได้ดีมาก จึงเจาะจงไปที่ความชื้นในผิวและสร้างความเสียหายเล็ก ๆ ระดับจุลภาคด้วยความร้อน เพราะยิงเป็นจุดถี่ ๆ แบบ fractional จึงไม่ทำลายผิวทั้งหน้า แต่สร้างจุดบาดเจ็บขนาดจิ๋วกระจายอยู่เท่านั้น
จุดสำคัญที่สุดคือ LaseMD ไม่ทำลายชั้นผิว ต่างจากเลเซอร์แบบลอกผิวอย่าง CO2 หรือ Er:YAG ที่ลอกชั้นหนังกำพร้าออกไปเลย LaseMD คงโครงสร้างผิวชั้นบนไว้ กระตุ้นเฉพาะชั้นตื้น ๆ เท่านั้น หลังทำจึงไม่มีสะเก็ด มีเพียงรอยแดงเล็กน้อยกับผิวลอกบาง ๆ และฟื้นตัวได้ภายในไม่กี่วัน
ด้วยคุณสมบัติที่เข้าไปแค่ชั้นตื้น ๆ LaseMD จึงเหมาะกับปัญหาที่อยู่ใกล้ผิวชั้นบนอย่างฝ้า กระ รูขุมขน และผิวหมองคล้ำ มากกว่าแผลเป็นลึกหรือริ้วรอยลึกที่อยู่ในชั้นหนังแท้ ซึ่งมักต้องใช้ร่วมกับหัตถการอื่นควบคู่กัน

ฝ้าและกระ ผลการรักษาในงานวิจัยดีขึ้นแค่ไหน?
ผลของ LaseMD ต่อฝ้าได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางคลินิกหลายชิ้น การศึกษาเบื้องต้นในผู้ป่วย 14 คน หลังรักษาทุก 4 สัปดาห์ รวม 3-4 ครั้ง พบว่าคะแนนความรุนแรงของฝ้าลดลง 51% ที่เดือนที่ 1 ส่วนเดือนที่ 3 และเดือนที่ 6 อัตราการลดลงลดเหลือ 33% และ 34% ตามลำดับ แต่ผลลัพธ์ยังคงอยู่
การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วย 100 คน พบว่าแม้ทำเพียง 2 ครั้งห่างกันเดือนละครั้ง คะแนนฝ้าก็ลดลงถึง 43% หลังครั้งที่ 1 และ 71% หลังครั้งที่ 2 ทั้งสองงานวิจัยยืนยันตรงกันว่าไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงอย่างแผลเป็นหรือรอยดำรุนแรง
กระและจุดด่างดำที่อยู่บริเวณผิวชั้นตื้นก็จางลงได้ด้วยหลักการเดียวกัน งานวิจัยในผู้ป่วย 40 คน หลังทำ 2 ครั้ง พบว่าเมื่อครบเดือนที่ 1 มีผู้ตอบว่าสภาพสีผิวโดยรวมดีขึ้นถึง 82% และเมื่อดูเฉพาะกระหรือฝ้าแดดพบว่าดีขึ้น 68% แต่เมื่อครบเดือนที่ 3 ตัวเลขทั้งสองลดลงเหลือ 69% และ 51% ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าอาจต้องทำซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์ไว้

รูขุมขน ผิวเรียบเนียน และโทนสีผิวเปลี่ยนไปแค่ไหน?
งานวิจัยที่ติดตามผิวคนเอเชีย 27 คน โดยทำ 3 ครั้งห่างกันเดือนละครั้ง พบว่ารูขุมขนดีขึ้นชัดเจนหลังทำครั้งที่ 2 ค่าเมลานินในผิวก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ครั้งแรก และความยืดหยุ่นของผิวเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ครั้งที่ 2 เช่นกัน
ริ้วรอยก็เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อวัดด้วยเครื่องมือถ่ายภาพความละเอียดสูง แต่ปริมาณความชื้นในผิวและค่าความแดงกลับไม่ต่างกันชัดเจน ซึ่งบ่งชี้ว่า LaseMD เน้นไปที่การฟื้นฟูชั้นหนังกำพร้าและลดเม็ดสีมากกว่าการเติมความชุ่มชื้น
ผู้เข้าร่วม 44% ตอบด้วยตัวเองว่าผิวดูกระจ่างใสขึ้น ความเจ็บปวดอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 3 คะแนนจาก 10 ถือว่าค่อนข้างเบา และไม่พบผลข้างเคียงเรื่องรอยดำ
ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่ารูขุมขนและผิวเรียบเนียนที่ดีขึ้นไม่ได้แยกขาดจากการลดเม็ดสี แต่เกิดขึ้นพร้อมกันไปกับการที่ผิวหนังกำพร้าทั้งหมดค่อย ๆ ฟื้นฟูตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ LaseMD จึงเหมาะกับการยกระดับสภาพผิวโดยรวมทั้งหน้า มากกว่าการเจาะจงแก้เฉพาะจุดด่างดำจุดเดียว

ผล LaseMD Ultra ช่วยดูดซึมแอมพูลมีหลักฐานรองรับแค่ไหน?
LaseMD Ultra คือเครื่องรุ่นพื้นฐานที่เพิ่มหัวจ่ายพิเศษเข้าไป เพื่อสร้างช่องทางเล็ก ๆ บนผิวตรงจุดที่เลเซอร์ผ่าน แนวคิดหลักคือแอมพูลหรือสารบำรุงผิวขาวที่ทาต่อทันทีจะซึมผ่านผิวได้ดีขึ้นผ่านช่องทางนี้ เรียกหลักการนี้ว่าการนำส่งยาด้วยเลเซอร์
มีงานวิจัยในผู้ป่วย 10 คน ที่ทา tranexamic acid ทันทีหลังทำเลเซอร์ แล้วทาเพิ่มวันละ 2 ครั้งต่อเนื่องอีก 1 สัปดาห์ คะแนนฝ้าเริ่มลดลงตั้งแต่วันที่ 30 และลดลงมากที่สุดที่วันที่ 90 ซึ่งผลลัพธ์ในช่วงนี้มีนัยสำคัญทางสถิติ คะแนนคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นชัดเจนตั้งแต่วันที่ 30 เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นผลจากการทำเลเซอร์ร่วมกับการทาสารบำรุงไปพร้อมกัน ไม่ได้วัดปริมาณการดูดซึมแอมพูลโดยตรง ดังนั้นจึงยังเร็วเกินไปที่จะระบุตัวเลขชัดเจนว่าดูดซึมดีขึ้นมากแค่ไหน พูดอย่างปลอดภัยที่สุดคือให้ผลดีกว่าการไม่ทาสารใด ๆ เลย
ขั้นตอนการทำ ผลข้างเคียง และระยะพักฟื้นเป็นอย่างไร?
ก่อนทำจะทายาชาเฉพาะที่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีเพื่อลดความเจ็บ หลังยิงเลเซอร์ผิวจะแดงเล็กน้อยและบวมนิดหน่อย อาการแสบร้อนมักหายไปภายใน 1-2 ชั่วโมง เพราะไม่มีสะเก็ด หลายคนจึงแต่งหน้าบาง ๆ ปิดรอยแดงได้ตั้งแต่วันถัดไป
การฟื้นตัวเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 1-3 วัน ในช่วงนี้ควรทาครีมกันแดดและบำรุงผิวอย่างอ่อนโยน ตารางด้านล่างเปรียบเทียบกับเลเซอร์แบบ fractional ที่ลอกผิว
| หัวข้อ | LaseMD Ultra | Fractional แบบลอกผิว |
|---|---|---|
| ความยาวคลื่น | 1927nm | 10600nm หรือ 2940nm |
| รูปแบบ | ไม่ลอกผิว | ลอกผิว |
| ระยะพักฟื้น | 1-3 วัน | 5-10 วัน |
| ความเจ็บ | ประมาณ 3 จาก 10 คะแนน | ประมาณ 5-7 จาก 10 คะแนน |
| การใช้ยาชา | ยาชาเฉพาะที่แบบทา | ยาชาเฉพาะที่แบบฉีดหรือดมยาสลบ |
| ความเสี่ยงรอยดำ | ต่ำ | ปานกลางถึงสูง |
เลเซอร์แบบลอกผิวให้ผลดีขึ้นมากในครั้งเดียวเพราะลอกชั้นหนังกำพร้าออกไปเลย แต่ก็ต้องแลกกับระยะพักฟื้นที่นานกว่าและความเสี่ยงรอยดำที่สูงกว่า ในทางกลับกัน LaseMD ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล แต่รบกวนชีวิตประจำวันน้อยกว่ามาก จึงเหมาะกับคนที่ต้องออกงานหรือเปิดหน้าบ่อย ๆ
ระยะห่างระหว่างการทำแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน โดยปรับตามสภาพผิวในแต่ละครั้ง หากเพิ่งโดนแดดจัดมาหรือผิวมีเกราะป้องกันที่อ่อนแออยู่ ควรเลื่อนการทำออกไปก่อน รอให้ผิวสงบลงแล้วค่อยทำจะปลอดภัยกว่า

เทียบกับเลเซอร์หรือหัตถการอื่นแล้วต่างกันตรงไหน?
เลเซอร์พิโค (pico) ทำงานด้วยการสลายอนุภาคเม็ดสีด้วยคลื่นกระแทกทางแสง เหมาะกับจุดด่างดำที่เข้มและจำกัดขอบเขต หรือรอยสัก ในขณะที่ LaseMD กระตุ้นผิวชั้นตื้นทั่วทั้งหน้า จึงเหมาะกับการปรับโทนสีผิวและผิวสัมผัสโดยรวม มากกว่าการแก้จุดด่างดำทีละจุด
microneedling RF แบบความถี่วิทยุกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ที่ลึกกว่า มักใช้กับความยืดหยุ่นของผิวหรือแผลเป็น แต่มีระยะพักฟื้นและความเจ็บมากกว่า LaseMD ในคลินิกจริงจึงมักใช้ LaseMD สลับกับพิโคเลเซอร์หรือหัตถการอื่นร่วมกัน มากกว่าใช้ตัวเดียวโดด ๆ
เพื่อให้เห็นผล โดยทั่วไปต้องทำ 3-5 ครั้งห่างกันเดือนละครั้ง ทำแค่ครั้งเดียวคงคาดหวังการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากไม่ได้ การพิจารณาว่าปัญหาของตัวเองเป็นจุดด่างดำเฉพาะจุดหรือเป็นโทนสีผิวทั้งหน้า จึงเป็นเกณฑ์ที่ใช้ได้จริงในการจัดลำดับความสำคัญ
นอกจาก LaseMD แล้ว ยังมีเครื่องเลเซอร์แบบไม่ลอกผิวชนิด fractional ที่ใช้ความยาวคลื่นใกล้เคียงกันจากหลายแบรนด์ แต่งานวิจัยที่สะสมมาส่วนใหญ่เป็นการศึกษาความยาวคลื่น 1927nm โดยตรง ดังนั้นการตรวจสอบว่าใช้หลักการเดียวกันหรือไม่ จึงสำคัญกว่าการยึดติดกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

เลเซอร์ CO2 Fractional เจาะรูจิ๋วบนผิว หลักการเติมเต็มรอยแผลเป็นและรูขุมขน พร้อมระยะเวลาพักฟื้น
เลเซอร์ CO2 แบบ Fractional ไม่ได้ยิงทั่วทั้งหน้า แต่เจาะรูเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ เท่านั้น บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมรูจิ๋วเหล่านั้นถึงกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างใหม่จนเติมเต็มรอยแผลเป็นและรูขุมขน ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน และควรทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล
By Dr. Kim

แผลเป็นจากไฟไหม้ที่แดงและแข็งอยู่นาน เลเซอร์ปรับผิวให้เรียบได้อย่างไร เริ่มรักษาเมื่อไหร่ดี
แผลเป็นจากไฟไหม้มักแดงและแข็งเป็นพิเศษ เพราะคอลลาเจนที่ซ่อมแซมแผลสะสมโดยไม่ถูกจัดเรียงให้เป็นระเบียบ บทความนี้อธิบายหลักการที่เลเซอร์แบบ fractional และเลเซอร์หลอดเลือดช่วยปรับพื้นผิวและลดรอยแดงของแผลเป็น พร้อมช่วงเวลาที่ควรเริ่มรักษาและจำนวนครั้งที่เหมาะสม
By Dr. Kim

ปานสีกาแฟใส่นม เลเซอร์ลบออกได้จริงไหม ต่างจากไฝและฝ้าอย่างไร ทำไมกลับมาซ้ำบ่อย
ปานสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมที่ขึ้นเป็นปื้นขอบชัดตามแก้มหรือแขน อาจไม่ใช่ฝ้าหรือไฝ แต่เป็นปานคาเฟ่โอเลต์ (cafe-au-lait) เม็ดสีชนิดนี้อยู่ตื้นในชั้นหนังกำพร้าเลเซอร์จึงเข้าถึงง่าย แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยเช่นกัน มาดูกันว่าต่างจากไฝหรือฝ้าอย่างไร ทำไมถ้ามีหลายจุดต้องตรวจให้แน่ใจก่อน เลเซอร์ช่วยให้จางลงได้แค่ไหน และดูแลไม่ให้กลับมาซ้ำอย่างไร
By Dr. Kim